12 ส.ค.2569 - ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เหตุผลกับอารมณ์ของผู้นำ: ขาดอย่างใดไม่ได้” ระบุว่า เมื่อตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ระหว่าง "เหตุผล" กับ "อารมณ์และความรู้สึก" สิ่งใดคือสิ่งที่ผู้นำควรเลือก คำตอบแรกที่มักผุดขึ้นมาในใจและได้รับการยกย่องในทางทฤษฎีคือ "เหตุผล" เพราะเรามักถูกสอนให้เชื่อว่าการบริหารบ้านเมืองหรือการตัดสินใจที่ดีต้องปราศจากอคติ ตั้งอยู่บนตรรกะ ตัวเลข และข้อมูลที่รอบคอบ
ทว่า หากเราย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์กทั้งไทยและเทศ ตลอดจนพิจารณาจากรากเหง้าความเป็นมนุษย์ ปรัชญา และองค์ความรู้สมัยใหม่ ความเชื่อเช่นนั้นสวนทางกับความจริงอย่างสิ้นเชิง
รากเหง้าของมนุษย์- วิวัฒนาการ-ปรัชญา:
อารมณ์คือผู้เคลื่อนขยับ มองย้อนกลับไปในแง่วิวัฒนาการ จะพบว่า อารมณ์และความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นมาก่อนเหตุผลอย่างยาวนาน อารมณ์คือกลไกทางธรรมชาติที่สร้างขึ้นเพื่อความอยู่รอดเป็นสัญชาติญาณที่ตอบสนองต่อภัยอันตรายได้อย่างฉับพลัน ขณะที่เหตุผล หรือการคิดเชิงตรรกะ และการวางแผนระยะยาว เพิ่งพัฒนาขึ้นมาในยุคหลังๆ ผ่านสมองส่วนหน้าที่ซับซ้อนขึ้น
ในทางปรัชญา เดวิด ฮูม (David Hume) นักปรัชญาผู้โด่งดังเมื่อกว่าสองร้อยปีมาแล้ว เคยกล่าวไว้อย่างเจ็บแสบและตรงไปตรงมาว่า เหตุผลเป็นและควรเป็นได้แค่ "ทาสของอารมณ์เท่านั้น"
ฮูมชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตรรกะบริสุทธิ์ ลำพังเหตุผลไม่มีพลังงานมากพอที่จะทำให้เราขยับตัวทำอะไรได้เลย เหตุผลเป็นเสมือนแผนที่หรือเข็มทิศคอยคำนวณเส้นทาง แต่ "อารมณ์และความปรารถนา" ต่างหากที่เป็นน้ำมันและเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนให้เรือเคลื่อนไปข้างหน้า
ความจริงข้อนี้ได้รับการยืนยันชัดเจนจาก ประสาทวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ที่ค้นพบความจริงอันน่าทึ่งว่า หากมนุษย์สูญเสียหรือถูกตัดขาดสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก สมองส่วนเหตุผลและตรรกะจะพลอยใช้การไม่ได้ไปด้วย คนกลุ่มนั้นจะไม่สามารถตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประ จำวันได้เลย เพราะตรรกะอย่างเดียวไร้ซึ่งน้ำหนักในการเลือกคุณค่าหรือทิศทาง
ความจริงของผู้นำ: จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
เมื่อนำความจริงเหล่านี้มาพิจารณาบทบาทของผู้นำบ้านเมือง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้นำจะเลือกใช้ "เหตุผลล้วนๆ" เพราะความไร้ชีวิตชีวาและตรรกะที่แห้งแล้งไม่เคยดึงดูดใจหรือสร้างศรัทธาให้ประชาชนได้ ในขณะเดียวกัน ผู้นำจะปล่อยให้ตนเองต้องจมอยู่กับ "อารมณ์ และความรู้สึกเพียงอย่างเดียว" ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะจะนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความล่มจมและความไร้ทิศทาง
ผู้นำที่แท้จริงจึงต้องประกอบด้วยสองสิ่งนี้ในตัวในคราวเดียวกัน
พลังใจอันร้อนแรง- ความมุ่งมั่น-และจิตวิญญาณที่ทุ่มเท: สิ่งนี้เป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ผู้นำมีความรักชาติ บ้านเมือง มีความกระตือรือร้น และมีความกล้าหาญที่จะเผชิญกับอุปสรรคอันหนักหน่วง เป็นพลังที่เชื่อมโยงหัวใจของผู้คนเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนรู้ถึงความจริงใจและอยากเดินหน้าไปด้วยกัน
อุดมการณ์ หลักการ และคุณธรรม: สิ่งนี้ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศและเครื่องกำกับ เพื่อไม่ให้ความมุ่งมั่นอันร้อนรนนั้นแปรเปลี่ยนไปเป็นความลุแก่อำนาจ หรือความลำเอียง หรือความหลงผิด หลักการคือสิ่งที่คอยค้ำจุนการตัดสินใจนั้นให้ตั้งอยู่บนความถูกต้องและความยุติธรรมเพื่อแผ่นดิน
การฝึกฝนสองฟากฝั่งของผู้นำ: เมื่อเหตุผลบอกให้ "ถอย" แต่จิตวิญญาณสั่งให้ "สู้"
การเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ หากแต่ต้องผ่านการฝึกฝนและขัดเกลาอย่างหนักหน่วง ทั้งในมิติของ "สมอง (เหตุผลและหลักการ)" และมิติของ "หัวใจ (อารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณ)"
