
1 มี.ค.2569-รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ โพสต์ เฟซบุ๊ก ระบุว่าการเมืองควรถูกตัดสินด้วยปัจจุบันไม่ใช่เงาของอดีต
การวิพากษ์การเมือง คือ หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย สังคมที่เปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบ ถกเถียง และตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ ย่อมช่วยลดโอกาสของการใช้อำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตามการวิจารณ์ทางการเมืองที่มีคุณภาพควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงของสถานการณ์ปัจจุบัน มากกว่าการนำบาดแผลหรือประสบการณ์ทางการเมืองในอดีตมาอธิบายทุกปรากฏการณ์โดยอัตโนมัติ
การหยิบยกเหตุการณ์ในยุคของทักษิณ ชินวัตร หรือแนวคิดจากหนังสือ “รู้ทันทักษิณ” ขึ้นมาถกเถียงในปัจจุบัน ย่อมมีคุณค่าในฐานะบทเรียนทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะอดีตสามารถช่วยให้สังคมระมัดระวังต่อรูปแบบการใช้อำนาจที่เคยสร้างความขัดแย้งมาแล้ว
แต่คำถามสำคัญ คือ เรากำลังใช้บทเรียนเหล่านั้นเพื่อทำความเข้าใจการเมืองปัจจุบัน หรือกำลังใช้มันเป็นกรอบตัดสินทุกสถานการณ์ล่วงหน้า
การเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลามีบริบทที่แตกต่างกัน ทั้งโครงสร้างอำนาจ เงื่อนไขทางสังคม และตัวแสดงทางการเมือง
การนำกรอบคิดเรื่อง “ระบอบทักษิณ” มาอธิบายทุกปรากฏการณ์ทางการเมือง อาจทำให้สังคมมองการเมืองผ่านเลนส์เดิม ๆ จนมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจริง
ในกรณีของรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทยนั้น รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับมีข้อสรุปล่วงหน้าจำนวนมากเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองในอนาคต
ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือการตัดสินทางการเมืองจาก “อคติ” มากกว่าจาก “ผลงาน”
ในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของสังคม แต่การตรวจสอบควรเกิดขึ้นควบคู่กับข้อเท็จจริง ไม่ใช่การตัดสินก่อนที่รัฐบาลจะมีโอกาสแสดงผลงานหรือพิสูจน์ตนเอง
สิ่งที่สังคมควรทำในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่การรีบสรุปว่ารัฐบาลใหม่จะดีหรือเลว หากแต่เป็นการติดตามอย่างใกล้ชิดว่า
-นโยบายที่ประกาศไว้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างไร
-การใช้อำนาจรัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้เพียงใด
-บุคคลที่เข้ามาบริหารประเทศมีความเหมาะสมหรือไม่
-และผลลัพธ์ของนโยบายเหล่านั้นส่งผลต่อประชาชนอย่างไร
หากรัฐบาลใช้อำนาจอย่างไม่เหมาะสม สังคมย่อมมีสิทธิ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ แต่หากรัฐบาลยังไม่ทันเริ่มทำงานก็ถูกตัดสินไปแล้ว การเมืองก็อาจกลายเป็นพื้นที่ของความเชื่อและอคติ มากกว่าพื้นที่ของเหตุผล
ในอีกด้านหนึ่งการหยิบยกบทเรียนจากอดีตขึ้นมาเตือนรัฐบาลก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ตรงกันข้าม เสียงวิพากษ์ เสียงกังวล และข้อสังเกตจากสังคมสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจได้
บทเรียนจากยุคของทักษิณ ชินวัตรจึงอาจถูกมองได้สองมุม มุมหนึ่ง คือ การใช้เป็น กรอบตัดสินทุกสิ่งล่วงหน้า แต่อีกมุมหนึ่งคือการใช้เป็นสัญญาณเตือนเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ข้อวิจารณ์ของอาจสะท้อนความกังวลต่อโครงสร้างอำนาจที่กำลังก่อตัวขึ้นในปัจจุบัน บางคนถึงกับตั้งคำถามว่า หากการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองเกิดขึ้นมากเกินไป การเมืองไทยอาจพัฒนาไปสู่รูปแบบอำนาจแบบใหม่ในอนาคต
อย่างไรก็ตามความกังวลดังกล่าวควรทำหน้าที่เป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าจะเป็น “คำพิพากษาล่วงหน้า”
รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ควรรับฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้ในฐานะข้อสังเกตจากสังคม เพราะความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไม่ได้เกิดจากวาทกรรมทางการเมือง แต่เกิดจากวิธีการใช้อำนาจจริงในการบริหารประเทศ
ขณะเดียวกัน เพื่อความเป็นธรรม สังคมก็ควรเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลได้พิสูจน์ตนเองผ่านการทำงานจริง การเมืองที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการปกป้องรัฐบาลโดยปราศจากเงื่อนไข และก็ไม่ได้เกิดจากการโจมตีรัฐบาลตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน หากแต่เกิดจากสังคมที่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีเหตุผล พร้อมกับให้โอกาสผู้มีอำนาจแสดงผลงาน
ท้ายที่สุดการเมืองควรถูกตัดสินจาก นโยบาย การกระทำ และผลลัพธ์ต่อประชาชน มากกว่าการตัดสินผ่านเงาของอดีตเพียงอย่างเดียว เพราะคำตอบว่ารัฐบาลชุดหนึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้อยู่ที่ความทรงจำของใครบางคน แต่อยู่ที่สิ่งที่รัฐบาลเลือกจะทำในอนาคต
ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อ.ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
ผมเข้าใจว่านักวิชาการอาวุโสอาจรู้สึกกังวล ว่ารัฐบาลใหม่ของคุณอนุทิน จะเดินตามรอยเหมือนรัฐบาลไทยรักไทยในอดีต รอให้เขาทำงานสักระยะหนึ่งก่อน ได้พิสูจน์ผลงาน เพราะมีเรื่องท้าทายให้แก้ไขสารพัด ถ้าแย่ตามที่ท่านเชื่อ ค่อยไปวิจารณ์ให้หนักๆ ครับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ รศ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อออนไลน์ ถึงความกังวลต่อการกลับมาของระบอบทักษิณ หลังจากพรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ เผยคลังพร้อมปรับปรุงแก้ไข 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' คนแห่ร้องเกณฑ์ใหม่ตัดสิทธิอื้อ
"อนุทิน" โว "ไทยช่วยไทยพลัส" กระแสดี คนขออย่าให้หยุด บอก “บัตรคนจน” พร้อมรับฟัง หลังเสียงวิจารณ์หลักเกณฑ์รอบใหม่เข้มเกินไป ยันจะทำโครงการต่อไปให้โดนใจ
'ไทยช่วยไทยพลัส'จุดติด ! นักวิชาการชี้ ช่วยตรงจุด
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพไทยช่วยไทยพ
รัฐบาลตีปี๊บ 'ไทยช่วยไทย พลัส' แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายสะสมล่าสุด 2,581 ล้านบาท
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท
เริ่มแล้ววันนี้ ใช้สิทธิ 'ไทยช่วยไทย พลัส' จ่ายค่าโดยสารรถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ บขส.
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”
วิปฝ่ายค้าน ขอรัฐบาลอย่าปิดกั้น ตั้ง กมธ.ตรวจสอบใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ว่า ญัตติที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ คือ ญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
รัฐบาลเร่งยกระดับ 'สนามบินหัวหิน' สู่ประตูการท่องเที่ยวภาคใต้
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ผ่านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพเมืองรองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดัน “ท่าอากาศยานหัวหิน”

