เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๙ ปีนี้ ตรงกับวันออกพรรษา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ พระภิกษุที่อธิษฐานอยู่จำพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ จะได้ ทำการปวารณา ในวันออกพรรษาดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตาจิตได้ เมื่อได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยในพฤติกรรมของกันและกัน
ในพรรษาปี ๒๕๖๙ นี้ อาตมาได้รับการนิมนต์จากผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และด้วยการกล่าวยินดีให้อยู่จำพรรษาในวัดป่านาคนิมิตต์ของหลวงปู่อว้าน อันเป็นเสนาสนะป่าบ้านนามนเดิม ที่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ อธิษฐานจำพรรษาใน ๒ คราว จึงได้รับนิมนต์ไปอยู่จำพรรษา เพื่อเจริญภาวนา ณ กุฏิหลวงปู่มั่น ตลอด ๓ เดือน (เว้นกรณีมีสัตตาหกรณียะฯ)
ด้วยเมตตาของ หลวงปู่อว้าน พระมหาเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สืบสายปฏิปทาหลวงปู่มั่น ทางหลวงปู่กงมา, หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ, หลวงปู่มหาทองสุก เป็นต้น จึงทำให้ได้รับความสะดวกต่อการพักปฏิบัติธรรมอยู่จำพรรษาที่กุฏิหลังเดิมที่ หลวงปู่อว้าน เคยพำนัก
ในช่วงแรกของการจำพรรษา ได้มุ่งมั่นเจริญภาวนาบนกุฏิหลวงปู่มั่นตลอดคืน ในอิริยาบถ นั่ง เดิน ยืน เว้นการเอนกาย.. โดยจะเป็นการนั่งภาวนาเป็นส่วนใหญ่ จำได้ว่าเคยนั่งยาวนานถึง ๙ ชั่วโมงเศษ โดยนึกถึงคำสั่งสอนของ หลวงปู่ขาน วัดป่าบ้านเหล่า ในสมัยที่เคยได้พักอาศัยอยู่กับท่านว่า...
“นั่งภาวนาให้ได้ถึง ๙ ชั่วโมง สิ...
เพื่อบูชาคุณของแม่ที่อุ้มท้องเรามานานถึง ๙ เดือน...”
การได้กลับมาอยู่กับธรรมชาติของชีวิตในความเป็นพระภิกษุ ที่ดำรงตนอย่างมักน้อย สันโดษ.. ในกุฏิไม้สองชั้นเก่าๆ ที่สืบทอดกันมา มีทางจงกรมตามมาตรฐานไว้ให้ปฏิบัติธรรม ที่สืบทอดรอยเท้ากันมาจากครูบาอาจารย์ ก่อให้เกิด ความสัปปายะ ต่อการเจริญภาวนาเป็นอย่างยิ่ง
ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์.. จึงเกิดขึ้นในทุกครั้งที่รวมจิตเจริญสติเพื่อทำปัญญา ด้วยสัมผัสกลิ่นอายแห่ง อริยธรรม ที่ยังปรากฏอยู่ในทุกมิติ โดยเฉพาะบนกุฏิหลวงปู่มั่น มีรูปหล่อตั้งอยู่ที่ดูเหมือนของจริง.. จนให้เกิดความน่าเกรงขามในทุกครั้งที่ขึ้นไปเจริญภาวนา... เสมือนกลับมาอยู่กับหลวงปู่ องค์จริงๆ..
หากจะถามว่า.. ทำไมหลวงปู่มั่นจึงมีอิทธิพลต่อจิตใจมาก.. ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้พบเห็นองค์จริงของท่าน.. ไม่เคยรับการสั่งสอนโดยตรง... ก็คงยากที่จะตอบให้ชัดเจนแบบ ๒+๒=๔ จึงต้องยกเรื่องราวสืบสาวย้อนหลังมาเล่าให้ฟัง ดังนี้
..ด้วยในวัยเด็ก เคยได้รับเมตตาจาก หลวงตาในป่าช้า ที่ได้สั่งสอนให้ทำสมาธิเบื้องต้น ที่ในขณะนั้นยังไม่จบประถม ๔ อายุไม่น่าจะเกิน ๑๐ ขวบ โดยได้มีโอกาส ติดตามหลวงตาออกจาริกไปในสถานที่ตามป่าเขาในวันเสาร์-อาทิตย์ที่หยุดเรียน ทำให้เกิดความรู้สึกซึมซับฝังใจในวิถีพระปฏิบัติมาโดยตลอด
ภาพการเจริญภาวนาของ หลวงตา ตลอดคืนในกลดเก่าๆ บนกุฏิไม้โบราณของวัดสมัยก่อน ซึ่งไม่มีไฟฟ้าแสงสว่าง นับเป็นภาพที่ตราตรึงในจิตใจในสมณะผู้มุ่งมั่นเจริญธรรมเพื่อการรู้แจ้งเห็นจริง โดยเฉพาะในครั้งที่หลวงตาเพียรภาวนาในพรรษาอยู่บนกุฏิไม้เก่าๆ อันเป็นสถานที่เก็บกระดูกคนตาย พร้อมผ้าบังสุกกุลห่อศพวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางที่ทึบทึมด้วยสีสันความมืด.. ที่ชักชวนให้วิเวกวังเวงดีนัก
จำได้ว่า ในค่ำคืนหนึ่ง ได้ขอลาพ่อแม่ไปนอนอยู่ที่วัดกับ หลวงตา และได้รับความกรุณาให้ผ้าห่มผืนขาวสะอาดผืนหนึ่งมาห่มกาย ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเป็น ผ้าห่อศพ หรือที่พระเรียกว่า ผ้าบังสุกุล ในค่ำคืนนั้นได้นอน ข้างๆ หลวงตา โดยพกหนังสือเรียนไปเพื่ออ่านด้วยเล่มหนึ่ง
ตกดึก ได้ตื่นขึ้นมาตามประสาเด็กๆ ที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ยิ่งเมื่อมองฝ่าความมืดไปรอบๆ ห้องที่ทึบทึมสีดำ ยิ่งชวนให้หวาดหวั่นเมื่อรู้ว่า ถูกหลวงตาทิ้งให้นอนอยู่คนเดียว จึงลุกขึ้นคลำทางไปเปิดประตูไม้บานใหญ่ มองฝ่าความมืดออกไป เห็นแสงเทียนส่องสว่างบางๆ อยู่นอกชานด้านหน้ากุฏิ ที่ปรากฏ ร่างหลวงตานั่งภาวนาอยู่ในกลดมุ้งเก่าๆ จึงค่อยใจชื้นขึ้นมาว่า หลวงตายังอยู่.. ก่อนที่จะคลานไปนั่งข้างกลดหลวงตาด้วยความเรียบร้อย พร้อมหยิบหนังสือมานั่งอ่านในใจ ทำท่าทีเป็นเด็กขยันคงแก่เรียน.. ฯลฯ
แม้ในบางวันที่หลวงตาจาริกธุดงค์ไปตามป่าตามเขา ก็ได้ติดตามหลวงตาไป โดยได้รับการสั่งสอนให้ กำหนดสติรู้อิริยาบถ.. ทำความรู้ทั่วพร้อม ด้วยการดูเท้าที่ก้าวย่างส่งไปข้างหน้าตลอดเส้นทาง พร้อมมีเสียงสั่งสอนจากหลวงตาแบบชวนคุยด้วยเป็นระยะ เพื่อให้มีการกำหนดรู้ต่อเนื่องไปในระหว่างทาง.. จนถึงเมื่อกลับมาอยู่ในกุฏิกลางป่าช้า ได้สั่งสอนให้นั่งภาวนากำหนดดูลมหายใจเข้า-ออกบนกุฏิไม้ไผ่หลังเล็ก ที่มีนอกชานแคบๆ พอนั่งได้ ที่ภายในกุฏิปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวก มีแต่พื้นที่พอสำหรับ หลวงตาพำนักอยู่รูปเดียว เพื่อการถือข้อธุดงค์ อยู่ป่าช้าเป็นวัตร ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องกับหมู่คณะ
หลายครั้งมีโอกาสได้รับฟังธรรมฉบับสั่งสอนเด็กน้อยจากหลวงตา ที่เมตตาพร่ำอบรมแนะนำอย่างแยบคาย โดยเฉพาะในยามเย็นหลังเลิกเรียนที่เด็กน้อยแวะเวียนไปหาหลวงตาตามลำพัง ซึ่งต้องใช้เส้นทางเล็กๆ เลาะเลี้ยวไปตามหลุมศพที่วางเรียงราย มีป้ายชื่อผู้ตายปักเป็นเครื่องหมายไว้หน้าหลุมศพที่มีลักษณะเป็นกองดินพูนๆ แบบในหนังผีสมัยก่อน.. ปัจจุบันไม่ค่อยเห็นสภาพป่าช้าแบบดังกล่าว ด้วยนิยมเผามากกว่าฝัง ในปัจจุบันจะมีบ้างในต่างจังหวัดตามหมู่บ้านห่างไกล
ต่อมาหลังจากพ่อแม่โยกย้ายถิ่นฐานไปรับราชการที่อื่น จึงต้องลาจากหลวงตาไปด้วยความรู้สึกที่ยากอธิบาย แต่ไม่เคยลืมเลือนหลวงตาในดวงใจ.. โดยจำได้ว่า.. มีครั้งหนึ่ง หลวงตาพึมพำออกมาแบบมีปีติว่า.. ต่อไป จะมีดวงตาเห็นธรรม..
ในสมัยต่อมา เมื่อเติบโตขึ้น ได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมเกี่ยวกับปฏิปทาหลวงปู่มั่นบ้าง ครูบาอาจารย์รูปต่างๆ บ้าง.. จึงเกิดการปลุกฟื้นจิตวิญญาณวิถีธรรมที่สืบเนื่องมาจากสมัยเด็กๆ ให้ตื่นรู้ขึ้นมายิ่งขึ้น โดยเฉพาะ เมื่อได้เรียนรู้กรรมฐานหรือการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังจากหลวงพ่อสรวงฯ ที่นับเป็นครูบาอาจารย์องค์สำคัญยิ่ง แต่ก็ยังมี หลวงตา หลวงปู่มั่น ประทับอยู่ในจิตใจ ในยามที่มีเวลาว่างจึงได้เดินทางไปภาวนาในสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับบูรพาจารย์หลวงปู่มั่น เพื่อเจริญภาวนาตามรอยปฏิปทาด้วยความเลื่อมใส ได้มีโอกาสสัมผัสอัศจรรย์แห่งธรรมภายในจิตใจบ่อยครั้ง โดยครั้งหนึ่งมีนิมิตหลวงปู่มั่นมาสั่งสอน โดยแสดงให้ดูในจริยาวัตรขณะพักอาศัยอยู่แถบถ้ำสาริกา นครนายก เช่น เมื่อหลวงปู่บิณฑบาตกลับมา ก่อนขึ้นภูเขาถ้ำสาริกา จะล้างเท้าที่ลำธารอย่างไร มืออุ้มบาตรแบบไหน เสร็จแล้วเดินขึ้นภูเขา เมื่อถึงที่พักจะถ่ายหนักถ่ายเบาตรงไหน อย่างไร โดยแสดงสถานที่อันควร ได้แก่ ร่องดินที่น้ำเซาะแยกออกโดยธรรมชาติ อันควรใช้ก่อนจะปิดด้วยใบไม้ใบหญ้า เป็นต้น ไม่ใช่ถ่ายเรี่ยราดไปทั่ว ทั้งกล่าวสั่งสอนว่า ต่อไปภายหน้าเมื่อต้องไปอยู่ป่า.. อยู่ตามภูเขา ให้ปฏิบัติเช่นนี้
วันหนึ่ง ในกาลที่ใกล้จะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทาง จึงได้มีนิมิตหลวงปู่มั่นมาตามเข้าห้องเรียนที่มีพระภิกษุนั่งอยู่เต็มห้อง.. โดยในขณะนั้นยังคิดว่ามีเวลาไปเที่ยวเล่นได้ แต่เมื่อได้พบกับ พระอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่มั่น) อย่างฉับพลันหน้าห้องเรียน จึงต้องหันกลับกระโดดเข้าห้องเรียนอย่างรวดเร็ว ด้วยความครั่นคร้ามเกรงกลัวในใบหน้าของหลวงปู่มั่นเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่า ขนหัวลุก กิเลสกระจาย มานะกระเจิง..
จึงได้ตัดสินในใจว่า “คงต้องออกบวชแล้วล่ะ” การเตรียมความพร้อมด้วยการรับศีลแปดเป็นปกติร่วมสองปี จึงเกิดขึ้น แต่ก็ยังยึกยักไม่บวช จนต่อมาได้มีนิมิตเสียงมากล่าวแบบดุๆ ว่า.. “คนไม่มีวิชา เขาไปบวชไปเรียน.. คนมีวิชา กลับมานอนอยู่ที่นี่” .. ให้เกิดความรู้สึกละอายใจตนเองอย่างยิ่ง คำว่า ละอายใจ.. เพิ่งเกิดขึ้นจริงๆ ในครั้งนั้น.. โดยนั่งก้มหน้ามองพื้น แม้อยู่คนเดียวในห้อง.. จึงตัดสินใจว่าจบแค่นี้ในทุกเรื่องทางโลก.. “เหลือทางเดียว คือ ทางธรรม..”
