
‘จตุพร’แฉเงื่อนงำรัฐบาลอาการปลิ้นไม่แผ่ว กังขารายใหญ่ซุกดิจิทัลฮ่องกงรอโครงการเกิด หวังงาบประโยชน์ปากมัน ถามกู้เงินบาทมาแจกดิจิทัลน่าสงสัย ทำไม จี้ กกต.จัดการเพื่อไทยแจงเท็จนโยบายแจกเงิน
12 พ.ย.2566- นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์เผยเงื่อนงำ อาการปลิ้นปล้อนกู้เงิน 5 แสนล้านบาทมาแจกหวังโยนความผิดกล่าวร้ายให้คนขัดขวางโครงการดิจิทัลจนล่ม พร้อมกังขานายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ทำไมต้องกู้เงินบาทแต่แจกเงินดิจิทัลให้ประชาชน
นายจตุพร มั่นใจว่า โครงการเงินดิจิทัลก็ไม่ได้แจก เมื่อพิจารณาคำชี้แจงนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงแหล่งที่มาเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้านบาทเพื่อแจกประชาชนแล้ว ยิ่งแสดงถึงการกล่าวเท็จโดยสิ้นเชิง
การชี้แจงเท็จต่อ กกต.นั้น พรรคเพื่อไทยบอกเงินแจกมาจาก 4 ทาง คือ หนึ่งจากประมาณรายได้ของปี 67 จะเพิ่มขึ้น 2.6 แสนล้านบาท สองภาษีได้เพิ่มขึ้นแสนล้าน สามบริหารจัดการการกู้ 1.1 แสนล้านบาท และสี่จัดการงบประมาณสวัสดิการซ้ำซ้อนอีก 9 หมื่นล้าน
“การชี้แจ้งที่มาเงินทั้ง 4 ข้อเพื่อไปแจกประชาชนคนละหมื่นบาทให้ใช้จ่ายในรัศมี 4 กม. แล้ววันนี้เป็นไง แถลงจะกู้เงินอย่างเดียวทั้ง 5 แสนล้านบวก 1 แสนล้านไปเพิ่มขีดความสามารถในการกู้ สรุปได้ว่า พรรคเพื่อไทยให้การอันเป็นเท็จต่อ กกต.และพูดเท็จกับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น กกต. ต้องทำหน้าที่อะไรบ้างหรือไม่กับคำชี้แจ้งไม่ตรงปกเช่นนี้”
นอกจากนี้กล่าวถึงกฎหมายการเงินการคลัง ม. 53 ว่า ได้ระบุสาระสำคัญไว้ 4 ประเด็นหลัก คือ เร่งด่วน จำเป็น ต่อเนื่องเพื่อแก้ไขวิกฤตของประเทศ และไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการกู้เงิน 5 แสนล้านมาแจกเป็นเงินดิจิทัลเร่งด่วนอย่างไร เพราะที่ทำมาไม่ได้เร่งด่วนเลย โดยนายกฯ รมช.คลัง และที่ปรึกษานายกฯ เคยเลื่อนแจกเงินไปเป็นปี 67 ตั้งแต่ ก.พ. เม.ย. ก.ย. แล้วนายเศรษฐา กลับมาบอกแจก พ.ค. ปี 67 สะท้อนความไม่เร่งด่วนได้ชัดเจน ซึ่งไม่เข้าข่ายตามกฎหมายการเงินการคลัง ม.53 เลยสักประเด็น
นายจตุพร กล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาลโดยตำแหน่ง หากยังปล่อยผ่านให้รัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล้านได้ คงต้องถูกประชาชนหมายหัวด้วย อีกอย่างที่ผ่านมาแนะนำทางกฎหมายให้รัฐบาลแพ้ในศาล รธน.เสมอ จนรัฐบาลมีอันเป็นไป ส่วนกฤษฎีการอด ดังนั้น กฤษฎีต้องปกป้องผลประโยชน์ให้ประชาชน
นายจตุพรกล่าวถึงนายอดิศร เพียงเกษ สส.พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาลว่า เคยด่า ตำหนิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนักกู้มาแจกจนตั้งฉายาว่า นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้ววันนี้มาร่ายกลอนเล่นงานศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคก้าวไกล ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินมาแจก
“นายอดิศร ออกอาการดูเสมือนนายเศรษฐา แถลงแจกเงินดิจิทัลนั้น ได้ทำจนสำเร็จแล้ว แต่การพ่นด่าคนอื่นจึงเป็นอาการปลิ้น (ปล้อน) ทางการเมืองจนได้เป็นรัฐบาล และนโยบายแจกเงินยังปลิ้นกันชัดเจน กลับไม่เคยขอโทษประชาชนสักคำที่ไม่สามารถทำตามที่พูดไว้ตอนช่วงหาเสียงและก่อนหน้านี้เมื่อเป็นรัฐบาล แต่กลับปลิ้น ไม่รับผิดชอบกับการพูดที่ผ่านมา เอาแต่แลบลิ้นเลียน้ำลายที่พูดถ่มไว้ แล้วยังไล่ด่าคนอื่นอีก ทั้งที่ตัวเองผิดเต็มประตู และปัญหามีว่า กกต.จะนั่งอยู่เฉยๆ หรือ เมื่อพรรคการเมืองไม่ได้ชี้แจงที่มางบประมาณไม่ตรงปกชัดเจน ที่สำคัญคือ การปลิ้นคำมั่นที่เคยให้ไว้กับประชาชน”
นายจตุพร ถามว่า ในวันที่หาเสียงเลือกตั้ง ถ้าพรรคเพื่อไทยบอกจะกู้เงินมาแจกดิจิทัลหมื่นบาทตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไปแล้ว จะได้คะแนนเสียงจากประชาชนหรือไม่ แต่การบอกกับประชานว่า ไม่กู้ แล้วมากู้เงินแจก จึงเป็นเหตุสำคัญในการหาเสียงเท็จไว้ ดังนั้น ประชาชนต้องตัดสินใจ อีกทั้งนายเศรษฐา บอกกู้เงินรวม 6 แสนล้านบาทมาแจก แล้วจะชดใช้คืนหนี้ให้เสร็จสิ้นในเวลา 4 ปีวาระของรัฐบาล แต่ปัญหาเรื่องดอกเบี้ยต้องสูญเสียเท่าไร ประเทศจะมีความเสียหายอย่างไร ไม่ได้แถลงให้รับรู้เพื่อเตรียมตัวเผชิญทุกข์แบกหนี้
“ขอให้จับตาให้ดีกับสองรายใหญ่ที่สะสมเงินดิจิทัลไว้ที่ฮ่องกงหลายแสนล้านนั้นจะไปขายให้ใคร ซึ่งจะเป็นคำตอบว่า ใครจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ ถัดจากนี้ไป แต่เรื่องนี้ยังไม่เกิดเพราะดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่เกิด สิ่งสำคัญการกู้เงินเป็นเงินบาทแล้วแจกเป็นเงินดิจิทัลให้มีค่าเท่ากับเงินบาท ซึ่งอธิบายไม่ได้เลยว่า มีอะไรจึงไม่ให้ประชาชนเป็นเงินบาท และยังให้ประชาชนใช้จ่ายใน 6 เดือนเท่านั้น ส่วนคนรายใหญ่ที่ไม่ใช่ประชาชนกลับมีเวลาสูบเอาประโยชน์ 4 ปี ถึง เม.ย. 70”
ทุกเรื่องจึงมีเงื่อนงำ มีข้อสงสัยไปหมดว่า มีเหตุอันใด และบล็อกเชนก็ยังไม่ได้เลิกอีก เพียงแต่เอาแอปเป๋าตังมาเป็นองค์ประกอบบังหน้าไว้เท่านั้น สิ่งเหล่านี้ ผมเชื่อโครงการแจกเงินดิจิทัลมีความเป็นไปได้เป็นศูนย์อยู่แล้ว แต่นายอดิศร ตีปีกออกอาการด่าไล่คุณศิริกัญญา ไปบวชชี ทั้งที่ตัวเองเคยด่าการกู้เงินมาแจก แล้ววันนี้ก็ทำลืมเรื่องเดิมหมด
เงินดิจิทัลจะไม่ได้แจกค่อนข้างชัดเจน เพราะ พรบ.กู้เงินถึงผ่านการพิจารณาจากสภา สส. ด้วยเสียงข้างมากก็ตาม แต่สภา สว.อาจจะผ่านยาก และคงมี สว.บางคนยื่นฟ้องศาล รธน.ให้ตีตกด้วย อีกทั้งมติ ครม.ให้กู้เงินยังมีตัวอย่างกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้าถูกยื่นศาลฎีกานักการเมืองจัดการทั้ง ครม.จะกล้าลงมติกู้เงินหรือไม่
นายจตุพร เชื่อว่า การเลือกแนวทางกู้เงินมาแจกนั้น ส่อเจตนาบ่งบอกชัดว่า จะไม่แจก แต่ยัวให้ถูกขัดขวางเพื่อนำมาเป็นข้ออ้าง ดังนั้น ถ้าต้องการให้เกิดความสำเร็จขึ้นจริง ก็จะไม่เสนอเป็นพระราชบัญญัติ (พรบ.) โดยควรเสนอเป็นมติ ครม. ออกพระราชกำหนด (พรก.) มาบังคับใช้เลยจึงจะเกิดโครงการกู้เงินมาแจกอย่างเป็นจริง อีกทั้งการปรับเงื่อนไขได้รับแจกเงินต้องมีรายได้ไม่เกิน 7 หมื่น หรือมีเงินฝากไม่เกิน 5 แสน คงเป็นความผิดเพราะส่งสัญญาณให้ไปปรับตัวเข้าเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดไว้ สิ่งสำคัญการประกาศปรับเกณฑ์ได้รับเงินแจกนั้น เมื่อประกาศแล้วต้องทำทันที แต่มาชี้ช่องแบบปลายเปิด ซึ่งใครเขาทำกัน แล้วยังไม่ปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นชอบก่อนจะแถลงข่าวเป็นทางการอีกด้วย
“ถามว่า ถ้าไม่ได้แจกเงินดิจิทัลแล้ว พรรคเพื่อไทยและนายอดิศร จะรับผิดชอบอย่างไร เพราะมันไม่ได้แจกอยู่แล้ว เจตนาออก พรบ.กู้เงิน แค่อยากโยนความผิดให้คนขัดขวางเท่านั้น ขอให้คุณศิริกัญญา และนายสุทธิชัย หยุ่น ที่ถูกเพื่อไทยด่า ได้ยืนให้แข็งแรงกันเข้าไว้”
นายจตุพร ย้ำว่า สิ่งสำคัญ แม้การแจกเงินดิจิทัลเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนอีกมากมาย ถึงจะมีร้านค้าเป็นแสนๆ ร้าน แต่ความจริงแล้ว มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ถ้าถูกรัฐบาลซื้อสินค้า 5 แสนล้าน ที่มีต้นทุนการผลิตไม่เกิน 35% ส่วนต่างที่เป็นมงคลจึงมีจำนวนมากเหลือเกิน โดยเอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือกับการแลกประโยชน์ให้กลุ่มทุนไม่กี่รายเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ พยักหน้ารับ กู้เงิน 4 แสนล้าน สร้างความเชื่อมั่นได้
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม
'จตุพร' แนะ 'อนุทิน' กางแลนด์บริดจ์สื่อสารให้ชัด หวั่นจะเสียค่าโง่แบบตอม่อโฮปเวลล์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์ (LIVE) รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชา
เดินหน้าตามนโยบายนายกฯ ลุยปราบ 'นอมินี' โชว์ไตรมาสแรกกวาดล้างบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง 60%
โฆษกรัฐบาล แจง รัฐลุยปราบ ‘นอมินี’ มุ่งสร้างธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม ตอกย้ำคำประกาศนายกฯ ‘ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี’ ชวนปชช.แจ้งเบาะแส 1570
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.
ขึ้น‘ค่าจ้าง’ต้องมีเหตุผล แรงงานยื่นข้อเสนอพรึ่บ
“อนุทิน” ระบุขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล รัฐบาลเตือนนายจ้างวันแรงงานแห่งชาติ ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานพร้อมรับค่าจ้างปกติ ถ้าไม่ได้หยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่า ค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ขณะที่ 27 องค์กรรวมพลยื่น 8 ข้อเรียกร้องรัฐบาล ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง-อัปเกรดสวัสดิการ
นายกฯ อวยพร 'วันแรงงานแห่งชาติ' ชี้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องมีเหตุผล
'อนุทิน' อวยพรวันแรงงานแห่งชาติ ขอให้สุขภาพแข็งแรง ทำงานสำเร็จ-มีความมั่นคงในชีวิต ชี้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต้องมีเหตุผล

