
กสม. ชี้โครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากเสียงดังรบกวน แนะรับฟังความเห็นเพิ่มเติมอย่างรอบด้าน
4 ก.ค. 2568 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกับพวกซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนในตำบลสำนักท้อน อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ระบุว่า กองทัพเรือ (ผู้ถูกร้องที่ 1) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ผู้ถูกร้องที่ 2) ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อสำรวจและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน (EHIA) โดยรอบสนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ตามโครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 4 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งไม่มีความชัดเจนในการนำเสนอข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะในการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 เห็นว่า จำนวนครัวเรือนที่ถูกกระทบจากเส้นเสียง NEF (Noise Expose Forecast) ซึ่งเป็นค่าประมาณการได้รับเสียงของชุมชนเมื่อมีกิจกรรมของท่าอากาศยาน ที่ระดับมากกว่า 40 หรืออยู่ระหว่าง 70 - 75 เดซิเบลเอ ให้เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง ถูกปรับลดลงจากประมาณ 500 หลังคาเรือน เหลือเพียง 80 หลังคาเรือน แม้จะมีการประชุมชี้แจงเพิ่มเติมในการประชุมครั้งที่ 4 แต่ก็เป็นไปอย่างเร่งรีบและใช้ระบบออนไลน์ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการประชุมดังกล่าวได้ ผู้ร้องเห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ได้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษา ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและหลักวิชาการ ทำให้ประชาชนในพื้นที่กังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการชดเชยเยียวยา จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับรองให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกำหนดหน้าที่ของรัฐว่าในการดำเนินการของรัฐหรือที่รัฐอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียของประชาชนหรือชุมชน รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชน และชุมชนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย ประกอบกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ได้รับรองสิทธิของบุคคลที่จะดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ อันสอดคล้องตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ประเด็นจำนวนครัวเรือนที่ถูกกระทบจากเส้นเสียงของโครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ คชก. ได้พิจารณารายงาน EHIA 3 ครั้ง เพื่อสอบถามถึงกรณีที่แผนที่แนวเส้นเสียงเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละครั้งของการประชุมรับฟังความคิดเห็น โดยพบว่ามีการลดจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบลงจาก 480 ครัวเรือนในการจัดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 เหลือเพียง 80 ครัวเรือน และ 93 ครัวเรือนตามลำดับในการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 และ 4 ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาโครงการชี้แจงว่าเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนสมมติฐานการดำเนินงานของสนามบิน จากการใช้ทางวิ่งแบบ Segregated Mode หรือการแยกการใช้ทางวิ่งสำหรับการขึ้นและลงของอากาศยานในการประเมินครั้งแรก เป็นการใช้ทางวิ่งแบบ Mix Mode หรือการใช้ทางวิ่งร่วมกันสำหรับการขึ้นและลงของอากาศยาน ทำให้สัดส่วนการขึ้นและลงของเครื่องบินเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทางเสียงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้จำนวนผู้ได้รับผลกระทบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อมา ปรากฏว่า ผู้ร้องกับพวกรวม 41 คน ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางในคดีพิพาทเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบจากแนวเส้นระดับเสียง NEF ตามคดีหมายเลขดำที่ ส.12/2565 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับคำร้องนี้แล้ว จึงเป็นกรณีตามมาตรา 39 (1) ประกอบมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ซึ่งบัญญัติให้ กสม. สั่งยุติเรื่องหากเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล
อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า โครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา ของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการดำเนินโครงการของหน่วยงานของรัฐที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย วิถีชีวิต หรือประชาชนและชุมชนที่มีส่วนได้เสีย แม้โครงการได้จัดให้มีกระบวนการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว แต่เนื่องจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 4 ครั้งยังขาดความชัดเจนในการนำเสนอข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และการรับฟังความคิดเห็นโดยเฉพาะการประชุมชี้แจงข้อมูล ครั้งที่ 4 เป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ทำให้มีประชาชนบางส่วนไม่ได้เข้าร่วมประชุม ประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจึงไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารของโครงการอย่างรอบด้าน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกองทัพเรือ (ผู้ถูกร้องที่ 1) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ผู้ถูกร้องที่ 2) ให้ประชาสัมพันธ์และชี้แจงข้อมูลรายละเอียดโครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 ของสนามบินอู่ตะเภาในระยะต่าง ๆ ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ หรือลงพื้นที่รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นต่อโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ ให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้ง ก่อนดำเนินโครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 ของสนามบินอู่ตะเภา โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบเรื่องเสียงและผลกระทบต่อสุขภาพ และให้นำความคิดเห็นไปประกอบการพิจารณา หรือกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่ชัดเจน โดยติดตามและประเมินผลแผนการดำเนินงานโครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 ที่กำหนดไว้ในรายงานความก้าวหน้าทุก 3 เดือน และให้รายงานความก้าวหน้าหรือจัดกิจกรรมชี้แจงเพิ่มเติมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งให้กำกับดูแลให้ผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเสียงดังรบกวนจากการขึ้นลงของเครื่องบิน และการปล่อยมลพิษจากเครื่องบินจากการใช้ทางวิ่งที่ 1 ประสานกรมควบคุมมลพิษตรวจวัดระดับเสียงอากาศยานในบริเวณพื้นที่รอบสนามบินอู่ตะเภา ในทางวิ่งที่ 1 เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาติดตามและประเมินผล และให้ใช้ผลตรวจวัดดังกล่าวไปทบทวนและปรับปรุงเส้นทางการบินขึ้น – ลง จากเครื่องบินจากการใช้ทางวิ่งที่ 1 โดยหลีกเลี่ยงหรือบินผ่านพื้นที่ชุมชนตำบลสำนักท้อนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กสม.ขับเคลื่อนงานป้องกันการทรมาน แนะกอ.รมน.ภาค 4 สน. ติดกล้องบันทึกภาพอย่างเคร่งครัด
กสม. สานต่อความร่วมมือ ตร. ขับเคลื่อนงานป้องกันการทรมาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และสถานีตำรวจตามหลักสิทธิมนุษยชน แนะ กอ.รมน. ภาค 4 สน. กำชับเจ้าหน้าที่ติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด หลังปรากฏกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงโดยอ้างเหตุสุดวิสัยไม่บันทึกภาพ
'กสม.' ชี้ โรงเรียนเอกชนให้ออก นักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้า ลงโทษเกินระเบียบศธ. แนะช่วยเหลือฟื้นฟู
'กสม.' ชี้ โรงเรียนเอกชนลงโทษนักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วยการให้ออก เป็นการลงโทษเกินระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ แนะให้ช่วยเหลือฟื้นฟูโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก
กสม.ย้ำผลกระทบ 'แลนด์บริดจ์' ไม่คุ้มค่าแนะนายกฯจัดเวทีรับฟังความเห็นครอบคลุมปชช.ทุกกลุ่ม
กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า แนะต้องจัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ขอบคุณ นายกฯ - ครม. รับข้อเสนอแนะตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ
กสม. ชี้การควบคุมตัว 'จำเลยโทษปรับ' ระหว่างรอชำระค่าปรับ ไม่มีกม.ให้อำนาจ ละเมิดสิทธิฯ
กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ
'สีหศักดิ์' โต้ข่าว สหรัฐฯขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานทัพทหารรบอิหร่าน
"สีหศักดิ์" ปัดข่าวสหรัฐฯขอใช้สนามบินอู่ตะเภา ย้ำจุดยืนไทยยึดสันติภาพ ความปลอดภัยคนไทย เผยคุยทูตอิหร่านแล้ว เตรียมความพร้อมอพยพคนไทย
กสม. ชี้ 'คดีตากใบ' ล่าช้าจนหมดอายุความ-ละเมิดสิทธิ แนะแก้กม.ทำผิดไม่มีวันสิ้นอายุความ
กสม. เผยการดำเนินคดีสลายการชุมนุมที่'ตากใบ' ล่าช้าจนหมดอายุความ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แนะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้คดีร้ายแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดไม่มีวันสิ้นอายุความ