การตอกย้ำว่าจะต้องออกบวชเพื่อสืบปฏิปทาหลวงปู่มั่น ได้ถึงความพร้อม ด้วยเมตตาอนุเคราะห์ชี้นำของ หลวงปู่ขาน ศิษย์สายหลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพลฯ โดยมีเหตุให้ตัดสินใจเลือก หลวงปู่จันทร์ กุสโล เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงฯ เชียงใหม่ ในขณะนั้นเป็น พระอุปัชฌาย์ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นท่านเลย ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อย มีเรื่องราวนอกเหตุเหนือผลที่จะมาบอกกล่าวมากมาย ซึ่งต่อมาเมื่อได้รับบัญชาจาก “หลวงปู่จันทร์” ให้ไปเป็น ตุ๊หลวงที่ลำพูน .. เพื่อสร้างวัดป่าพุทธพจน์ฯ ซึ่งเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกในเขตเมืองลำพูน หลวงปู่จันทร์ได้สั่งกับอาตมาว่า...
“ขอให้วัดป่าพุทธพจน์ฯ .. สืบสายปฏิปทาหลวงปู่มั่น”
ดังนั้น ในการเดินทางมาจำพรรษาในปี ๒๕๖๙ ณ เสนาสนะป่าบ้านนามนของหลวงปู่มั่น.. ที่เคยอยู่จำพรรษา ๒ ครั้ง ซึ่งปัจจุบันคือ วัดป่านาคนิมิตต์ ซึ่งมี หลวงปู่อว้านเป็นเจ้าอาวาส.. จึงเป็นเหตุผลของการมาเพื่อการสืบสายปฏิปทาหลวงปู่มั่นอย่างเป็นทางการ ด้วยการกำหนดเจริญภาวนาบนกุฏิหลวงปู่มั่นตลอดพรรษาในทุกค่ำคืนจนรุ่งอรุณ.. โดยได้กราบ หลวงปู่อว้าน เป็นครูบาอาจารย์ในการสืบสายปฏิปทา.. ทั้งนี้ด้วยจริยาวัตรอันงดงามของหลวงปู่ อันควรแก่การยกเป็น พ่อแม่ครูอาจารย์ สืบสายปฏิปทาหลวงปู่มั่นอย่างแท้จริง!.
เจริญพร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ทลายกับดัก คณะกรรมการเฟ้อ สู่ภาวะผู้นำเชิงรุก'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตอธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตรัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "รัฐประศาสนศาสตร์ที่ใฝ่ประสงค์: ทลายกับดัก
3 ทศวรรษไทยโพสต์ เหลียวหลังแลหน้า ประเทศไทย ในเกมอำนาจโลก
สถานการณ์โลกในบริบทต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดูจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนเคยคิด หลังเกิดเหตุสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน
๑๗ ตุลาฯ ๑๘.๐๐ น. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมฟังธรรม .. ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ของชาวไทย!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา สายฝนที่ตกพรมมาหลายเดือน จนน้ำเจิ่งนองไปทั่ว กำลังค่อยๆ ลาจากภาคอีสานและภาคเหนือ ฝากไว้แต่ความชุ่มฉ่ำจนล้นเหลือบนแผ่นดิน ขณะที่สายลมหนาวยามต้น เริ่มโชยพัดผ่านแนวป่าและขุนเขาภูพาน เป็นสัญญาณว่า ไม่นานจะมีการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลอีกครั้ง..
ภูมิใจไทย เขย่าภาษีบาป เราไปแตะหม้อข้าวเขา
ยังคงมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและสส.พรรคภูมิใจไทย เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร
อัศจรรย์แห่งธรรม .. ในวิกฤตการณ์!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในแวดวงนักวิชาการศาสนา รวมถึงนักปฏิบัติธรรม.. ได้มีการกล่าวถึง วิกฤตการณ์ธรรมชาติกับการกระทำของมนุษย์.. กันมาก ทั้งกล่าวแยกส่วนและเชื่อมโยง ที่สรุปได้ใจความว่า ภัยธรรมชาติมีเหตุทางธรรมชาติของมันเอง แต่ขณะเดียวกัน การกระทำของคนเราย่อมมีส่วนเพิ่มความรุนแรง.. ความถี่ และความอ่อนไหวให้เกิดมากขึ้นได้...
3 ทศวรรษไทยโพสต์ วิกรม กรมดิษฐ์ ผ่าทางตัน อุตสาหกรรมสีเขียว
ในโอกาสพิเศษ ที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ก่อตั้งมาครบ 30 ปี ในวันที่ 21 ต.ค.2569 ที่จะถึงนี้ กองบรรณาธิการข่าวไทยโพสต์ โดย"ศลิลนา ภู่เอี่ยม ผู้ดำเนินรายการชื่อดังจากรายการห้องข่าวไทยโพสต์"ได้สัมภาษณ์พิเศษ "วิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน"ที่ทำกิจการประเภทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ในหลายประเด็น ซึ่งมีการให้แง่คิด-ทัศนะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

