14 ก.พ.2567 - ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โฟซบุ๊กว่า "อายุ 22, 23 ไม่ใช่เด็กแล้ว อย่าใช้วาทกรรมว่าการดำเนินคดีกับคนวันนี้ว่า "ทำกับเด็ก"
ถึงจะเป็นเด็กก็อย่าอ้างความเป็นเด็กเพื่อปกป้องเด็กที่ทำผิดกฎหมาย
สำหรับคนวัย 22, 23 ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแบบคนที่บรรลุนิติภาวะนะคะ
ถ้าผิดต้องติดคุก ไม่ใช่ส่งเข้าสถานพินิจ เพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว
อ้ออีกเรื่องหนึ่งนะ อย่าอ้างความเป็นผู้หญิงในการทำผิด
และถ้าคนทำผิดกฎหมายแล้วนัดหมายกับคนไปทำ content เย้ยกฎหมาย อย่าอ้างว่าคนทำ content เป็นสื่อเลยนะ
มันคือ IO ที่ร่วมมือกับคนทำผิดกฎหมายที่อ้างตัวเป็นสื่อ
พวกที่เคลื่อนไหวออกมาอวยคนที่ทำผิดหาว่าเจ้าหน้าที่จับคนทำข่าว หาข้อเท็จจริงก่อนขยับหน่อยนะ
มันก็จริงที่พูดว่า "การทำข่าวไม่ใช่อาชญากรรม" แต่พฤติกรรมที่ทำนั้น มันไม่ใช่การทำข่าวนี่คะ คิดวิเคราะห์หน่อยนะ
ถ้าเจ้าหน้าที่เขาไม่มีหลักฐานการนัดหมาย เขาจะออกหมายจับทำไม คิดสิคะ
พวกแบก พวกฟอก เห็นทีจะต้องกินส้มเน่านะคะ"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ระบอบสีน้ำเงิน...อย่าฟังเพลินๆ...คิดให้ดี
ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลยังคงรุมด้อยค่า ด่ารัฐบาล ชักจะไปไกลอย่างน่าเป็นห่วง จากระบอบเนวิน ระบอบอนุทิน มาจนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”
วาทกรรมครอบงำสาวกผู้ภักดี
สังคมยุคนี้เขาเรียกกันว่าเป็น “สังคมข่าวสาร” เป็นสังคมที่มีการแข่งขันทางการเมืองใช้ “ข่าว” มากกว่า “เงิน” ดังนั้น คนที่ต้องการชัยชนะทางการเมืองจะต้องเก่งด้านการข่าวในทุกๆ มิติ 1)
เล่นการเมืองเพื่อใคร
ในสังคมประชาธิปไตย เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ก็จะมีพรรคที่ชนะจัดตั้งรัฐบาล โดยรวมเสียงพรรคต่างๆ เข้าด้วยกันให้มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ในสภา และต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งมากพอสมควร
ของใหม่ไม่ได้ดีเสมอไป
ในความทันสมัย เราจะเห็นภาษาอังกฤษว่า “neo” ที่แปลว่าใหม่ และภาษาไทย เราก็จะเจอคำว่า “นว” (อ่านว่า “นะวะ” ซึ่งก็แปลว่าใหม่เหมือนกัน นอกจากนี้ในวิชาการจัดการที่จะต้องสอนเรื่องการวาง
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่
แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม

