
กสม. มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดินและปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรยากไร้
7 ส.ค.2569- นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4 แห่งในจังหวัดจันทบุรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่าได้รับผลกระทบจากมติคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) ที่ให้ยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. และโดยที่ กสม. เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน จึงได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นจากหน่วยงาน ตลอดจนนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน สรุปได้ดังนี้
ประเทศไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ยากไร้จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นคง รัฐบาลจึงจัดตั้ง บจธ. ขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 โดยวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน สนับสนุนเกษตรกรผู้ยากไร้ให้เข้าถึงที่ดินทำกิน และส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบกลุ่มหรือชุมชน โดยกำหนดให้ บจธ. เป็นองค์การมหาชนที่มีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน โดยระหว่างปี 2559 – 2568 บจธ. ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรยากไร้จำนวนมากผ่านโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน โครงการป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน โครงการตลาดกลางที่ดิน และโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการดำรงชีพ ลดภาระหนี้สิน และรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อย่างไรก็ตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ บจธ. ยุบเลิกเมื่อพ้นวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่จะถึงนี้ โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กพม. มีมติให้ บจธ. ยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่าการยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของ บจธ. ส่งผลให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ในโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการจำนวนมากต้องหยุดชะงักลง ทั้งการจัดซื้อที่ดิน การพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ชุมชน การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน และการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีภาระหนี้สิน เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมีความเสี่ยงในการถูกยึดหรือสูญเสียที่ดิน ถูกฟ้องขับไล่ สูญเสียโอกาสทางการศึกษาของบุตรหลาน และสูญเสียอาชีพ ตลอดจนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของครอบครัว หากไม่มีมาตรการรองรับหรือกลไกทดแทนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศเกิดภาวะชะงักงัน และก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อเกษตรกรผู้ยากไร้ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง
การดำเนินการของ บจธ. จึงไม่ควรคำนึงถึงเพียงการประเมินความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ สิทธิในที่ดิน และสิทธิชุมชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 72 และมาตรา 73 ที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการกระจายการถือครองที่ดินและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ประกอบกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) รวมถึงปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกร (UNDROP) ยืนยันว่า การเข้าถึงที่ดินเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
กสม. เห็นว่า การยุบเลิก บจธ. ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาการจัดการที่ดินของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยกลไกการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อีกทั้งสำนักงบประมาณเห็นว่า บจธ. มีความคุ้มค่าทั้งด้านความสอดคล้องและความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบ และความยั่งยืน โดย บจธ. สามารถจัดซื้อที่ดินได้ต่ำกว่าราคาประเมินและสร้างรายได้เฉลี่ยให้ครัวเรือนประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ภารกิจของ บจธ. ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นโดยตรง หากโอนถ่ายภารกิจไปหลายหน่วยงานอาจทำให้ประสิทธิภาพ บจธ. ลดลง และกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณ
ด้วยเหตุนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สม 0502/28 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาทบทวนการยุบเลิก บจธ. และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินของประเทศ โดยพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ โดยไม่กำหนดระยะเวลายุบเลิก บจธ. พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงรูปแบบและภารกิจของ บจธ. ให้เป็นกลไกของรัฐเชิงธุรกิจควบคู่กับการบริการสังคมด้านการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายการถือครองที่ดินเพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรผู้ยากไร้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ กสม. ได้หารือแลกเปลี่ยนในเบื้องต้นกับรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในบริบทของ บจธ. ด้วยแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'พีมูฟ' บุกทำเนียบฯ ค้านยุบธนาคารที่ดิน ขอรัฐบาลเร่งตั้งคณะศึกษากฎหมาย
‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่ง ตั้งคณะศึกษากฎหมาย อุทยานฯ ลั่น รัฐต้องรักษาสัญญาประชาชน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้
กสม. แนะ กทม. ทบทวนโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา หวั่นกระทบมรดกทางวัฒนธรรม
กสม. แนะ กทม. ทบทวนโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาเขตบางพลัด จี้เปิดเผยข้อมูลและรับฟังความเห็นผู้ได้รับผลกระทบให้ครบถ้วน หลังประชาชนร้องเรียนไม่ทราบข้อมูล หวั่นกระทบมรดกทางวัฒนธรรม
กสม.แนะกรมคุ้มครองสิทธิฯ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย สงครามยาเสพติดปี 2546
กสม. ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำทรมานและบังคับให้สูญหายประชาชนในช่วงสงครามยาเสพติดเมื่อปี 2546 ชี้ 18 ชีวิตเชียงใหม่-เชียงรายถูกอุ้มหาย-ฆ่า แนะกรมคุ้มครองสิทธิฯ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย ไม่ต้องรอผลคดีอาญา พร้อมสั่งตรวจ DNA ศพนิรนาม-รื้อบันทึกปฏิบัติการทหารตำรวจคืนความเป็นธรรมหลังผ่านไปกว่า 2 ทศวรรษ
กสม.ขับเคลื่อนงานป้องกันการทรมาน แนะกอ.รมน.ภาค 4 สน. ติดกล้องบันทึกภาพอย่างเคร่งครัด
กสม. สานต่อความร่วมมือ ตร. ขับเคลื่อนงานป้องกันการทรมาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และสถานีตำรวจตามหลักสิทธิมนุษยชน แนะ กอ.รมน. ภาค 4 สน. กำชับเจ้าหน้าที่ติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด หลังปรากฏกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงโดยอ้างเหตุสุดวิสัยไม่บันทึกภาพ
'กสม.' ชี้ โรงเรียนเอกชนให้ออก นักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้า ลงโทษเกินระเบียบศธ. แนะช่วยเหลือฟื้นฟู
'กสม.' ชี้ โรงเรียนเอกชนลงโทษนักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วยการให้ออก เป็นการลงโทษเกินระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ แนะให้ช่วยเหลือฟื้นฟูโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก
กสม.ย้ำผลกระทบ 'แลนด์บริดจ์' ไม่คุ้มค่าแนะนายกฯจัดเวทีรับฟังความเห็นครอบคลุมปชช.ทุกกลุ่ม
กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า แนะต้องจัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ขอบคุณ นายกฯ - ครม. รับข้อเสนอแนะตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ

