'เอนก' แพร่บทความ 'ปราสาทหินพิมาย: อารยธรรมลุ่มแม่น้ำมูลและรากเหง้าผู้สร้างนครวัด นครธม'

2 พ.ย. 2569 – ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปี 2563-66 โพสต์บทความเรื่อง “ปราสาทหินพิมาย: อารยธรรมลุ่มแม่น้ำมูลและรากเหง้าผู้สร้างนครวัด นครธม” ว่า

เมื่อเอ่ยถึง “ปราสาทหินพิมาย” บนแผ่นดินโคราช-ราชสีมา สิ่งนี้คือมรดกล้ำค่าสูงสุด น่าไปชม และมีความสำคัญยิ่งในทางศิลป กรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ ไม่น้อยไปกว่าอยุธยา สุโขทัย หรือ เชียงใหม่ แน่นอน

กระนั้น ความหลงผิดในทางความคิดกระแสหลักแบบเดิม คือเรามักด่วนสรุปว่าปรา สาทหินพิมายนั้นเดิมเป็นของเขมรซึ่งเป็นต่างชาติ หรือ มองอีสาน รวมลุ่มแม่น้ำมูล เป็นดินแดนชายขอบทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และอารย ธรรมศิลปกรรม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ใครไม่ไปชมไปเข้าใจพิมาย ก็ยากจะเข้าถึงประวัติศาสตร์อารย ธรรมสำคัญสายหนึ่งของเอเชียอาคเนย์อย่างลึกซึ้ง

บทความนี้จะพาท่านพลิกมุมมอง ผ่านร่องรอยปราสาทหินทรายและศิลปกรรมอันงดงาม เพื่อพบกับความจริงที่จะเปลี่ยนความเข้าใจเดิมๆ ไปตลอดกาล

1.ความล้ำค่าระดับสูงสุด: ทำไมปราสาทหินพิมายจึงเป็นสถานที่ที่ “ต้องไปชมและทำความเข้าใจ”?

ประเมินระดับประเทศ ปราสาทหินพิมายคือ ปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่อลังการ และมีความสมบูรณ์ใกล้เคียงกับตอนที่ยังมีการใช้สอยและบูชาในอดีตมากที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ด้วยเหตุผลสำคัญ ได้ แก่:

-ผังเมืองและองค์ประกอบค่อนข้างครบชุด: ต่างจากโบราณสถานหลายแห่งที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง พิมายยังคงรักษาระบบผัง เมืองตามคติจักร วาลวิทยาไว้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ คูน้ำ คูเมือง กำแพงเมือง สะพานนาคราชอันตระการตา และซุ้มประตูครบทุกด้าน

-เป็นผลลัพธ์จากการบูรณะระดับโลก: ผ่านการซ่อมแซมครั้งใหญ่ด้วยวิธีทางวิทยาการสมัยใหม่ ทำให้องค์ปรางค์ประธานและลวดลายจำหลักต่างๆ กลับมาตั้งตระหง่านและอยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างงดงาม ช่วยให้ผู้มาเยือนมองเห็นภาพ “เมืองโบราณที่ยังมีชีวิต” และเข้าใกล้สภาพเดิมตอนที่ยังมีการใช้งานจริงในอดีตไม่น้อย

2.กำเนิดและวิวัฒนา การ: จากชุมชนลุ่มน้ำมูลสู่ศูนย์กลางพุทธมหายานอันยิ่งใหญ่

พื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนบนมีมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนจะพัฒนาเป็นบ้านเมืองและรับอิทธิพลอารยธรรมอินเดียโบราณ ตัวปราสาทหินพิมายเริ่มก่อสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (ปราสาทพิมายเก่าแก่กว่านครวัด 30 ถึง 50 ปี และเก่ากว่าปราสาทนครธมราว 100 ปี) และได้รับการต่อเติมครั้งใหญ่ในพุทธศตวรรษที่ 17

ความน่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของปราสาทหินพิมาย ได้แก่:

-ความต่างทางคติความเชื่อ: แม้ศูนย์อำนาจของชาวเขมรโบราณส่วนใหญ่จะมีศรัทธาในฮินดู ไศวนิกาย แต่พิมายนั้นเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นตามคติพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นสำคัญ

-ปราสาทหันหน้าไปทิศไหน : ตัวปราสาทประธานพิมายหันหน้าไปทาง “ทิศใต้” (มุ่งสู่เส้นทางที่เชื่อมไปยังเมืองพระนคร นครธม ของชาวเขมร) แตกต่างจากปราสาทหินส่วนใหญ่ที่มักหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

3.เบื้องหลังหินทราย: ความย้อนยอกของ “ผู้สั่งการ” กับ “ผู้ลงมือสร้าง”

หากลองมองให้ทะลุคราบกาลเวลา เราจะพบความจริงอันน่าภาคภูมิใจ การมองว่าปราสาทหินพิมายเป็นสิ่งแปลกปลอมหรือของ “ต่างชาติ” เป็นมุมมองที่ถูกครอบงำด้วยกรอบรัฐชาติสมัยใหม่ เพราะในความเป็นจริง แม้จะมีร่องรอยว่าชนชั้นนำชาวเขมรจากเมืองพระนคร หรือนครธม เป็นผู้สั่งการให้สร้างขึ้นตามระบบการเมืองโบราณ

หากแต่ความจริงอันทรงพลังคือ ชนชั้นนำเหล่านั้นไม่ได้มีสายเลือดที่ถูกตัดขาดจากท้องถิ่น หากสืบสายวงศ์วานและมีรากฐานเดิมมาจากผู้คนในลุ่มน้ำมูลนี้เอง เมื่อสืบสาวลงไปถึงผู้ลงมือปฏิบัติการจริง ทั้งศิลปินกลุ่มช่างสลัก วิศวกร และผู้ใช้แรงงานบนแผ่นดินโคราชต่อเนื่องไปยังอีสานตอนใต้ ผ่านความวิจิตรบรรจงในการเลือก “หินทราย” มาแกะสลักอย่างประณีต พวกเขาคือเครือข่ายของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวเขมรบน ชาว กูย (ส่วย) กลุ่มชนออสโตรเอเชียติกอื่นๆ ชาวลาว และกลุ่มไท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไทเดิ้ง”

งานศิลปกรรมและฝีมือช่างที่พิมายจึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และเอิบอิ่มด้วยจิตวิญญาณท้องถิ่น ไม่ได้ลอกเลียนแบบขอมหรือเขมรอย่างเซื่องๆ นี่ คือผลงานอันยิ่งใหญ่จากหยาดเหงื่อ 2 มือ และภูมิปัญญาอันล้ำเลิศของบรรพบุรุษชาวพื้นถิ่นตัวจริงต่างหาก

4.ลุ่มน้ำมูลไม่ใช่เพียงชายขอบ: บุรีรัมย์และอีสานใต้คือกำเนิดและ “เบ้าหลอม” ของผู้สร้างนครวัด นครธม

ความเข้าใจแบบเดิมที่มักมองว่าอีสานเป็น “ชายขอบทางโบราณ คดี ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมศิลปกรรม” ต้องทิ้งไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อพิจารณาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะลุ่มน้ำมูลอันมีผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งชาวเขมรบน กูยส่วย ออสโตรเอเชียติกอื่นๆ รวมถึงลาวและไท โดยเฉพาะไทเดิ้ง ไม่เคยเป็นชายขอบ หากแต่เป็น “จุดศูนย์กลาง” และเบ้าหลอมอันทรงพลังของราช วงศ์เขมรที่กุมชะตากรรมของอาณาจักรโบราณ (โดยเฉพาะบนแผ่นดินอีสานใต้ อย่างจังหวัดบุรีรัมย์ และลุ่มน้ำมูลตอนกลางถึงตอนล่าง ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหัวใจหลัก ก่อนจะแผ่อำนาจเชื่อมโยงมายังพิมาย)

-หลักฐานจากศิลาจารึกและ “ราชวงศ์มหิธรปุระ” : พระมหากษัตริย์ชาวเขมรผู้เกรียงไกรในยุคสร้างความยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (ผู้สร้างนครวัด) และ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ผู้สร้างนครธมและปราสาทบายน) ล้วนสืบสายเลือดและเป็นทายาทโดยตรงจาก “ราชวงศ์มหิธรปุระ” ซึ่งมีถิ่นกำเนิดและศูนย์กลางอำนาจดั้งเดิมอยู่บนแผ่นดินอีสานใต้แห่งนี้

-การข้ามไปยึดกุมอำนาจ: จุดเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อชนชั้นนำจากลุ่มน้ำมูลและอีสานใต้ (เริ่มตั้งแต่ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 6) อาศัยความพร้อมทั้งกำลังคน ภูมิปัญญา และเศรษฐกิจ ยกทัพข้ามเทือกเขาพนมดงรักและแม่น้ำโขงลงไปสถาปนาอำนาจสูงสุดที่เมืองพระนครได้สำเร็จ การสร้างอลัง การสถานระดับโลกอย่าง “นครวัด” และ “นครธม-ปราสาทบายน” จึงเป็นการต่อยอดวิทยาการ ทรัพยากร และอุดมการณ์ที่ถูกบ่มเพาะขึ้นจากแผ่นดินภายในนี้เอง โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าปราสาทหินพิมายนั้น ไม่ได้ลอกแบบนครวัดนครธมมาแน่ เพราะสร้างก่อนหรือมีความเก่าแก่กว่านครวัดและนครธมเสียด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังทรงสร้าง “ทางหลวงโบราณ (ราชมรรคา)” ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร เชื่อมตรงระหว่างเมืองพระนครกับพิมาย ยืนยันชัด เจนว่าพิมายคือ “เมืองหลวงแห่งที่สอง” ที่เปรียบเสมือนหัวใจและรากเหง้าของผู้สร้างจักรวรรดิ

