9 มกราคม 2569 - นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กว่า 30 วันอันตราย คำขอโทษที่สายไป
นักการเมืองไม่พักหาเสียง ยัดเยียดนโยบายสารพัดโยนใส่ประชาชน
นำเสนอขายโดยมี “เซลล์แมน” เดินเร่ตามตลาดบ้าง ตระเวนรถบ้าง หรือโฆษณาในโลกโซเชียลบ้าง (นอกนั้นไม่เคยเห็นหัวตามเคย)
เอามาผสมรวมทุกอย่างเป็น ”เกาเหลา“ หม้อใหญ่
บางพรรคนโยบายก็เป็น ”ส้มตำ“ แบบไทยๆ
บางพรรคลอกไอเดียฝรั่งมังค่ามานำเสนอเสมือน ”พิซซ่า“
ประชาชนอย่างพวกเกล้ากระผมได้แต่ ”ดูและดม“ หรือทำได้แค่ชิมแล้วบ้วนทิ้ง
เพราะเลือกตั้งครั้งนี้ผลออกมาต้องเป็น “รัฐบาลเกาเหลา“ แน่นอน
เราจะได้ของไม่ตรงปก โฆษณาเป็นของฝรั่งแพ็คเกจสวย แต่พอแกะดูข้างในคุณภาพเป็นของจีนไปเสียฉิบ
ผมในฐานะ ”ราษฎรเต็มขั้น” จึงจะทำหน้าที่ใน 30 วันอันตรายควบคู่ไปกับพรรคการเมือง ไม่หยุดไม่หย่อนทั้งวันทั้งคืนเช่นกัน
ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองอย่างผม ที่ไม่ได้รับคะแนนเสียง ไม่ต้องการความนิยมใดๆ
แต่ต้อง “บริโภคนโยบาย“ ของผู้ที่จะขึ้นมาปกครอง
ต่างกับบรรดานักการเมืองที่ล้วนได้รับผลประโยชน์จากการขาย คือคะแนนเสียงของประชาชน
ผมเน้น ”พรรคส้ม“ เป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่น เพราะเห็นว่า “นโยบายหาเสียงของพรรคส้มเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ”
ทำไมถึงกล่าวหาเช่นนั้น มีเหตุผลสำคัญดังนี้
การหาเสียงของพรรคส้มมักยกเอา “การเมืองใหม่“ นำเสนอเป็น “เมนู Signature” ชวนให้ประชาชนชิม
ทั้งที่ ”วิธีการหาเสียง“ นั้นนอกจากไม่สามารถทำได้จริง แต่กลับสร้าง “บาดแผลความแตกแยก” ทุกครั้ง
เริ่มจาก “สถาบัน” ในครั้งพรรคอนาคตใหม่ มาถึง “ทหาร” ในครั้งพรรคก้าวไกล
จนมาถึง “รัฐธรรมนูญ” ในคราวนี้
ทุกครั้งเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าพรรคส้มจะทำได้
ไม่ใช่พรรคส้มไม่ทราบ แต่เป้าหมายอยู่ที่ “คะแนนเสียง” ในการเลือกตั้งทุกครั้ง
หากพรรคส้มยังเป็นอย่างนี้ต่อไป จะไม่ได้สร้าง ”ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยต้องการ“
แต่จะกลับกลายเป็นสร้าง ”ฝันร้ายบนความแตกแยกของคนในสังคมไทย”
อันถือเป็นเรื่องอันตรายต่อการเลือกโหวตให้พรรคส้ม
วันนี้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์“ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เคยหาเสียงเมื่อปี 2566
ออกมาขอโทษจากการชี้นำประชาชนที่เบื่อ “ลุงตู่“ ที่อยู่ปกครองประเทศมาถึง 8 ปี โดยปราศรัยหาเสียงด้วยวาทกรรม
“ทหารมีไว้ทำไม?”
”ถึงรบก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ“
”ไม่มีการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”
พรรคส้มกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เป็นพรรคการเมืองเก่า และยกตัวเองเป็น “พรรคการเมืองใหม่”
ด้วยการนำ ”สถาบัน“ ต่างๆ ของสังคมไทยมาขึ้นเขียงสับ เพียงเพื่อแลกกับคะแนนเสียง
ในภาวการณ์ที่จับกระแสได้ว่า ”คนเบื่อลุงตู่“ แต่กลับเอาทหารทั้งกองทัพมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง
หรือแม้แต่ “สถาบัน“ ที่สูงส่ง ยังตกเป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคส้ม
การหยุดหาเสียงด้วยการโจมตีสถาบัน ไม่ได้เกิดจากเจตนารมย์ของพรรคส้มเอง
แต่มาจากคำสั่ง ”ศาลรัฐธรรมนูญ“
พรรคส้มต้องการสร้างการเมืองใหม่ ที่แตกต่างจากพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ
เอา ”ความศรัทธา“ ของผู้คน สร้างความแตกแยก แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงของพรรค
จนเมื่อเกิด “สงครามชายแดน ไทย-กัมพูชา”
บาดแผลนี้จึงเริ่มปรากฏผลเสียออกมาให้เห็น
ไม่ใช่จากคำพูด แต่ด้วยชีวิตของทหารที่บาดเจ็บล้มตาย เป็นแรงสะกิดเปิดแผลย้อนคำปราศรัยของพิธาหัวหน้าพรรคก้าวไกลอย่างรวดเร็ว
แม้ธนาธร และแกนนำจะแถไถว่า “หมายถึงให้ทหารทำหน้าที่รบปกป้องประเทศ ไม่ใช่ไปทำสนามกอลฟ์ หรือหมายถึงการปกป้องสิทธิของทหารชั้นผู้น้อย“
แต่ใครๆ ก็รู้ว่าความหมายของพิธาในการหาเสียงคือจับกระแสเบื่อลุง โดยเอา ”สถาบันทหาร“ มาถล่มเพียงเพื่อแลกกับ “คะแนนเสียง” และได้ผล
เพราะวันนั้นไม่มีใครคาดว่าจะเกิดสงคราม
คนไทยโหวตให้พรรคส้มล้นหลามถึง 14.4 ล้านเสียง ได้ สส. ถึง 151 คน
ทว่าเมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ “แผลของการเล่นกับศรัทธาของคน” กลับกลายเป็น “แผลเน่า“
จนยากเกินที่พรรคส้มจะเยียวยาได้ทันในระยะเวลา 30 วันก่อนเลือกตั้ง
พรรคส้มพยายามนำเรื่องราวใหม่มากลบ หรือพยายามชี้แจง แต่ไม่เป็นผล
ท้ายสุดให้พิธาออกมาขอโทษประชาชน แต่บาดแผลนี้เสียหายเกินการควบคุมไปแล้ว
ด้วยการปราศรัยที่ชัดเจนทั้งคำพูด ประโยค ข้อความบนเวทีที่มุ่งทำลาย “สถาบันทหาร“
แทนที่จะมุ่งตรงไปที่ทหารอย่าง ”ลุงตู่และคณะ” เพียงกลุ่มเดียว
เมื่อผลของสงคราม ไทย-กัมพูชา โหมพัดกระแสเปลี่ยน
การหาเสียงแบบทุ่มหนักหมดน่าตักด้วยฉากบังหน้า “การเมืองใหม่“ จึงส่งผลกระแทกรุนแรงต่อคะแนนเสียงของพรรคส้มเอง
แม้ว่าพิธา ธนาธร แกนนำ ผู้ช่วยหาเสียง หรือผู้สมัคร จะขอโทษอีกสักกี่ครั้ง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างไปทุกที่
พรรคส้มจึงกลายเป็น “คนแปลกหน้า“ แทน ”ความคุ้นเคย“ ของสังคมไทย เฉกเช่นการหาเสียงของนักการเมืองทั่วไป
จากวันนี้จนถึงวันที่ประชาชนกากบาทลงในบัตรเลือกตั้ง
คำปราศรัยของพิธา อดีตหัวหน้าพรรคส้ม ที่รับโพยมาจากแกนนำพรรคในการโจมตี “สถาบันทหาร“ ด้วยแผนการตลาดหาเสียง ที่เสี่ยงทุกครั้งต่อความมั่นคงของชาติ
มันจะเป็นหมุดที่ตอกลงกลางหัวใจคนไทย
ด้วยการสนับสนุนของบรรดาอาจารย์ นักวิชาการหัวก้าวหน้า (ที่บางคนเลือกหนีไปต่างประเทศ)
ใช้ ”กระแส“ ของการเมืองใหม่ที่มีความเสี่ยง มาเอาชนะ ”กระสุน“ ของการเมืองเก่าที่ไม่กล้าเดิมพันสู้
มันเป็น “ธาตุแท้“ ของพรรคส้ม ที่กล้าเอาทุกอย่างแม้แต่ ”สถาบันหลักของประเทศ“ ไปแลกกับ ”คะแนนเสียง“ ทุกครั้งในช่วงเลือกตั้ง
พรรคส้มจึงเป็นพรรคที่อันตราย ไม่ใช่ในความคิดของผมเท่านั้น
แต่เป็นความคิดของคนไทยที่เริ่มเห็นปรากฏการณ์นี้เด่นชัดขึ้นในช่วงหาเสียงครั้งนี้
พรรคส้มไม่ได้สร้างสิ่งใหม่ แต่กลับสร้างความแตกแยกบาดลึกให้สังคมไทยในยุคสมัยปัจจุบัน
การหาเสียงครั้งนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะ ”กู้ศรัทธา“ คืนจากประชาชน เพราะรู้เช่นเห็นชาติ
และผมจำต้องแปรสภาพจากผู้สนับสนุน เป็นผู้ต่อต้าน
ปลุกสังคมให้เข้าใจเนื้อแท้ เปลือยตัวตนของแกนนำพรรคส้ม
อันมี ”ผู้ช่วยหาเสียง“ อย่างธนาธร ที่หิวโหยคะแนนเสียงเป็นผู้นำจิตวิญญาณ
ถึงขนาดยอมเอาทุกอย่างเป็นเดิมพันเพื่อให้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'โรม' ข้องใจโกงท้องถิ่นตัดตอนนักการเมือง! ฟุ้งขยี้ต่อ
'รังสิมันต์' ลุยสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ต่อ จี้ ปปง.สอบฟอกเงิน เร่งอายัดทรัพย์สิน ถามฝ่ายการเมืองถูกตัดตอน-ลอยนวลพ้นผิดเหน็บ 'อนุทิน' รับแต่ชอบ ไม่รู้ในอนาคตมาตรการป้องกันจะรัดกุมหรือไม่
'ลลิดา' สอน 'ไอซ์' บอกงบน้ำบาดาลเคาะพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง!
รองโฆษกรัฐบาล แจง 'รักชนก' ปมงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ชี้คำขอกว่า 900 แห่ง อนุมัติ 858 แห่งตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง
อนุกมธ.ติดตามงบฯ แฉจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง 1 แสนโครงการทั่วประเทศ เอื้อทุจริตงบกว่า 5 หมื่นล้านบาท
นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภายใต้คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้า "การศึกษาการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ" ว่า คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ประกอบด้วยตัวแทน สส.
ไปไกล! 'ภคมน' บอกโกงสอบท้องถิ่นต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกงไม่ใช่จบแค่อธิบดี
'ภคมน' ชี้โกงสอบท้องถิ่นต้องสาวถึงคนสร้างระบบโกง ไม่ใช่แค่จับคนทุจริต ไม่เชื่อตัวการจบแค่ระดับอธิบดี
'สุชาติ' ตอก 'ไอซ์' ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้!
'สุชาติ' ตอก 'ไอซ์ รักชนก' กล่าวหางบกระจุกแค่พื้นที่ สส.ภูมิใจไทย เหน็บ แย่! ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ ต้องเป็นมืออาชีพกว่านี้ โอ่รักษาผลประโยชน์สูงสุดในหน่วยงานที่ตัวเองรับผิดชอบ
เคส 'แก้วตา' ถูกคุกคามทางเพศ คำขวัญ 'มีเรา ไม่มีเทา' เป็นเพียงคำขวัญที่ใช้ตรวจสอบฝ่ายอื่น
'อัษฎางค์' วิเคราะห์กรณี 'แก้วตา' ถูกคุกคามทางเพศ สะท้อนคำขวัญ 'มีเรา ไม่มีเทา' เป็นเพียงคำขวัญที่ใช้ตรวจสอบฝ่ายอื่น ไม่อาจใช้เป็นเกราะรับรองว่าพรรคปลอดมลทิน เมื่อปัญหาเกิดซ้ำในหลายรูปแบบ ตั้งแต่เรื่อง ทางเพศ ยาเสพติด การพนัน ข้อกล่าวหาทางการเงิน พรรคย่อมไม่อาจอธิบายทุกกรณีว่าเป็นความผิดส่วนบุคคลได้อีกต่อไป

