BIOTHAI ย้อนประวัติศาสตร์ 'กะเพรา' 7 ช่วง สะท้อนการต่อสู้พันธุกรรมพืชมรดกมนุษยชาติ

'BIOTHAI' ย้อนประวัติศาสตร์ 'กะเพรา' 7 ช่วง ตั้งแต่ 1930 สะท้อนการต่อสู้พันธุกรรมพืชเป็นมรดกที่มนุษยชาติควรเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้สร้างนวัตกรรมควรได้รับสิทธิคุ้มครองเพื่อเป็นแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนา เกษตรกรและชนพื้นเมืองต้องมีสิทธิในทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาและการพัฒนาพันธุ์ของตนเอง

28 ต.ค. 2569 - เพจ BIOTHAI โพสต์ช้อความ เรื่อง กะเพราเป็นของใคร? ใครมีสิทธิผูกขาดพันธุกรรมที่ธรรมชาติและเกษตรกรร่วมกันสร้างและพัฒนามาหลายพันปี? มีเนื้อหาดังนี้

กรณีบริษัทซีพีแรมได้รับการคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ ท่ามกลางกระแสคัดค้านการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางจากผู้คนทุกกลุ่ม ตั้งแต่เกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น พ่อค้าแม้ค้า ผู้ประกอบการอาหารตามสั่ง นักวิชาการและข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งการวิจัย การอนุรักษ์ การพัฒนา บรรดา SMEs ผู้บริหารและสื่อของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร และนักการเมือง

นี่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างแนวคิดที่ว่า พันธุกรรมพืชเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ กับแนวคิดที่ให้สิทธิผูกขาดแก่ผู้สร้างนวัตกรรม และการต่อสู้เพื่อรับรองสิทธิของเกษตรกรและชนพื้นเมือง

ประวัติศาสตร์เรื่องนี้มีจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างน้อย 7 ช่วง
1. ค.ศ. 1930–1961 : เมื่อพันธุ์พืชเริ่มกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา
ก่อนการเกิดขึ้นของระบบสิทธิผูกขาดสมัยใหม่ เกษตรกรทั่วโลกเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และพัฒนาพันธุ์พืชต่อเนื่องกันมาหลายพันปี
ปี 1930 สหรัฐอเมริกาออกกฎหมาย Plant Patent Act เปิดทางให้พืชบางประเภทได้รับสิทธิบัตรเป็นครั้งสำคัญ
ปี 1961 ประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปร่วมกันสร้างอนุสัญญา UPOV เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช
อย่างไรก็ตาม UPOV ในยุคแรกยังเปิดพื้นที่ให้มีการนำพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปใช้ปรับปรุงพันธุ์ใหม่ได้อย่างกว้างขวาง เพราะยอมรับว่าการปรับปรุงพันธุ์พืชต้องอาศัยพันธุกรรมที่มีอยู่ก่อน

2. ค.ศ. 1980 : จุดเปลี่ยนสำคัญของสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต
ศาลสูงสหรัฐอเมริกาตัดสินคดี Diamond v. Chakrabarty ยอมรับว่าจุลินทรีย์ที่มนุษย์ดัดแปลงพันธุกรรมสามารถได้รับสิทธิบัตรได้
นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดทางให้ระบบสิทธิบัตรมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการคุ้มครองนวัตกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต
ต่อมาสิทธิบัตรและสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาขยายบทบาทเข้าสู่เทคโนโลยีชีวภาพ พันธุกรรม และพันธุ์พืชมากขึ้น
คำถามจึงเริ่มเปลี่ยนจากใครเป็นผู้พัฒนาพันธุ์ ไปสู่ใครมีสิทธิห้ามผู้อื่นใช้หรือพัฒนาพันธุกรรมต่อ

3. ค.ศ. 1983–1989 : มรดกร่วมของมนุษยชาติและการกำเนิดสิทธิเกษตรกร
ปี 1983 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รับรองข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืช โดยยึดหลักว่าทรัพยากรพันธุกรรมพืชเป็นส่วนหนึ่งของมรดกมนุษยชาติ (Heritage of Mankind) ที่ควรได้รับการอนุรักษ์และเปิดให้ใช้ประโยชน์
แต่แนวคิดนี้เผชิญข้อขัดแย้งสำคัญ
เหตุใดพันธุกรรมที่เกษตรกรและชุมชนในประเทศกำลังพัฒนาอนุรักษ์และคัดเลือกมาหลายชั่วอายุคน จึงถูกนำไปใช้ได้อย่างเสรี ขณะที่บริษัทที่นำพันธุกรรมเหล่านั้นไปปรับปรุงพันธุ์กลับได้รับสิทธิผูกขาดและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ?
ปี 1989 FAO จึงรับรองแนวคิด สิทธิเกษตรกร (Farmers' Rights) อย่างเป็นทางการ เพื่อยอมรับบทบาทของเกษตรกรในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรม รวมถึงความชอบธรรมในการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์

4. ค.ศ. 1991–1994 : การขยายสิทธิผูกขาดเหนือพันธุกรรมพืช
ปี 1991 อนุสัญญา UPOV ได้รับการแก้ไขครั้งใหญ่ โดยขยายสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชให้เข้มข้นขึ้น ขยายระยะเวลาให้สิทธิผูกขาดจาก 15 เป็น 20 ปี
การเก็บเมล็ดพันธุ์คุ้มครองไว้ปลูกต่อกลายเป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้ขอบเขตสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ เกษตรกรเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อไม่ได้ โดยอาจมีข้อยกเว้นได้บ้างเล็กๆน้อยๆ
สิทธิยังขยายไปถึงผลผลิตที่เก็บเกี่ยว และผลิตภัณฑ์ หากใช้หรือคัดเลือกสายพันธุ์ตั้งต้นของบริษัท ที่เรียกว่า Essentially Derived Varieties (EDV)
แม้เกษตรกรหรือนักวิจัยจะคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ใหม่ขึ้นมา หากพันธุ์นั้นเข้าข่าย EDV การนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อาจต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพันธุ์ตั้งต้น
ปี 1994 ความตกลง TRIPS ภายใต้องค์การการค้าโลกกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีระบบคุ้มครองพันธุ์พืช แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องใช้ UPOV 1991 หลายประเทศถูกบีบให้ต้องเร่งร่วมมือกับ UPOV แต่ไม่ใช่ไทย อินเดีย และมาเลเซีย ที่สร้างระบบ sui generis ขึ้นมา

5. ค.ศ. 1992–2010 : การต่อสู้เพื่อการแบ่งปันผลประโยชน์
ปี 1992 อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) รับรองอธิปไตยของรัฐเหนือทรัพยากรธรรมชาติ และหลักการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมกับการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ปี 2010 พิธีสารนาโงย่าได้พัฒนากลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ หรือ ABS ให้ชัดเจนขึ้น
แนวคิดนี้มีเป้าหมายแก้ปัญหาการนำพันธุกรรมและภูมิปัญญาของชุมชนไปใช้สร้างผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยผู้อนุรักษ์และผู้ให้ทรัพยากรไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม
แต่การแบ่งปันผลประโยชน์มีข้อจำกัดสำคัญ
บริษัทอาจจ่ายเงินแบ่งปันผลประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เกษตรกรอาจยังถูกจำกัดสิทธิในการเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และพัฒนาพันธุ์ต่อไปได้
การแบ่งปันรายได้จึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของความเป็นธรรมทางพันธุกรรม

6. ค.ศ. 2001–2018 : สิทธิในเมล็ดพันธุ์ได้รับการยอมรับในฐานะสิทธิมนุษยชน
ปี 2001 สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGRFA) รับรองสิทธิเกษตรกร ทั้งในเรื่องภูมิปัญญา การแบ่งปันผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมตัดสินใจ
ปี 2007 สหประชาชาติรับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมือง (UNDRIP) ซึ่งยอมรับสิทธิในการรักษา ควบคุม ปกป้อง และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิม
ปี 2018 สหประชาชาติรับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิชาวนาและบุคคลอื่นที่ทำงานในชนบท (UNDROP)
มาตรา 19 รับรองสิทธิในเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และขายเมล็ดพันธุ์ที่เก็บจากไร่นา ตลอดจนสิทธิในการรักษา ควบคุม ปกป้อง และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของตนเอง
นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
สิทธิเกษตรกรไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นข้อยกเว้นจากสิทธิผูกขาดของบริษัทอีกต่อไป แต่ได้รับการประกาศในฐานะสิทธิมนุษยชน
แม้การทำให้สิทธิดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติยังต้องอาศัยกฎหมายและนโยบายภายในประเทศ

7. ค.ศ. 2024 : ระบบสิทธิบัตรเริ่มยอมรับปัญหาแหล่งที่มาของพันธุกรรม
องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) รับรองสนธิสัญญาว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เกี่ยวข้อง
สนธิสัญญานี้กำหนดหลักการให้เปิดเผยแหล่งที่มาของทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมในคำขอสิทธิบัตรที่เข้าเงื่อนไข
สะท้อนการยอมรับว่าการสร้างนวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากทรัพยากรและความรู้ที่มีอยู่ก่อน
แต่การเปิดเผยแหล่งที่มาไม่ได้หมายความว่าชุมชนจะได้รับผลประโยชน์หรือมีสิทธิร่วมควบคุมทรัพยากรนั้นโดยอัตโนมัติ

กะเพรา 4 สายพันธุ์ของซีพีแรม : บททดสอบความเป็นธรรมทางพันธุกรรมของประเทศไทย
กะเพราเป็นพืชอาหารและสมุนไพรที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน เกษตรกรและชุมชนมีบทบาทในการเก็บรักษา คัดเลือก และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมของพืชชนิดนี้
การที่บริษัทเอกชนสามารถนำพันธุกรรมกะเพราไปพัฒนาเป็นพันธุ์ใหม่และได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย จึงทำให้เกิดคำถามอย่างน้อยสามประการ

ประการแรก พันธุกรรมตั้งต้นที่นำมาใช้พัฒนากะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ มีที่มาอย่างไร มีการใช้พันธุ์พื้นเมืองที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์หรือไม่ และมีการปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วนเพียงใด?

