
20 มี.ค.2566-นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ระบุ เคยเห็นพ่อค้าแม่ค้า โฆษณาขายของเกินสรรพคุณความเป็นจริงกันบ่อยๆ ใช่มั้ย ผอมใน 7 วัน ขาวใน 3 วัน นโยบาย 214 ข้อทำได้จริงและทำทันทีพร้อมกันทั้ง 214 ข้อ ผ่าน 3 วัน 7 วัน 30 วันและหลายร้อยวันแล้ว ยังไม่ผอม ยังไม่ข่าว สายไฟไม่ลงดิน น้ำท่วม ค่ารถไฟฟ้าไม่ลดแถมเพิ่ม การโฆษณาเกินจริงเพื่อสร้างกระแสว่าสินค้าตัวนั้น”กำลังฮิต” และ “ได้รับความนิยมสูงสุด” ซึ่งทำให้คนกลัวตกขบวน ก็แห่กันไปอุดหนุน จากไม่มีอะไรจริง ก็กลายเป็นจริง
นี่คือ”ทฤษฎีการเมืองคือความเชื่อ” เป็นการสร้างความเชื่อให้กลายเป็นความจริง เป็นการหลอกลวงประชาชนให้เชื่อสิ่งที่ไม่เป็นความจริง การโฆษณาเกินจริงเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่คนก็ยังหลงเชื่อซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ไม่มีแลนด์สไลด์ มีแต่ไทยแลนด์ ดินแดนที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่คู่ตราบนิรันดร์ ใครคิดคดทรยศจะพินาศพังทลาย 7 ชั่วโคตร อยากกลับบ้านแทบขาดใจ ก็จะขาดใจตายนอกบ้านเกิดเมืองนอน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ศุภมาส' Kick off ลุยตรวจบุฟเฟต์กลางห้างดัง คุมเข้มโฆษณาเกินจริง ราคาแฝง คูปองเชิดหนี
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วย นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะ
'เอ็ดดี้' วิเคราะห์ชัด ทำไมคนยังจะเลือก 'ชัชชาติ' ทั้งที่ล้มเหลวในการบริหาร กทม.
ชัชชาติไม่ควรถูกประเมินจากความขยันหรือภาพลงพื้นที่ แต่ต้องประเมินจาก “เมืองดีขึ้นจริงหรือไม่” หลังได้เวลา 4 ปีเต็ม
‘เอ็ดดี้’ ไขข้อข้องใจ ‘ศุภจี’ หายไปไหน?
อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์
เอ็ดดี้ เตือนมาเลย์แบนกุ้งไทย ข้อพิพาทสุขอนามัยอาหาร อาจกลายเป็นข้อพิพาทการค้าระหว่างปท.ได้
อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง มันไม่ใช่แค่ มาเลย์แบนกุ้งไทย
'เอ็ดดี้' กระตุกอย่าให้ฝ่ายการเมืองต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึด 'ประชาธิปไตย' ไปผูกขาดอยู่ฝ่ายเดียว
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจบริหารเป็นของคณะรัฐมนตรีก็จริง แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นประมุขของรัฐ ไม่ใช่สัญลักษณ์ว่างเปล่า และถูกตัดขาดจากพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน
'เอ็ดดี้' ชี้ช่องเมื่อสวีเดนหันมามองไทย โอกาส 'ซอฟต์พาวเวอร์' ที่ต้องแปลงให้เป็นเศรษฐกิจจริง
การเสด็จฯ สวีเดนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพงดงามในหน้าข่าว แต่เป็นคำถามต่อรัฐไทยและภาคเอกชนไทยว่า เมื่อโลกหันมามองเราแล้ว เราพร้อมหรือยังที่จะบอกโลกว่า ประเทศไทยมีอะไรมากกว่าที่เขาเคยรู้จัก

