วัส จับตาคำร้อง ผู้สมัครสว. สู่ศาลรธน. เทียบเคียง 'รัฐประหารเงียบ'

4 ตุลาคม 2569 – วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากคำร้อง 17 หน้าสู่ข้อสงสัย “รัฐประหารเงียบ”: เมื่อการยึดสภาสูงอาจข้ามเส้นสู่การล้มล้างการปกครอง? 

 1. ปลายทางการยื่นคำร้องยุทธศาสตร์: 23 กันยายน 2569

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 (เลขรับคำร้องที่ 42763/2569) ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญในแวดวงนิติศาสตร์และการเมืองไทย เมื่อผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 11 (กลุ่มอาชีพผู้ประกอบการท่องเที่ยว) ได้เข้ายื่นคำร้องความยาว 17 หน้าต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้ใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 สั่งการให้ผู้ถูกร้องยุติการกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายระบอบการปกครอง 

คำร้องฉบับนี้ไม่ได้ยื่นเพื่อขอให้ยกเลิกผลการเลือกตั้งเป็นรายบุคคลอย่างคดีการเมืองในอดีต แต่เป็นการวาง “ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายมหาชน” เพื่อตรวจสอบพฤติการณ์ที่เป็นกระบวนการเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง วันลงคะแนน จนถึงการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันและอนาคต 

 2. สรุปสาระสำคัญของข้อเท็จจริงในคำร้อง 

โครงสร้างผู้ถูกร้อง (161 คน จาก 2 ขบวนการ)

คำร้องระบุถึงการกระทำที่เป็นขบวนการจัดตั้งเพื่อยึดครองพื้นที่ในวุฒิสภา รวม 159 ที่นั่ง (คิดเป็นร้อยละ 80 ของวุฒิสภาทั้งหมด):

• กลุ่มที่ 1 (ขบวนการ สว.สีน้ำเงิน): ผู้บงการภายนอก (แกนนำพรรคการเมือง) 1 คน + ผู้รับการบงการ 138 คน

• กลุ่มที่ 2 (ขบวนการ สว.ประชาชน): ผู้บงการภายนอก (แกนนำกลุ่มกิจกรรมทางการเมือง) 1 คน + ผู้รับการบงการ 21 คน (พร้อมตัวสำรองอีก 24 คน)

 พฤติการณ์การฮั้วและหลักฐานประจักษ์

1)การเกณฑ์คนและโพยลับ: มีการระดมบุคคลที่ขาดคุณสมบัติเข้ามาสมัคร ชักจูงด้วยค่าตอบแทน มีการจัดประชุมลับ ณ ห้องจูปิเตอร์ 11-13 อิมแพค เมืองทองธานี (ยึดโทรศัพท์/ติดสายรัดข้อมือ) เพื่อส่งตารางโพยลงคะแนน 

2) การลงคะแนนที่เป็นรูปแบบเดียวกัน: พบพฤติการณ์ขานคะแนนที่มีชุดตัวเลขกากบาทเหมือนกันทุกประการตามตารางโพย จำนวน 11 ใบในกลุ่ม 11 และผลการเลือกตรงกับโพยที่หลุดออกสื่อมวลชน 

3) ท่อน้ำเลี้ยงและการต่างตอบแทน: ตรวจพบ “ใบเสร็จต่างตอบแทน” หลังรับตำแหน่ง โดย สว. ใช้สิทธิแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานประจำตัว 8 อัตรา (งบแผ่นดิน 129,000 บาท/เดือน/คน) เพื่อนำงบประมาณไปจ่ายคืนทุนให้แก่โหวตเตอร์จัดตั้งในระดับพื้นที่ รวมถึงกลุ่มที่ยอมได้ “ศูนย์คะแนน” 

 พยานหลักฐานและสำนวนคดีรองรับ

คำร้องขอให้ศาลเรียกเอกสารฉบับเต็มจากหน่วยงานรัฐเพื่อพิสูจน์ “สายการเชื่อมโยง”:

• สำนวน DSI: คดีสืบสวนที่ 103/2567 และคดีพิเศษที่ 24/2568 (อั้งยี่ทางการเมืองและฟอกเงิน) ตรวจสอบธุรกรรมธนาคาร ~1,200 ราย, เบอร์โทรศัพท์ ~20,000 หมายเลข, และข้อมูล สว./ผู้ช่วย ใน 45 จังหวัด 

• สำนวน กกต. คณะที่ 26: เอกสาร 75,722 หน้า ซึ่งครอบคลุมผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย (รวมแกนนำทางการเมือง 22 ราย) 

 3. ข้อกฎหมายมหาชน: เหตุใด “การฮั้ว สว.” จึงเข้าข่ายมาตรา 49?