5.มุมมองใหม่: มรดกวัฒนธรรมร่วมที่คนไทยทุกคนต้องภาคภูมิใจ

ด้วยเหตุนี้ คนที่ควรตื่นตาตื่นใจและภาคภูมิใจกับปราสาทหินพิมาย จึงไม่ใช่เพียงแค่คนโคราชหรือคนอีสานเท่านั้น แต่คือ “คนไทยทุกคน” โดยเฉพาะผู้ที่อยากสืบค้นรากเหง้า วิวัฒนาการ และความลึกซึ้งของความเป็นไทย ว่าร้อยเรียงมาจากอารย ธรรมและหยาดเหงื่อของบรรพบุรุษกลุ่มใดบ้าง

ดังที่นักประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาชั้นครูอย่าง ศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ชี้มาตลอดว่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและการทำความเข้า ใจพิมายช่วยพังกรอบความคิดแบบแคบๆ ที่จับผู้คนยัดใส่กล่องสี่เหลี่ยมของรัฐชาติสมัยใหม่ ชี้ให้เห็นว่า:

-ลบล้างความคิดเรื่องเส้นแบ่งพรมแดน: ดินแดนเอเชียอาคเนย์ในอดีตผู้คนมีความเป็นเครือญาติและเคลื่อนย้ายไปมาหาสู่กันมาแต่โบราณ ปราสาทหินพิมายจึงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมของ “ต่างชาติ” แต่เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมและเกิดจากสายเลือดร่วม” ของผู้คนที่ผูกพันกับผืนแผ่นดินนี้มายาวนาน

-คนท้องถิ่นคือผู้รังสรรค์ตัวจริง: ราชสำนักเขมรโบราณอาจนำเข้าศาสนาและรูปแบบอำนาจ แต่การเนรมิตหินทรายให้ออกมาเป็นสถาปัตย กรรมระดับโลกที่ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลาได้นั้น ต้องอาศัยหยาดเหงื่อ ภูมิปัญญา และสองมืออันทรงคุณค่าของช่างพื้นถิ่นหลากหลายชาติพันธุ์บนแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น

บทสรุป:

ปราสาทหินพิมายไม่ได้เป็นเพียงแค่มรดกล้ำค่าสูงสุดทางศิลปกรรมและโบราณคดีบนแผ่นดินโคราชและอีสานตอนใต้ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันอันทรงพลังที่เปิดให้เห็นประวัติศาสตร์หน้าเดียวกันว่าลุ่มน้ำมูลอันมีผู้คนหลากหลายทั้งชาวเขมรบน กูยหรือ ส่วย ออสโตรเอเชียติกอื่นๆ ลาว และไทโดยเฉพาะไทเดิ้ง ไม่ใช่เป็นเพียงชายขอบ หากแต่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจและอู่ข้าวอู่น้ำที่ให้กำเนิดทายาทแห่งราชวงศ์มหิธรปุระ ผู้ยกทัพลงไปสร้างมรดกโลกที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ทั้งนครวัดและนครธม

การทำความเข้าใจพิมาย—ศาสนสถานอันยิ่งใหญ่ที่มีความเก่าแก่กว่านครวัดและนครธม—จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะทำให้ลูกหลานบนแผ่นดินนี้ยืนหยัดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า พวกเขามีบรรพบุรุษผู้ทรงภูมิ เป็นผู้สร้างและร่วมในอารยธรรมสำคัญสายหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภาษีหุ้น-นิรโทษ-ล้างมลทิน 'ทักษิณ' หวังทางสุนัขลอด! 1.7 หมื่นล้าน เส้นตาย มี.ค. 2570

จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลย ต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของกรมสรรพากร

ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส. งบกองทุน 4,000 ล้านต่อปี คุ้มค่า-ตรวจสอบได้

จากกรณีพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกับ สส.ของพรรคลงชื่อเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือกฎหมายกองทุน สสส." ที่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย สสส.ฉบับปัจจุบันที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2544

'แก้วสรร' แพร่บทความ 'อภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล = ด่าแม่ง..เป็นคนๆ ?'

นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความในรูปแบบ ถาม-ตอบ เรื่อง "อภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล = ด่าแม่ง..เป็นคนๆ ?" โดยมีเนื้อหา ดังนี้

บันทึกการจำพรรษา ปี ๒๕๖๙ ณ วัดป่านาคนิมิตต์ (บ้านนามน)!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๙ ปีนี้ ตรงกับวันออกพรรษา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ พระภิกษุที่อธิษฐานอยู่จำพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ

'ดร.เอนก' ออกบทความใหม่ 'ทำไมยุคอัลกอริทึมต้องการประวัติศาสตร์?'

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา และอดีตรัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)