สว.นิชาภา เปิด 7 ผลกระทบ หวั่นอนุสัญญา UPOV 1991 ทำเกษตรกรแบกค่าเมล็ดพันธุ์พุ่ง 3-6 เท่า

สว.นิชาภา กาง 7 ผลกระทบหากไทยเข้าอนุสัญญา UPOV 1991 ในเวทีเจรจา FTA ไทย-อียู ชี้เกษตรกรเสี่ยงแบกค่าเมล็ดพันธุ์พุ่ง 3-6 เท่า อาจกลายเป็นอาชญากรโดยไม่รู้ตัวหากเกสรพืชปลิวผสม พร้อมจี้รัฐบาลระวังข้อตกลงเรื่องยาผูกขาดเกินมาตรฐาน WTO

6 ตุลาคม 2569 -เมื่อเวลา 12.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาญัตติเรื่องการติดตามและเสนอแนะแนวทางในการเจรจาการตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ เกษตร และการเข้าถึงยาและสุขภาพของพี่น้องประชาชน โดยน.ส.นิชาภา สุวรรณนาค สว.

โดย น.ส.นิชาภา เสนอญัตติว่า เวลาเราพูดถึง FTA ส่วนใหญ่เรามักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เช่นเรื่องภาษีการส่งออกการลงทุนหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ต้นอยากให้ทุกคนมอง FTA ฉบับนี้ผ่านสิ่งเล็กๆ 2 สิ่งคือเมล็ดพันธ์ในมือเกษตรกร และยาในมือของคนไข้เพราะสิ่งที่เรากำลังเจรจากันอยู่วันนี้ อาจมีผลไปถึงอนาคต รัฐบาลรายงานว่าการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป รอบที่ 9 เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าไป 15 บทใน 24 บท ส่วนการเจรจารอบที่ 10 จะมีการเจรจาเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมาจนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ ตนไม่ได้จะคัดค้านการค้าเสรี แต่ FTA สามารถสร้างโอกาสให้ประเทศไทยได้จากการเปิดประตูให้โอกาสใหม่เข้ามา เราต้องแน่ใจด้วยว่าไม่ได้เปิดประตูให้หนึ่งสิ่งสำคัญของคนไทยหลุดมือออกไป

น.ส.นิชาภา กล่าวต่อว่า โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เรายังเจรจาอยู่คือทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งพาเราไปสู่อนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครอง พันธุ์พืช มีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มประเทศยุโรป รับรองครั้งแรกในปี 1961 และมีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขในปี 1972 ปี 1978 และล่าสุดคือปี 1991 หลักการคือให้สิทธิ์แก่ผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่ หรือนักปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อให้ผู้ที่ลงทุนคิดค้นและได้รับการคุ้มครอง เพราะหากเราต้องการให้คนลงทุนวิจัยพันธุ์พืชใหม่เขาก็ควรได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่เขาพัฒนา

น.ส.นิชาภา กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 อยู่แล้ว ซึ่งร่างขึ้นโดยหลักการตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ CBD ผสมกับ UPOV 1978 ตามเงื่อนไขรายละเอียดที่ WTO เปิดให้ โดยข้อกำหนดของ WTO-TRIPS มาตราที่ 27.3b กำหนดเพียงว่าให้สมาชิกต้องคุ้มครองพันธุ์พืชด้วยสิทธิบัตรหรือระบบเฉพาะที่มีประสิทธิภาพ หรือทั้งสองอย่างร่วมกันแปลว่ากติกาโลกเปิดให้แต่ละประเทศออกแบบระบบที่เหมาะเหมาะสมกับตัวเองได้ และประเทศไทยก็เลือกระบบคุ้มครองที่นักปรับปรุงพันธุ์พืช ชุมชน และเกษตรกรไปพร้อมกัน ฉะนั้น UPOV 1991 จึงเป็นมาตรฐานที่สูงกว่า WTO กำหนดไว้ แต่ข้อเสนอของสหภาพยุโรปต่อการเจรจา FTA ครั้งนี้เขียนไว้ชัดเจนว่า แต่ละภาคีต้องคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชให้เป็นไปตามอนุสัญญา UPOV 1991 ฉะนั้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืชหรือไม่ แต่คือเราจะคุ้มครองผู้ที่พัฒนาพันธุ์พืชแล้ว และรักษาสิทธิ์ของคนปลูกอย่างไร ซึ่งถือเป็นหัวใจของเรื่อง

น.ส.นิชาภา กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรเมล็ดพันธุ์พืชหนึ่งกำมือ ไม่ใช่เพียงแค่สินค้าหนึ่งชิ้นแต่เป็นต้นทุนในการเพาะปลูกในฤดูกาลหน้า การเก็บเกี่ยวของเกษตรกร การปลูก การคัดเมล็ดที่ดี และเก็บบางส่วนไว้ปลูกต่อเป็นวงจรวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับวิถีของเรามาช้า ตนจึงขอชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย หากประเทศไทยต้องแก้กฎหมายให้เป็นไปตาม UPOV 1991 ทั้งหมด 7 ผลกระทบได้แก่ 1.สิทธิของเกษตรกรในการเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าการเข้า UPOV 1991 แล้วเกษตรกรจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ เลยแต่ภายใต้ UPOV 1991 หากเกษตรกรปลูกเพื่อบริโภคเอง ไม่ได้ขาย สามารถทำได้ และประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นให้เกษตรกรเก็บผลผลิตจากดมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปปลูกต่อในพื้นที่ตัวเองได้ แต่ในข้อยกเว้นนี้เป็นเพียงทางเลือกไม่ใช่สิทธิ์ และตามแนวทางของ UPOV 1991 เขียนว่าในข้อยกเว้นนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขคือ 1.ต้องเป็นเกษตรกรรายย่อยตามที่รัฐกำหนดหลักเกณฑ์ และต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของบริษัท 2.การเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่ออาจต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่บริษัทเมล็ดพันธุ์ด้วย และสำหรับพืชบางกลุ่ม เช่น ผักผลไม้ ไม้ดอก ข้อยกเว้นนี้แทบไม่เปิดโอกาสให้เลย การที่บอกว่าเข้าไปเจรจาก่อนขอข้อยกเว้นนั้น ตนจึงอยากถามว่าเราจะยกเว้นได้จริงแค่ไหน

น.ส.นิชาภา กล่าวว่า ผลกระทบที่ 2 เมื่อสิทธิ์ผูกขาด การผลิต การขยายพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์ที่จดทะเบียนอยู่ในผู้ทรงสิทธิ์ ทั้งภาครัฐและเอกชน บริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติเกษตรกรที่เก็บพันธุ์เองไม่ได้ก็ต้องซื้อใหม่ทุกฤดูกาล มูลนิธิวิถีไทยประเมินว่าหากไทยเข้า UPOV 1991 ภายใต้ CPTPP ชาวนาไทยอาจจะต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น จากปีละ 2 หมื่นกว่าล้านเป็น 6 หมื่นล้านถึง 1 แสนกว่าล้านบาท ประมาณ 3-6 เท่า ไม่ใช่แค่ข้าวแต่รวมพืชไร่ พืชผัก และพืชยืนต้นต่างๆด้วย หากบทบาทของภาครัฐในการผลิตและกระจายพันธุ์ลดลงกลไกถ่วงดุลของรัฐจะอ่อนแอลงด้วย ผลกระทบที่ 3 คือ แค่เกสรปลิวข้ามไปก็ผิดกฎหมาย วิถีการคัดเลือกพันธุ์ของชุมชน ข้าวเป็นพืชที่ผสมตัวเองมีโอกาสข้ามไปถึง 4% แต่เพียงเท่านี้ก็มากพอให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งชาวนาคัดเลือกไว้จนเกิดข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลายหมื่นสายพันธุ์ในประเทศไทย ภายใต้ UPOV 1991 การคุ้มครองครอบคลุมถึงพันธุ์ที่ได้มาจากโดยพื้นฐานหรือ EDVs หากละอองเกสรดัดแปลงพันธุ์พืชใหม่ ปลิวไปผสมกับพันธุ์พืชพื้นเมืองและชาวนาคัดเลือกสายพันธุ์นั้นไว้ และบังเอิญมีลักษณะสำคัญของพันธุ์ที่บริษัทจดทะเบียนไว้ ชาวนาอาจกลายเป็นผู้ละเมิดสิทธิ์โดยไม่ได้ตั้งใจ

น.ส.นิชาภา กล่าวอีกว่า ผลกระทบที่ 4 คือ การคุ้มครองที่ขยายไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ UPOV ไม่ได้คุ้มครองแค่ส่วนขยายพันธุ์ แต่ขยายถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เก็บเกี่ยวได้ ที่ทำมาจากผลผลิตนั้น เช่น เกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรกระชายดำ วันนี้ปลูกด้วยเหง้า เก็บเหง้าบางส่วนไว้ปลูกต่อ และส่งต่อวัสดุปลูกนี้ตามวิถีดั้งเดิมของชุมชน หากวันนี้มีพันธุ์กระชายดำใหม่ที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์นั้น อาจตามไปถึงหัวกระชายดำที่เก็บเกี่ยวไปถึงยาสมุนไพรจนถึงผลผลิต ร้านค้าปลีก ร้านค้าย่อยที่ไม่มีเอกสารรับรองแหล่งที่มาซ้ำซ้อน ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องได้ นี่คือจุดที่เรียกว่าจากเรื่องของเมล็ดพันธุ์เริ่มเชื่อมไปถึงยา ผลกระทบที่ 5 หากเสี่ยงต่อการเกิดโจรสลัดทางชีวภาพ UPOV 1991 กำหนดให้คุ้มครองพืชทุกชนิด รวมทั้งสมุนไพรโดยไม่ได้แสดงที่มาของพันธุกรรมที่นำมาปรับปรุงพันธุ์ ช่องนี้อาจเปิดโอกาสให้มีการนำพันธุกรรมของพืชไทยไปต่อยอดขึ้นทะเบียนสิทธิแล้วนำกลับมาขายตัดหน้านักปรับปรุงพันธุ์และชุมชนไทยเอง

“ลองคิดดูว่าหากพันธุ์พืชและสมุนไพรไทย ต้องตกไปอยู่ในมือต่างชาติภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 เท่ากับว่าเราสูญเสียอธิปไตยทางพันธุกรรมพืชและภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษไทยสะสมมาหลายชั่วอายุคน” น.ส.นิชาภา กล่าว

น.ส.นิชาภา กล่าวอีกว่า ผลกระทบที่ 6 ระยะเวลาและขอบเขตการผูกขาดที่กว้างขึ้น รวมถึงขยายไปยังสิทธิเกษตรกรจากที่เก็บเมล็ดพันธุ์ ไปปลูกต่อได้ก็จะกลายเป็นต้องมีเงื่อนไข และ UPOV 1991 ยังเปิดให้คุ้มครองซ้ำสองชั้นได้ ทั้งสิทธิ์ในพันธุ์พืชและสิทธิบัตรสำหรับพันธุ์เดียวกัน เหตุนี้จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอนุสัญญา UPOV นี้ เหมาะกับเกษตรอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยวและเอื้อต่ออุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์มากกว่าเกษตรกรรายย่อย ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาดั้งเดิม สำหรับในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งประเทศไทยเคยมีการพยายามแก้กฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 จะให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดพันธุ์พืชที่ห้ามเกษตรกรเก็บไปปลูกต่อหรือจำกัดปริมาณได้ จนประชาชนกังวลกฎหมายแบบนี้อาจเปลี่ยนเกษตรกรเป็นอาชญากรรม ในทางกลับกันประเทศอินเดียที่เป็นประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่เลือกไม่เข้า UPOV และออกกฎหมายของตนเอง ซึ่งเกษตรกรมีสิทธิ์เก็บรักษา ใช้ หว่าน และเพาะ แลกเปลี่ยนแบ่งปันหรือขายผลผลิตจากฟาร์มของตัวเองรวมถึงเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองเหมือนที่เคยทำก่อนที่จะมีกฎหมายบังคับใช้ เพียงแต่ห้ามขายในรูปแบบของเมล็ดพันธุ์ติดตราพันธุ์ที่คุ้มครอง แสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ กับการคุ้มครองเกษตรกรสามารถไปควบคู่กันได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเข้าอนุสัญญา UPOV 1991

