อย่าเสียงแตก! 'ดร.เสรี' เชิญชวนกา 'รทสช.' ทั้ง 2 ใบ ส่ง 'ลุงตู่' เป็นนายกฯต่อ

ถ้าอยากให้ลุงตู่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ก็ต้องกา รทสช. ทั้ง 2 บัตร ขอเชิญชวนนะคะ แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ก็เคารพการตัดสินใจของท่านนะคะ แค่ชวนคิดค่ะ.

7 ก.พ.2566- ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่าใครที่ต้องการให้ลุงตู่อยู่ต่อ สานงานต่อ พัฒนาประเทศต่อ ต้องตระหนักว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เราไม่ได้เพียงเลือกให้ใครได้เป็น ส.ส. เท่านั้นนะ แต่เราเลือกให้ลุงตู่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

การที่ลุงตู่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรค รทสช. จะต้องมี ส.ส. มากที่สุดในซีกของพรรคการเมืองที่อยู่คนละขั้วกับพรรคเพื่อไทย

ดังนั้นการลงคะแนนเสียง เราจึงต้องกา รทสช. ทั้ง 2 บัตร ซึ่งบางคนต้องทำใจที่จะไม่เลือก ส.ส. ในดวงใจที่ไม่ได้สังกัด รทสช. สิ่งที่ต้องระวังคือเสียงจะแตก แต่ละพรรคได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อไทย

บทเรียนของการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. มีให้เห็นอยู่ 1) อย่าเชื่อการหาเสียงที่สัญญาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ 2) ต้องตระหนักว่คนจะเลือกเพื่อไทย เขาจะไม่เปลี่ยนใจ เสียงเขาแน่นอน

ดังนั้นคนที่ไม่ต้องการให้เพื่อไทยชนะ ต้องคิดให้ดีว่าควรจะรวมใจกันเทคะแนนให้ใคร จึงจะเอาชนะคนของเพื่อไทยได้ อย่าให้เสียงแตกจนแพ้เพื่อไทย

และถ้าอยากให้ลุงตู่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ก็ต้องกา รทสช. ทั้ง 2 บัตร ขอเชิญชวนนะคะ แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ก็เคารพการตัดสินใจของท่านนะคะ แค่ชวนคิดค่ะ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก

เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม

วิกฤตในคราวนี้...สามัคคีคือพลัง

ด้วยความรักและความห่วงใยบ้านเมือง เมื่อเราติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองเรา ก็จะเห็นว่าบ้านเมืองเรากำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งศึกนอกและศึกในที่พวกเราต้องสามัคคีและร่วมมือกันในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้

ใครทำให้เสือกลายเป็นแมวขี้เซา

ตอนเด็กๆ จำได้ว่าคุณครูบอกว่าประเทศไทยเป็น 1 ในเสือ 3 ตัวของ ASEAN ร่วมกับสิงคโปร์และมาเลเซีย บัดนี้ 2 ประเทศนั้นก็ยังคงเป็นเสือ มีความเจริญก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กว่าจะรู้ตัวก็เกือบจะสาย

จำได้ว่าเมื่อจบปริญญาตรีน้ำหนักตัว 49 กิโลกรัม เอว 22 รู้สึกว่าตัวเองผอมเกร็ง ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกาครั้งแรก กลับมาน้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม ก็รู้สึกว่าดูดีขึ้นไม่อ้วนไม่ผอม สอนอยู่ 2 ปี

ทำดีย่อมได้ดี

ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2568 กับปี 2569 ได้ดูพลุ Count down จากห้องในโรงพยาบาล เพราะว่ามีอาการเจ็บไข้อย่างรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม

เลวยันเงา

เวลานี้เรามีบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่เป็นคนเลวแบบที่เขาพูดกันว่า “เลวยันเงา” หมายความว่า “เลวมาก” ไม่เพียงแต่ตัวเองเลว แม้แต่ “เงา” ก็เลว สำหรับคนประเภทนี้ บางคนด่าว่า