25 ธันวาคม 2568 - จากกรณีกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึง รมว.กลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ในการเจรจาหยุดยิงผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยไทยย้ำว่าต้องพิสูจน์ความจริงใจผ่าน 3 เงื่อนไขเหล็ก ก่อนลงนามสันติภาพในวันที่ 27 ธ.ค. 68 ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ต่อมา พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รมว.กลาโหมกัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กตอบโต้ว่า ไม่ได้ขอไทยหยุดยิง แต่สื่อไทยแปลเอกสารผิดพลาด
ล่าสุด นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า หนังสือเจรจาขอหยุดยิงจากกัมพูชาที่เพิ่งส่งมานั้น เนื้อแท้แล้วเป็นหนังสือ “อยากยิง” มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
1) เป็นเอกสารที่ “ล็อกกรอบ” ไทยไว้ล่วงหน้า กัมพูชาไม่ได้เขียนมาเพื่อเปิดเจรจา แต่เขียนมาเพื่อ กำหนดเงื่อนไขของการเจรจาแทนไทย ทั้งรูปแบบการประชุม ทั้งสถานที่ ทั้งการอ้างมติเดิม ทั้งกรอบ “ต้องหยุดยิงก่อน”
นี่คือเทคนิคคลาสสิกของรัฐที่รู้ว่าตัวเองเสียเปรียบในสนามจริง จึงพยายามดึงเกมเข้าสู่สนามเอกสารและกติกา
เมื่อไทย “รับ” กรอบนี้ จะกลายเป็นฝ่ายที่ต้องอธิบาย ต้องปฏิบัติตาม แทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งคำถาม
2) การดึง ASEAN และ AOT = ลดน้ำหนักความชอบธรรมของไทย
เอกสารฉบับนี้อ้าง “ประชาคมอาเซียน” และเสนอให้มีผู้สังเกตการณ์จาก AOT เข้ามารับรองกระบวนการ
ฟังดูดี แต่ในเชิงการเมืองคือการ ทำให้เรื่องทวิภาคี กลายเป็นพหุภาคี
ผลคือ
• ไทยถูกทำให้ดูเป็น “คู่ขัดแย้งธรรมดา”
• ไม่ใช่ฝ่ายที่กำลังจัดการปัญหาอาชญากรรม / ความมั่นคงข้ามชาติ
• น้ำหนักการตัดสินใจของไทยถูกเฉลี่ยออกไป
สำหรับ ไทย นี่คือการเสียอำนาจต่อรองโดยไม่จำเป็น
3) เงื่อนไข “หยุดยิง–ถอนกำลัง–กลับสู่สภาพเดิม” = แช่ปัญหาไว้
ข้อความเรื่อง
• การหยุดยิง
• การถอนกำลัง
• การให้พลเรือนกลับสู่สภาพเดิม
ทั้งหมด ไม่แตะต้นตอของปัญหาเลย ไม่มีคำว่า
• แก๊งสแกมเมอร์
• อาชญากรรมข้ามชาติ
• พื้นที่สีเทา
• เครือข่ายทุนผิดกฎหมาย
แปลตรงตัวคือ “หยุดก่อน แล้วอย่าถามต่อว่าเกิดอะไรขึ้น” ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อโครงสร้างอำนาจใน กัมพูชา และเสียกับไทยที่พยายามยกระดับประเด็นให้โลกเห็น
4) ภาพลักษณ์ที่เอกสารนี้พยายามสร้าง
ถ้าปล่อยให้เอกสารนี้เดินต่อโดยไม่มีการโต้ตอบ
ภาพที่โลกจะเห็นคือ
• กัมพูชา = ฝ่ายเรียกร้องสันติภาพ
• ไทย = ฝ่ายที่ “ต้องถูกขอให้กลับเข้าสู่โต๊ะ”
ทั้งที่ในเชิงข้อเท็จจริง ไทยกำลังจัดการ ปัญหาความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ
ไม่ใช่สงครามยึดดินแดน
สรุปสั้น ๆ เอกสารนี้ คือความพยายาม “รีเซ็ตเกม” ในจังหวะที่กัมพูชาเสียเปรียบ
ทางรอดของไทย คือไม่ปฏิเสธสันติภาพ แต่ต้องไม่ยอมให้สันติภาพกลายเป็นเครื่องมือปกป้องปัญหาเดิม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ลงพื้นที่ภูมะเขือ ผามออีแดง รับฟังข้อเท็จจริงเหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชา
กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่สองได้นำ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team – Thailand: AOT-TH) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและสังเกตการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยคณะประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายไทยและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 13 นาย ประกอบด้วยผู้แทนจากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และมาเลเซีย
รมว.กลาโหม เผยโอนงบประมาณ เป็นงบกลาง สำรองทุกภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา
พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า ในวันนี้ได้เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เรื่องการโอนงบประมาณ ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาล มีความต้องการในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งมีบางส่วนที่มีความจําเป็นที่ต้องโอนงบประมาณบางส่วนที่เบิกจ่ายให้ทัน ขึ้นอยู่กับแต่ส่วนราชการ มาใช้เป็นงบกลางของรัฐบาล
กองทัพบก กำชับกำลังพล 'อดทนอดกลั้น' ทหารเขมรยั่วยุหวังขยายผลทำลายไทยในเวทีสากล
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และแนวทางการดำเนินงานของกองทัพบก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนต่อจุดยืนอันมั่นคงของฝ่ายไทย โดยกองทัพบกขอยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการยึดถือข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมจากการ
รบรอบสาม ไทย-เขมร มีแน่ ต้องไม่เลี้ยงไข้กัมพูชา
สถานการณ์"ไทยVSกัมพูชา"ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
แม่ทัพภาค 2 มอบเหรียญ 'ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ' เชิดชูทหารกล้าพิทักษ์อธิปไตย
พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางลงพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบวัตถุมงคลรุ่น “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” จำนวน 20,000 เหรียญ (ชุดแรก) แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ
เพจดังขุดตำนาน 'จารชนขายชาติ' ไทยเสียพระวิหาร ระวังประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย ปมเจรจาเขตแดนทางทะเล
เพจเฟซบุ๊ก Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จารชนคนขายชาติในคดีพิพาทเขาพระวิหารปี 2505 กับสถานการณ์ปี2569 ที่เรากำลังจะสู้คดีทางทะเลกับเขมรในเวทีโลก มันจะมีจารชนและคนขายชาติแบบเหตุการณ์นั้นอีกหรือไม่? บางคนคงคิดว่าข้าราชการไทยที่กินขี้เขมรมันมีอยู่แค่ในทฤษฎีสมคบคิด แต่ผิดแล้วครับ เรื่อง

