'อ.หริรักษ์' ฟันเปรี้ยง 'มหาอุทกภัย' มาจากความประมาทของทุกฝ่าย ใครจะมีสปิริตลาออก

 


'อ.หริรักษ์' สรุปสาเหตุของ 'มหาอุทกภัย' ของกรุงเทพฯครั้งนี้ มาจากความประมาทของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล หน่วยราชการ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมปภ. และการทำงานแบบแยกส่วนตัวใครตัวมันไม่ได้ประสานกันแบบไร้รอยต่อ โดยเฉพาะ กทม. ย้อนถามใครจะมีสปิริตประกาศลาออกโดยไม่มีการกดดันจากสังคม

30ก.ย.2569- รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

ณ เวลานี้คงไม่ต้องเถียงกันแล้วว่า น้ำท่วมครั้งนี้เป็นมหาอุทกภัยหรือไม่ แต่ที่ยังเห็นเถียงกันอยู่ก็คือ เทียบกันแล้วเมื่อปี 54 กับครั้งนี้ ครั้งไหนจะหนักกว่ากัน บางคนก็บอกว่าครั้งนี้หนักกว่า บางคนก็บอกว่าเมื่อปี 54 หนักกว่า ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ คนที่บอกว่าครั้งนี้หนักกว่าปี 54 ก็คือผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบในปี 54 แต่เป็นผู้ได้รับผล

กระทบหนักในปีนี้ เช่นผู้ที่อยู่แถบรามคำแหง ส่วนคนที่บอกว่าปี 54 หนักกว่า ก็คือผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้แต่ได้รับผลกระทบหนักในปี 54 เช่นผู้ที่อยู่แถบพุทธมนฑล เป็นต้น

ที่แน่ๆคือ ปี 54 เกิดจากการปล่อยน้ำของเขื่อนที่อยู่ทางภาคเหนือ แตกต่างจากครั้งนี้ที่เกิดจากน้ำฝนที่ตกแช่ 2 วัน 2 คืน และที่แน่ๆคือ อุทกภัยปี 54 อยู่กับเราเป็นเวลานานกว่ามาก และความเสียหายโดยรวมก็น่าจะมากกว่า ไม่ต้องดูที่อื่น ดูที่มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตก็ได้ว่าเสียหายหนักขนาดไหน

ถามกันมากว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯครั้งนี้เป็นความผิดพลาดในการจัดการ หรือเกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีใครยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเอง ทุกฝ่ายล้วนสื่อว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบเต็มที่แล้ว

เร่ิมตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งก็เอาแต่ทะเลาะกับเพจ ทีลมฟ้าอากาศ แม้จะรุ้ล่วงหน้าว่าฝนจะตกแช่หลายวัน แต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่า คงไม่ถึงกับทำให้น้ำท่วมมากนัก จึงไม่ค่อยจะตระหนกหรือเกรงกลัวสักเท่าใด อีกทั้งรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ยังออกมาให้ข่าวว่า “เอาอยู่” ซึ่งก็ไม่ทราบว่าก่อนจะให้ข่าวท่านได้ข้อมูลจากหน่วยงานใด หรือท่านคิดเอาเอง

ส่วนกทม.ท่านผู้ว่าฯซึ่งไม่เห็นว่าท่านได้ออกมาให้ข่าวอะไรก่อนที่น้ำจะท่วม แต่เมื่อน้ำท่วมแล้วท่านให้สัมภาษณ์ว่า น้ำในคลองต่างๆในกทม.เต็มหมดทุกคลอง ทำให้ยากที่จะระบายน้ำออกไปได้ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่าเพราะเหตุใดน้ำในคลองต่างๆจึงเต็ม และก็ไม่ได้บอกว่า เมื่อทราบว่าฝนจะตกแช่หลายวันตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน ได้มีการพร่องน้ำในคลองต่างๆไว้ก่อนเพื่อให้รองรับปริมาณน้ำฝนที่กำลังจะมาหรือไม่

จนกระทั่งฝนเริ่มคลี่คลาย มีคนถามกันมากในประเด็นเรื่องพร่องน้ำ ในที่สุดท่านรองผู้ว่าฯท่านหนึ่งจึงออกมาตอบว่า กทม.ได้พร่องน้ำไว้ก่อนอยู่แล้ว แต่ทำได้ไม่มากเพราะจะทำให้ตลิ่งพังลงมา เพราะกทม.ยังสร้างเขื่อนได้ไม่ครบทุกคลอง อีกทั้งจะทำให้เรือโดยสารวิ่งไม่ได้ด้วย แต่ก็ยังไม่มีใครบอกว่า เพราะเหตุใดคลองต่างๆในกทม.โดยเฉพาะคลองประเวศ และคลองแสนแสบ จึงมีน้ำปริ่มมาเป็นเวลานานพอสมควร