ประการที่สอง หากเกษตรกรนำกะเพราพันธุ์คุ้มครองไปคัดเลือกและพัฒนาจนได้พันธุ์ใหม่ เขาจะมีสิทธิแจกจ่าย แลกเปลี่ยน และจำหน่ายพันธุ์นั้นเพียงใด โดยเฉพาะหากประเทศไทยเปลี่ยนไปใช้ UPOV 1991?
เกษตรกรรายย่อยจะมีความสามารถเพียงพอหรือไม่ที่จะพิสูจน์ว่าพันธุ์ที่ตนพัฒนาขึ้นไม่ใช่ EDV ของบริษัท หากเกิดข้อพิพาททางกฎหมาย?

ประการที่สาม เมื่อการพัฒนาพันธุ์เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยของรัฐ ทรัพยากรการวิจัยสาธารณะ และพันธุกรรมที่มีอยู่ก่อน สังคมควรได้รับประโยชน์จากการวิจัยนั้นอย่างไร และควรมีหลักประกันอะไรเพื่อรักษาเสรีภาพในการวิจัยต่อยอด?

คำถามเหล่านี้ไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์หรือการลงทุนวิจัยของเอกชน แต่เป็นการตั้งคำถามถึงขอบเขตที่เหมาะสมของสิทธิผูกขาด และความเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนร่วมสร้างทรัพยากรพันธุกรรม

บทสรุป : พันธุกรรมพืชไม่ควรถูกมองเป็นเพียงทรัพย์สินของผู้ได้รับสิทธิรายล่าสุด
ประวัติศาสตร์กฎหมายพันธุ์พืชตลอดเกือบหนึ่งศตวรรษสะท้อนการต่อสู้ระหว่างสามแนวคิดใหญ่ ได้แก่
พันธุกรรมพืชเป็นมรดกที่มนุษยชาติควรเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ผู้สร้างนวัตกรรมควรได้รับสิทธิคุ้มครองเพื่อเป็นแรงจูงใจในการวิจัยและพัฒนา
เกษตรกรและชนพื้นเมืองต้องมีสิทธิในทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญา และการพัฒนาพันธุ์ของตนเอง
ไบโอไทยเห็นว่า ความยุติธรรมทางพันธุกรรมไม่อาจหยุดอยู่เพียงการแบ่งรายได้จากสิทธิผูกขาดให้เป็นธรรมขึ้น แต่ต้องรักษาสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึง เก็บรักษา คัดเลือก แลกเปลี่ยน และพัฒนาพันธุกรรมต่อไปด้วย
การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยจึงต้องไม่มองเฉพาะการเพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทลงทุนปรับปรุงพันธุ์ แต่ต้องพิจารณาว่าจะรักษาเสรีภาพของเกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย และหน่วยวิจัยสาธารณะได้อย่างไร
เพราะกะเพราไม่ได้เริ่มต้นจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง และอนาคตของพันธุกรรมกะเพราก็ไม่ควรถูกกำหนดโดยเจ้าของสิทธิรายใดรายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
พันธุกรรมพืชเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร และเป็นมรดกที่คนรุ่นปัจจุบันมีหน้าที่รักษาไว้ให้คนรุ่นต่อไป

#กะเพรา #สิทธิเกษตรกร #สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต #มรดกร่วมของมนุษยชาติ #UPOV1991 #แก้วจุรี #ไบโอไทย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

2 สว. 'วุฒิพงศ์-สหพันธ์' แถลงค้านจดทะเบียน 'พันธุ์กะเพรา' เรียกร้องรัฐบาลทบทวน

นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา ร่วมแถลงข่าวเรื่องกะเพรา 4 สายพันธุ์ว่า สว.จำนวนหนึ่งให้ความสนใจกับเรื่องการจดทะเบียนพันธุ์พืชโดยเฉพาะกับกะเพราของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง

ร้อง ป.ป.ช. สอบ 'มก.-CPRAM' วิจัยจดทะเบียนกะเพรา ส่อประโยชน์ทับซ้อน

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)

พิษน้ำท่วม! ราคาผักปรับตัวยกแผง 'กะเพรา' แตะ 100 บาท/กก. 'ผักบุ้งจีน' ขยับพุ่งไป 70 บาท

ตลาดพืชผักราคาปรับตัวยกแผง จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลาง กรุงเทพฯ และภาคใต้กำลังเข้าสู่ฤดูฝน ‘กะเพรา’ แตะ 100 บาท ตลาด กทม. ตลาดท้องถิ่น 60-70 บาท สามารถแข่งขันตาดกะเพราจดสิทธิบัตรได้ ระบุ เกษตรกร ผวา ใครคุ้มครองเกษตรกร หากเกิดพืชกลายพันธุ์จะถูกฟ้องร้องได้

'หมอยง' ชวนให้คิด 5 เรื่อง! 'จดลิขสิทธิ์' ต้องไม่ไปเบียดบังสิทธิผู้อื่น

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในหัวข้อ