ผู้ร้องได้วางโครงสร้างข้อกฎหมาย 3 ประการ เพื่อให้เข้าองค์ประกอบการพิทักษ์รัฐธรรมนูญตาม มาตรา 49:

1)เป็นภัยคุกคามในปัจจุบัน (Ongoing Threat): การฮั้วไม่ได้จบลงที่วันประกาศผลเลือก สว. แต่เป็นการกระทำเนื้อเดียวกันที่ส่งผลถึงการลงมติในสภา เช่น การเลือกประธาน/รองประธานวุฒิสภา, การตั้งประธานกรรมาธิการ 21 คณะ และการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ 

2) มีความเด่นชัดไม่ไกลเกินกว่าเหตุ (Proximity of Danger): มีพยานหลักฐานเชิงนิติวิทยาศาสตร์ เส้นทางการเงิน และสำนวนคดีอั้งยี่ชี้มูลว่ามีเจตนาครอบงำอำนาจนิติบัญญัติ ไม่ใช่ข้อสงสัยที่คิดไปเอง 

3) อยู่ในเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ (Jurisdiction): คำขอท้ายคำร้องขอให้ศาลสั่ง “เลิกการกระทำที่มีลักษณะบล็อกโหวตและเลิกยอมรับการครอบงำจากภายนอกตามมาตรา 114” โดยให้มีผลเฉพาะไปข้างหน้า ซึ่งเป็นอำนาจสั่งการของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ไม่ใช่การขอให้ลงโทษทุจริตรายบุคคลแทนศาลอื่น 

 4. รัฐศาสตร์วิพากษ์: จากทุจริตเลือกตั้งสู่ “รัฐประหารเงียบ”

หากข้อกล่าวหาในคำร้องได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง สังคมจำเป็นต้องมองปรากฏการณ์นี้ผ่านกรอบรัฐศาสตร์ร่วมสมัยที่เรียกว่า “รัฐประหารเงียบ” (Soft Coup / Constitutional Coup) 

[ รัฐประหารแบบดั้งเดิม ]               [ รัฐประหารเงียบ (Soft Coup) ]

  ใช้กำลังทหาร / รถถัง                    อาศัยช่องว่างกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ

         ↓                                      ↓

  ยกเลิกรัฐธรรมนูญ                       ยึดครององค์กรที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

         ↓                                      ↓

  เข้าควบคุมอำนาจรัฐ                     บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยจากภายใน

• การยึดอำนาจโดยไม่ต้องใช้รถถัง: วุฒิสภาคือ “ด่านตรวจทางกฎหมาย” และ “ผู้แต่งตั้งองค์กรตรวจสอบ” หากกลุ่มการเมืองภายนอกสามารถจัดตั้งและสั่งการ สว. ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ย่อมเท่ากับการกินรวบโครงสร้างอำนาจรัฐและองค์กรอิสระทั้งประเทศโดยไม่ต้องเคลื่อนกำลังทหาร 

• ความย้อนแย้งเชิงรูปแบบกับเนื้อหา: หากบุคคลที่เข้าสู่อำนาจผ่านขั้นตอนที่ดูถูกต้องตามรูปแบบกฎหมาย กลับใช้อำนาจนั้นรับคำสั่งจากบุคคลภายนอก ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่กำหนดให้ สว. ต้องเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยและมีความเป็นอิสระ 

• ความร้ายแรงที่อาจข้ามผ่านปี 2500: การทุจริตเลือกตั้งในปี 2500 ทำลายเพียงความชอบธรรมของผู้ชนะ แต่หากข้อกล่าวหาปี 2569 จากผลการเลือก สว. ปี 2567 เป็นจริง มันคือการส่ง “กลไกรับสั่ง” เข้าไปควบคุมทิศทางของประเทศระยะยาว ซึ่งร้ายแรงในระดับเดียวหรือมากกว่าการทุจริตเลือกตั้งครั้งใดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย 

 5. หลักนิติธรรม (Rule of Law) กับภาระการพิสูจน์

การวินิจฉัยคำร้องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรยุติธรรมต้องรักษา สมดุลแห่งหลักนิติธรรม ระหว่าง การพิทักษ์เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ กับ การพิสูจน์ความผิดด้วยพยานหลักฐานตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย (Due Process of Law):

• ชั้นที่ 1 (ความสุจริตของการได้มา): ตรวจสอบพฤติการณ์จัดตั้งและเส้นทางการเงินผ่านสำนวน DSI และ กกต. 