ฝั่งเหตุผล (ศาสตร์แห่งการนำงานและหลักการ): ผู้นำต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ ทั้งประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และบทเรียนจากอดีต ฝึกคิดเชิงระบบ มองปัญหาให้ทะลุปรุโปร่ง แยกแยะระหว่างอาการกับรากเหง้า และยึดมั่นหลักการความถูกต้อง การฝึกฝนฝั่งนี้ทำให้ผู้นำรู้ว่าต้องทำอะไร และทำอย่างไรจึงจะถูกต้องตามหลักการ
ฝั่งอารมณ์และจิตวิญญาณ (พลังแห่งความใฝ่ฝันและแรงดลใจ): ผู้นำต้องบ่มเพาะอุดมการณ์และความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่สำหรับบ้านเมือง ฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจให้ทนทานต่อเสียงวิจารณ์ และจุดประกายไฟแห่งความทุ่มเทให้ลุกโชน การฝึกฝนฝั่งนี้ทำให้ผู้นำมีพลัง มีเสน่ห์ และมีความกล้าหาญที่จะเดินหน้าต่อในวันที่มืดมนที่สุด
นี่คือจุดตัดสำคัญที่อธิบายว่า เหตุใดผู้นำระดับประวัติศาสตร์หลายคนจึงสามารถสร้างปาฏิหาริย์พลิกสถานการณ์จากความพ่ายแพ้มาเป็นชัยชนะได้
หากคำนวณตัวเลข งบประมาณ กำลังพล หรือความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์ ในยามที่วิกฤตถึงขีดสุด เหตุผลจะประมวลผลทันทีว่าสัดส่วนความพ่ายแพ้คือความจริง และแนะนำให้ยอมจำนน เพื่อรักษาตัวรอด
ทว่า การฝึกฝนทางอารมณ์และจิตวิญ ญาณกลับทำให้มองที่คุณค่าและที่ความหมาย เมื่อผู้นำมีความผูกพันลึกซึ้งต่ออุดมการณ์และแผ่นดิน สมองส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นและความรักอันยิ่งใหญ่จะไม่ยอมจำนน ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ไม่ได้เกิดจากการทำตามความน่าจะเป็นที่เป็นไปได้อยู่แล้ว แต่เกิดจากคนที่กล้าหาญฝ่าฟันความน่าจะเป็นนั้น ความมุ่งมั่นทางจิตวิญญาณทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สร้างปาฏิหาริย์ ระดมพลังของผู้คน และเปลี่ยนสถานการณ์ที่ "เป็นไปไม่ได้" ให้ "เป็นไปได้" ขึ้นมา
บทสรุป
คำถามที่ว่าผู้นำควรเลือกอะไร ระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เหลือเพียงด้านเดียว เพราะภาวะผู้นำที่สมบูรณ์คือ การผสานพลังใจเข้ากับหลักการ ผู้นำที่ปราศจากความรู้สึกจะเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่เย็นชาและไร้ผู้ติดตาม ส่วนผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์โดยปราศจากหลักการย่อมพาบ้านเมืองหลงทิศทาง การบริหารบ้านเมืองจึงต้องอาศัยอารมณ์และความมุ่งมั่นเพื่อกุมหัวใจคน และอาศัยเหตุผลกับหลักการเพื่อนำบ้านเมืองไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทย เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทยเข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่"
ประธานสภาลั่นเป็นศิษย์ตถาคตไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน!
'โสภณ' ยกหลักธรรมลั่นเป็นศิษย์ตถาคต ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน-ไม่หวั่นแรงกดดัน ยันไม่ดองคำร้องสอบ ป.ป.ช.คดี 'ศักดิ์สยาม' ชี้ต้องรอคณะผู้ทรงคุณวุฒิชงความเห็น ย้ำยึดหลักกฎหมายไม่ใช่อารมณ์
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต" มีเนื้อหาดังนี้
ไทยถึงทางสองแพร่ง! บี้ผู้นำเลือกปราบโกงชาติ หรือยอมจำนน
นายสมชาย แสวงการ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและการปราบปรามทุจริต (GAF) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเทศไทยถึงทางสองแพร่ง ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันหรือยอมจำนน?
'จาตุรนต์' ชี้เงินกู้ 4 แสนล้าน เครื่องวัดวิสัยทัศน์ 'ผู้นำ' ข้องใจใช้ครบตอบโจทย์วิกฤตจริงไหม
สส.อ๋อย บอกเงินกู้ก้อน 4 แสนล้านจะเป็นเครื่องวัดผู้นำ มองเห็นวิกฤตของโลกและของประเทศแค่ไหน มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 จริงหรือไม่
'ดร.เอนก' แนะพึ่งพากันอย่างรู้แจ้ง ชี้ทางสว่าง '2 ผู้นำมหาอำนาจ'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เขียนบทความเรื่อง "เมื่ออาเซียน ยุโรป และผองชาติอำนาจอื่นๆ ต้องร่วมแก้ปัญหาให้ พญาอินทรีและพญามังกร"