น.ส.นิชาภา กล่าวว่า หากประเทศไทยเข้าร่วม CPTPP ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ ประเทศไทยจะต้องเข้าภาคี UPOV 1991 ตามเงื่อนไขข้อตกลงที่ได้ตกลงกันเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ระบุว่าไทยกำลังพิจารณาเรื่องนี้ที่จะเข้า CPTPP อีกครั้งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเจรจาการค้า FTA ระหว่างไทยกับ EU สิ่งที่เราตัดสินใจในวันนี้อาจผูกพันเราไปถึงข้อตกลงฉบับต่อไปด้วย และผลกระทบที่ 7 คือยาที่อยู่ในมือคนไข้ เราต้องคุ้มครองผู้ที่ลงทุนวิจัย และพัฒนายาใหม่ถ้าไม่มีแรงจูงใจเรื่องนี้นวัตกรรมก็เกิดยาก แต่ข้อเสนอของ EU เป็นมาตรฐานที่เรียกว่า TRIPS-plus คือเกินกว่ากติกาที่ WTO กำหนดไว้ เช่น การผูกขาดด้วยข้อมูลทางการทดสอบยา ข้อมูลทางการตลาด

น.ส.นิชาภา กล่าวว่า วันนี้การเจรจายังไม่จบ รัฐบาลก็ยังยืนยันว่า UPOV ไม่ใช่ข้อตกลงที่ประเทศไทยจะยอมรับแล้ว ดังนั้น จึงขอให้วุฒิสภา ติดตามและตรวจสอบขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนว่าข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรไทยจะเป็นอย่างไร สามารถเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อได้หรือไม่ และจะแลกเปลี่ยนกันได้แค่ไหน รวมถึงระบบสาธารณสุขและระบบประกันสุขภาพจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ ตนขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาคือ 1.ตัดข้อบทที่ผูกพันให้ไทยต้องเข้าสู่ UPOV 1991 ออกจากการเจรจาและคงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไว้ที่มาตรฐาน TRIPS เช่นเดียวกับ FTA ไทย-EFTA 2. ระมัดระวังข้อเสนอ TRIPS-plus ด้านยาทั้งการผูกขาดข้อมูลยา ข้อมูลทางการตลาด และการขยายอนุสิทธิบัตร 3. ให้กรมวิชาการเกษตรชะลอการแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 และ 4. เสนอเงื่อนไขให้ EU ยุติส่งออกสารเคมีที่กำจัดศัตรูพืชที่ถูกห้ามใช้ในยุโรปมาใช้ในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อบทว่าด้วยระบบอาหารที่ยั่งยืน รวมถึงขอให้ภาครัฐชี้แจงผลดีและผลเสีย ต่อเกษตรกรและประชาชนอย่างตรงไปตรงมาก่อนที่ประเทศไทยจะลงนามในกติกาที่ผูกมัดเราไปอีกหลาย 10 ปี ตนจึงอยากให้พิจารณาให้รอบด้าน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระบบออกแบบให้ฮั้ว ‘สว.สีส้ม’รับไม่อย่างนั้นตกรอบอ้างรณรงค์อย่างเปิดเผย

ที่ประชุมสภาสูงเดือด! ถกรายงาน “กระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีเป็นธรรม” ชงแก้รัฐธรรมนูญพ่วงกฎหมายลูก

สีน้ำเงิน ยังคุมสภาสูง เดิมเกมดูดสว.เติมเสียง

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญาผู้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.จำนวน 77 รายชื่อ โดยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย 26 รายชื่อ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมามากมาย

เปิด 4 กรอบพิสดาร 'อนุฯชุด 36' ตัดตอน 'ฮั้ว สว.' ไม่ให้ถึงนักการเมือง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "ตอนที่ 4 : สร้างกรอบการประชุม เพื่อฆ่าตัดตอนไม่ให้ถึงนักการเมือง" โดยระบุว่า