อีกเรื่องที่มีการตำหนิกันมากก็คือ การแจ้งเตือนที่ล่าช้า น้ำท่วมจนอ่วมกันแล้วเพิ่งจะแจ้งเตือน เรื่องนี้ รัฐมนตรีที่กำกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธาณภัยหรือ ปภ.ซึ่งมีหน้าที่แจ้งเตือน แก้ตัวว่า ที่ช้าเพราะรอกทม.แจ้ง ซึ่งท่านรองผู้ว่าฯกทม.ท่านหนึ่งก็ออกมาชี้แจงแบบค่อนข้างคลุมเครือ สรุปได้ว่า กทม.ไม่ทราบว่ากทม.สามารถแจ้งเตือนได้เองเลยโดยไม่ต้องรอข้อมูลจากใคร แต่จะให้กทม.รับมาก็ได้

อย่างไรก็ดี การแจ้งเตือนแม้ว่าสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่า คือการทำให้การแจ้งเตือนไม่มีความจำเป็น นั่นคือการเตรียมการป้องกันภัยให้ได้ผลจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีฝนตกแช่ซึ่งรู้ล่วงหน้า 4 วันโดยไม่มีน้ำเหนือลงมาสมทบ ซึ่งสมควรที่จะรับมือได้แม้ฝนจะตกมากถึง 300 ml ก็ตาม ก็ถ้ารู้ว่าจะต้องสร้างเขื่อนให้ตลอดแนวคลอง ท่านผู้ว่าฯอยู่ในตำแหน่งมาเกือบ 5 ปี เพราะอะไรจึงยังสร้างไม่แล้วเสร็จ

สรุปได้หรือไม่ว่า สาเหตุของ “มหาอุทกภัย” ของกรุงเทพฯครั้งนี้ มาจากความประมาทของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ได้แก่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ หน่วยราชการ ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมาจากการทำงานแบบแยกส่วนตัวใครตัวมันของหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้ทำงานที่ประสานกันแบบไร้รอยต่อ โดยเฉพาะอย่ายิ่ง กทม. ซึ่งจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย อย่าลืมว่า กทม.ไม่เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ เพราะกทม.มีรูปแบบการปกครองแบบพิเศษ ผู้ว่าฯกทม.มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นกทม.จึงมีความเป็นอิสระ สามารถตัดสินใจดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวกทม.ได้เองโดยไม่ต้องขออนุมัติจากใคร และเป็นหน่วยงานที่รู้สภาพที่เป็นอยู่จริงของกทม.ได้ดีกว่าใคร เช่น ความสามารถในการรับน้ำของคลองในกทม.ทั้งหมด เป็นต้น

หากรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ หากบอกว่า “เอาอยู่” แล้วเชิญท่านผู้ว่าฯกทม. อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รัฐมนตรีที่กำกับดูแล ปภ.ตัวอธิบดีปภ. และเลขาธิการ สทนช.ทั้งเรียกผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริง มาร่วมประชุม ตั้งทีมเฉพาะกิจซึ่งประกอบด้วยตัวแทนที่ทำงานได้จริงของทุกหน่วยงาน ให้เตรียมการป้องกันภัยพิบัติให้ได้ ก่อนที่ฝนจะตก แทนที่จะปล่อยให้ฝ่ายต่างๆข้างต้นว่ากันไปเอง เชื่อว่าชาวกทม.จะไม่ต้องเผชิญชะตากรรมอย่างสาหัสเช่นนี้

คำถามสุดท้ายคือ เมื่อสถานการณ์เป็นไปเช่นนี้แล้ว ใครจะมีสปิริตเพียงพอที่จะประกาศลาออกโดยไม่มีการกดดันจากสังคม

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คนเชื่อเพจมากกว่ากรมอุตุฯ! 'ไชยชนก' ลั่นต้องพิสูจน์ตัวเอง

“ไชยชนก” เผยปรับแนวทางสื่อสารกรมอุตุฯ ให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น ย้ำข้อมูลพยากรณ์แม้มีโอกาสคลาดเคลื่อนก็ต้องสื่อสารล่วงหน้

กฎหมายชี้ชัดใครคือ 'เบอร์หนึ่ง' รับผิดชอบวิกฤตน้ำท่วมกรุง

รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "น้ำท่วมกทม. : “ใคร”ต้องรับผิด?!" โดยระบุว่า

ประกาศฉบับสุดท้าย! อุตุฯ เตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก

นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย" ฉบับที่ 18 (234/2569) โดยมีใจความว่า