• ชั้นที่ 2 (ความเป็นอิสระในการใช้อำนาจ): แยกแยะระหว่าง “ความคิดเห็นทางการเมืองที่ตรงกัน” กับ “การรับคำสั่งโดยมิชอบจากภายนอก” ซึ่งต้องอาศัยหลักฐานประจักษ์ (Smoking Gun) เช่น บันทึกการประชุมลับ ข้อความสั่งการ หรือเส้นทางผลประโยชน์ 

• ชั้นที่ 3 (ความรับผิดชอบตามกฎหมาย): ต้องไม่คุ้มกันผู้ดำรงตำแหน่งจากการตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ตัดสินบุคคลก่อนผ่านกระบวนการที่เป็นธรรมตามพยานหลักฐาน 

 บทสรุป: ประชาธิปไตยกับการถูกบ่อนทำลายจากภายใน

คำร้องฉบับวันที่ 23 กันยายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาททางการเมืองระหว่างกลุ่มผู้เสียประโยชน์กับผู้ชนะการเลือก สว. แต่เป็น “แบบทดสอบครั้งใหญ่ของระบบยุติธรรมไทย” 

ประชาธิปไตยอาจไม่ได้พังทลายลงในวันที่ทหารนำรถถังออกมายึดอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มพังลงในวันที่กลไกตามรัฐธรรมนูญถูกใช้เป็นเครื่องมือบังหน้าเพื่อรับใช้ประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือขั้วอำนาจเบื้องหลัง การตรวจสอบคำร้องนี้อย่างจริงจัง โปร่งใส และตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน จึงเป็นทางออกสำคัญในการอุดรูรั่วของระบบ และพิสูจน์ว่าประเทศไทยยังคงปกครองด้วย “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) ไม่ใช่ “การกินรวบประเทศ”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดีฮั้ว สว. ไม่เข้าเกณฑ์ล้มล้างการปกครอง-ไม่ใช่รัฐประหารเงียบ

นักกฎหมายมหาชนชี้ สว.สำรองกลุ่ม 11 ยื่น อสส.เป็นเพียงเทคนิคเปิดช่องอำนาจฟ้องตรงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มองข้อเท็จจริงคดีฮั้ว สว.ไม่เข้าองค์ประกอบล้มล้างการปกครอง ซัดกลุ่มแพ้แล้วพาล อยากเป็น สว.ตัวจริง เชื่อโอกาสสูงศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย

'วัส ติงสมิตร' ชี้ 6 ช่องทางเดินหน้าสู้มติ กกต. คดีฮั้ว สว.

นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการใช้ดุลยพินิจของกกต. ในการวินิจฉัยกรณีฮั้วสว. ว่า ตนมีคำถามสำคัญคือ กกต. มีอำนาจ ในการใช้ดุลยพินิจแค่ไหน

ดร.ณัฎฐ์ จ่อแจ้งความ ‘สมชัย-พริษฐ์กับพวก’ ปมบัตรบาร์โค้ด

ดร.ณัฐวุฒิ เตรียมกล่าวโทษคดีอาญา “สมชัย-พริษฐ์กับพวก” รวม 6 คน ปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พร้อมยื่น ป.ป.ช.สอบ “ไอติม” กรณีมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

'ณัฐพงษ์' ลั่นตัดปัญหาตั้งแต่ต้นตอ แก้ที่มาองค์กรอิสระ หลังศาล รธน. ชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งชอบด้วยกฎหมาย

"ณัฐพงษ์" ไม่เห็นด้วยคำวินิจฉัยศาล รธน. ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดเป็นการลงคะแนนลับแบบมีเงื่อนไข ชี้ช่องโหว่บาร์โค้ดระบุตัวผู้มีสิทธิ์ ย้ำต้องตัดปัญหาตั้งแต่ต้นตอ