
กสม.ฟันธงโรงเรียนเอกชนกดดันให้นักเรียนออกจากโรงเรียน พ่วงแจ้งความเอาผิดผู้ปกครองในหลายท้องที่ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นการละเมิดสิทธิฯ
09 มิ.ย.2565 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กสม. และนายภาณุวัฒน์ ทองสุข ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย แถลงว่า ตามที่ กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนเมษายน 2564 จากผู้ร้อง ซึ่งเป็นผู้ปกครองที่มีบุตรสาวศึกษาในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) ระบุว่า สืบเนื่องจากกรณีเหตุการณ์ครูพี่เลี้ยงของโรงเรียนเอกชนดังกล่าวทำร้ายร่างกายเด็กเมื่อช่วงเดือน ก.ย.2563 ผู้ร้องจึงได้จัดตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กสมาคมผู้ปกครองเพื่อเป็นช่องทางในการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มผู้ปกครองด้วยกัน และเพื่อรวบรวมประเด็นความคิดเห็นเสนอต่อโรงเรียนนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหา โดยผู้ร้องได้นำเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งให้กับสื่อมวลชนของโรงเรียนแห่งดังกล่าวเผยแพร่
ในกลุ่มเฟซบุ๊กสมาคมผู้ปกครอง เป็นเหตุให้โรงเรียนมีหนังสือเมื่อเดือน ธ.ค.2563 แจ้งให้ผู้ร้องหาโรงเรียนใหม่ให้บุตรสาวของผู้ร้องภายใน 90 วัน พร้อมแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ร้องด้วยฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ต่อสถานีตำรวจภูธรกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสถานีตำรวจภูธรชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกร้องที่ 2 และ 3) และสถานีตำรวจในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยและเชียงใหม่ด้วยนั้น
กสม.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายแล้วเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็กและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 การกระทำของโรงเรียนในการมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องหาโรงเรียนใหม่ให้แก่บุตรสาวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า แม้การแจ้งให้ผู้ร้องหาโรงเรียนใหม่ให้แก่บุตรภายใน 90 วัน จะไม่ใช่การให้บุตรสาวของผู้ร้องพ้นสภาพการเป็นนักเรียนโดยตรง แต่ก็เป็นการสร้างความกดดันแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ปกครองของบุตร โดยที่กรณีดังกล่าวไม่ได้เป็นการกระทำอันเกิดจากความผิดทางวินัยหรือความรับผิดอื่นที่สถานศึกษาสามารถสั่งลงโทษได้ แต่เป็นกรณีการพิพาทกันระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง ประกอบกับการที่โรงเรียนได้มีหนังสือแจ้งผู้ร้องในช่วงระหว่างปีการศึกษา ย่อมสร้างภาระแก่ผู้ร้องในการหาสถานศึกษาใหม่ในระหว่างภาคปีการศึกษา ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเรียนของเด็กและการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้มีหนังสือเมื่อเดือนธันวาคม 2563 แจ้งไปยังผู้ร้องและโรงเรียนแห่งดังกล่าว โดยยืนยันว่าโรงเรียนไม่สามารถให้เด็กออกจากสถานศึกษาได้ เว้นแต่ผู้ปกครองจะย้ายสถานศึกษาเอง และขอให้โรงเรียนเจรจากับผู้ร้องเพื่อไม่ให้กระทบถึงสิทธิเด็ก แต่โรงเรียนมิได้ดำเนินการใด อันถือเป็นการเพิกเฉยต่อคำสั่งของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และเมื่อพิจารณาเหตุผลที่ผู้ร้องได้ตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนรวมถึงสอดส่องเฝ้าระวังพฤติกรรมของบุคลากรของโรงเรียนเพื่อไม่ให้เกิดกรณีการทำร้ายร่างกายเด็กอีก พร้อมขอให้มีการจัดตั้งสมาคมผู้ปกครองนักเรียน นั้น ก็ถือเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่มกันในรูปแบบหนึ่ง อันสอดคล้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 42 และข้อเสนอแนะตามรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 อันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่บุคลากรของโรงเรียนแห่งดังกล่าวได้กระทำความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนปฐมวัย ซึ่ง กสม. มีข้อเสนอให้โรงเรียนสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองหรือชุมชน เช่น การจัดตั้งชมรมหรือสมาคมผู้ปกครองเพื่อช่วยเฝ้าระวังปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ด้วย การกระทำดังกล่าวของโรงเรียน จึงกระทบต่อสิทธิในการได้รับการศึกษาของบุตรสาวของผู้ร้อง อันเป็น
การกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ประเด็นที่ 2 การกระทำของโรงเรียนในการแจ้งความดำเนินคดีผู้ร้องต่อสถานีตำรวจในหลายท้องที่ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า วิธีการแจ้งความเอาผิดผู้ร้องของโรงเรียนแห่งดังกล่าวต่อสถานีตำรวจในสี่ท้องที่ต่างภูมิภาคกัน โดยอ้างว่าเป็นสถานที่พบเจอการกระทำความผิดของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อันนำไปสู่การจับกุมผู้ร้องต่อหน้านักเรียน บุคลากรของโรงเรียน และผู้ปกครองอื่นด้วย นั้น เป็นการแจ้งความร้องทุกข์ในประเด็นเดิม ข้อกล่าวหาเดิม ในช่วงเวลาต่างกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ร้องต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาในท้องที่หลายแห่งตามภูมิภาคต่าง ๆ และเมื่อพิจารณาเจตนาการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของผู้ร้องซึ่งเป็นการตั้งคำถามและข้อร้องเรียนต่อการคัดสรรบุคคลากรของโรงเรียนที่ส่งผลกระทบต่อการใช้กำลังทำร้ายเด็กนักเรียนเพื่อจะได้ป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก นั้น การกระทำของโรงเรียนจึงเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตอันเป็นการปิดกั้นไม่ให้ผู้ร้องกล้าแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ซึ่งกระทบต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงความเห็น จึงเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน
ประเด็นที่ 3 การกระทำของสถานีตำรวจภูธรกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสถานีตำรวจภูธรชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกร้องที่ 2 และ 3) ในการดำเนินการจับกุมผู้ร้องเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า การเข้าจับกุมผู้ร้องโดยผู้ถูกร้องที่ 2 และ 3 ตามหมายศาล มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับหมายเรียกจากผู้ถูกร้องที่ 2 ในการเข้าให้ถ้อยคำ แต่ผู้ถูกร้องที่ 2 แจ้งว่าได้มีการออกหมายเรียกผู้ร้องถึงสองครั้ง แต่ไม่มีผู้ที่รับหมาย อันนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ออกหมายจับดังกล่าว ในชั้นนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงการที่ต้องส่งตัวผู้ร้องจากสถานีตำรวจภูธรกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปยังสถานีตำรวจท้องที่ คือ สถานีตำรวจภูธรชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี พบว่า ก่อให้เกิดความยุ่งยาก ประกอบกับปัจจุบันยังไม่มีนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนหรือแกล้งขัดขวางยับยั้งการใช้สิทธิเสรีภาพของอีกฝ่าย การรับแจ้งความดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าว ตลอดจนการออกหมายเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาต่อสถานีตำรวจด้วยข้อกล่าวหาเดียวกันและต่อผู้เสียหายเดียวกัน จึงเป็นการเพิ่มภาระต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและฐานข้อมูลที่พนักงานสอบสวนย่อมสามารถใช้ส่งข้อมูลหรือสอบสวนทางไกลผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2565 จึงมีมติว่าการกระทำของโรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าวเป็น
การละเมิดสิทธิมนุษยชน และมีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือการแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ไปยังผู้ถูกร้อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้
1.ให้โรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าวดำเนินการเยียวยาต่อผลที่เกิดจากการกระทำของตนและให้เร่งจัดทำมาตรการป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง และตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs)
2.ให้กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดำเนินการสอบสวนกรณีดังกล่าว และกรณีอื่น ๆ ที่สถานศึกษาดำเนินการกดดันหรือให้นักเรียนหรือนักศึกษาออกจากสถานศึกษา ทั้งนี้ ขอให้ดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบนี้
3.ให้สถานีตำรวจภูธรกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสถานีตำรวจภูธรชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกร้องที่ 2 และ 3) พิจารณารวบรวมและเร่งรัดการดำเนินคดีต่อผู้ร้องในประเด็นข้อพิพาทกับโรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าว โดยไม่สร้างภาระแก่ผู้ร้องในการเดินทางและการต่อสู้คดีที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องเกินสมควร
4.ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาปรับปรุงแนวปฏิบัติของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการดำเนินคดีที่เป็นลักษณะกรรมเดียวที่มีการร้องทุกข์ในหลายพื้นที่ ในทางที่ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ อาทิ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนของข้อกล่าวหา การพิจารณารวบรวมสำนวนเข้าด้วยกัน หรือการนำเทคโนโลยีมาประกอบการใช้เรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้าพบ ตลอดจนการสอบสวนทั้งผู้เสียหาย ผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายอันอาจเป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ
และ 5.ให้คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาเร่งผลักดันการออกกฎหมายที่มีหลักการป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก หรือการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต เพื่อเป็นการปิดปากการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยขอให้พิจารณาให้มีความครอบคลุมถึงกรณีเอกชนฟ้องเอกชนด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กสม.ออกแถลงการณ์ให้บุคคลสาธารณะและสังคมออนไลน์เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์!
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
คดีแม้วพ่นพิษ!ปปช.ฟันสุภา
กสม.เผยผลตรวจสอบคุกวีไอพี ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน “ทักษิณ” เตรียมเฮได้ปลดกำไลอีเอ็มระหว่างคุมประพฤติ
กสม. เปิดผลสอบ 'คุก VIP' เอื้อนักโทษจีน-มาเฟีย ชง ป.ป.ช. ฟัน
กสม.ชี้ คุก VIP เอื้อนักโทษจีน-คนมีอิทธิพล เลือกปฏิบัติ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน เตรียมส่งรายงานให้ ป.ป.ช. สอบต่อ จี้ กระทรวงยุติธรรม ขันน็อต คกก.สอบสวนเร่งสอบ แนะตรวจขยายผลคุกอื่นๆ กัน จนท.เลือกปฎิบัติ
กสม. ชี้การควบคุมตัว 'จำเลยโทษปรับ' ระหว่างรอชำระค่าปรับ ไม่มีกม.ให้อำนาจ ละเมิดสิทธิฯ
กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ
กสม. ชี้ชัด 'กรมประมง' ละเมิดสิทธิ! แก้วิกฤต 'ปลาหมอคางดำ' เหลว
กสม. เปิดผลสอบชี้ชัด 'กรมประมง' แก้วิกฤตปลาหมอคางดำล้มเหลว ขาดการมีส่วนร่วมประชาชน ละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังระบาด 19 จังหวัด สั่งเร่งทบทวนแผน เพิ่มงบ เปิดทางภาคประชาชนร่วมคลี่คลาย
กสม. ติดตามอาการป่วย 'เอกชัย หงส์กังวาน' ยังใช้ชีวิตได้ปกติ
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กสม. และเจ้าหน้าที่ กสม.ได้เข้าเยี่ยมติดตามอาการป่วยของนายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม

