
9 ส.ค. 2567 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ทำไมเขาจึงกล้าล้มล้าง
การที่พรรคการเมือง 1 พรรค จะระดมสรรพกำลังเพื่อนำไปสู่การล้มล้างการปกครองฯ ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย จะต้องมีองค์ประกอบที่ลงตัว
1.ประสิทธิภาพของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เพราะ กกต. เป็นผู้ถือกฏหมายทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ถ้า กกต. มีความเข้มงวด เอาจริงเอาจัง ไม่ปล่อยปละละเลย ตั้งแต่การจัดตั้งพรรคการเมือง การดำเนินกิจการพรรคการเมือง โดนเฉพาะการใช้งบประมาณที่ กกต. จัดสรรให้ ไปดำเนินกิจกรรมสนับสนุนการล้มล้างการปกครองหรือไม่
หรือแม้แต่ขั้นตอนการหาเสียง ถ้า กกต. มีความเข้มงวด จัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม การกำหนดนโยบาย การเข้มงวดสื่อต่างๆ ที่จัดดีเบทเพื่อสนับสนุนพรรคล้มล้างการปกครองฯ หรือแม้แต่การให้องค์กรต่างประเทศ เอ็นจีโอที่รับเงินจากต่างประเทศ ที่สนับสนุนการล้มล้างการครองฯ มามีส่วนร่วมจัดการเลือกตั้ง
ถ้า กกต. เอาเอาจัง ป้องกันปัญหาพรรคการเมือง ที่ยังมีแนวความคิดท้าทายการล้มล้างการครอง ถ้า กกต. บังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง กกต. จะช่วยคลี่คลายปัญหาต่างเหล่านี้ได้มาก อย่างน้อยเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เรื่องจะไม่บานปลายเหมือนวันนี้
2.การสนับสนุนจากต่างประเทศ
ต้องยอมรับว่า ในช่วงที่มีการยุบพรรคการเมืองที่ล้มล้างการปกครอง ประเทศอเมริกา อังกฤษ อียู ยูเอ็น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เปิดหน้าออกมาปกป้องพรรคการเมืองล้มล้างการปกครองอย่างชัดเจน
ด้วยมารยาทของการเคารพในกิจการภายในซึ่งกันและกัน ประเทศเหล่านี้ภายใต้การนำของอเมริกา ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย แต่อย่างที่ทราบ เราได้เห็นกลุ่มเอ็นจีโอที่รับเงินต่างชาติ เคลื่อนไหวสนับสนุนขบวนการล้มล้าง จนแทบจะคิดได้ว่า นี่คือขบวนการเดียวกัน มีองค์ประกอบที่สนับสนุนกัน โดยมีต่างชาติภายใต้การนำของอเมริกาเป็นพี่ใหญ่ หวังเข้ามาครอบงำประเทศไทย ผ่านพรรคหุ่นเชิด
ถ้าหากพรรคการเมืองนี้ ไม่มีต่างชาติสนับสนุน ทั้งบารมี ทั้งสื่อ ทั้งงบประมาณ รวมทั้งกำลังคนผ่านเอ็นจีโอต่างๆ พรรคการเมืองนี้ คงไม่กล้าท้าทายประเทศไทย คนพวกนี้กำลังร่วมมือกับต่างชาติ ในการล่าประเทศไทยให้เป็น อาณานิคมยุคใหม่ โดยใช้คำว่าสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่งมือ เขาจึงกล้าที่จะล้มล้างการปกครองโดยไม่กลัวอะไร เพราะมีลูกพี่คอยดูแล
3.การทุจริตคอร์รัปชัน และใช้อำนาจไม่ชอบ ของพรรคการเมืองที่อ้างว่าปกป้องสถาบัน
ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองที่อ้างว่าปกป้องสถาบัน ก็ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีพฤติกรรมใช้อำนาจไม่ชอบ วางตนอยู่เหนือกฏหมาย ดังตัวอย่างกรณีนักโทษชั้น 14 ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว ของนักการเมืองโบราณ บ้านใหญ่ทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย
การกระทำเหล่านี้จะเป็นแนวร่วมมุมกลับให้กับ ขบวนการล้มล้างการปกครองฯ เพราะยิ่งพวกท่านมีอำนาจ และยังโกง ประชาชนก็จะยิ่งเบื่อ ขบวนการล้มล้างฯ ยิ่งเอามาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างกระแสแก่ฝ่ายตนเองได้ ทางออกที่ดีที่สุดพวกท่านต้องเอาจริงเอาจัง ในการบังคับใช้กฏหมาย ไม่ใช่เอื้อให้คนบางกลุ่ม ที่สำคัญต้องหยุดโกง ถ้าท่านทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน ฝ่ายล้มล้างก็จะฝ่อไปเอง แต่ถ้าท่านยังเหมือนเดิม ฝ่ายล้มล้างก็ยังมีโอกาสโตต่อไปได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บี้สาวตัวใหญ่โกงสอบท้องถิ่น! 'อภิสิทธิ์' เล็งยื่น ป.ป.ช. จี้ 'นายกฯ' ตอบกระทู้สดดับไฟใต้
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงทิศทางการทำงานของพรรคและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในโอกาสเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร
'เท้ง' ประณามเหตุรุนแรงชายแดนใต้ จี้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่
หัวหน้าพรรค ปชน. ประณามเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และสร้างความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่
วัส ติงสมิตร ออกโรงแจง คดีฮั้ว สว. สวนอินฟลูชื่อดัง ลอย ชุนพงษ์ทอง ระบุ กกต. ต้องใช้หลัก 'มีหลักฐานอันควรเชื่อได้' ก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เลยขั้นตอนที่จะใช้หลัก 'มีเหตุอันควรสงสัย'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายข้อกฎหมาย ถึงบทบาทที่แท้จริงของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับ ศาลฎีกา เรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
หลังเปิดสภา 25 ส.ค. การเมืองร้อนกลางสายฝน ล็อกเป้าซักฟอกถล่ม'อนุทิน'
แน่นอนว่าไคลแมกซ์การเมืองในช่วงการประชุมสภาสมัยล่าสุด ที่จะเริ่มเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 25 ส.ค.นี้เป็นต้นไป คือ
คดีฮั้วสว. ถึงจุดไคลแมกซ์ ไม่เอาผิด สีน้ำเงิน กกต.เสี่ยงถูกเช็คบิล
จากคำประกาศของ”คณะกรรมการการเลือกตั้ง”(กกต.)ที่ย้ำว่าจะสรุปผลการพิจารณาสำนวน”คดีฮั้วสว.”ภายในเดือนสิงหาคม ทำให้ทุกฝ่ายในแวดวงการเมืองต่างจับตากันว่า
ไทยช่วยไทยพลัส ยอดใช้แสนล้าน!
รัฐบาลเผยผลสำรวจ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ผู้ใช้สิทธิ 71.77% ชี้ช่วยลดค่าครองชีพ-หนุนร้านค้าชุมชน ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 1.21 แสนล้านบาท เป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย 70,054.4 ล้านบาท และส่วนที่ประชาชนร่วมจ่าย 51,793.6 ล้านบาท

