ปลดล็อก “ความเหลื่อมล้ำ” ด้วยบ้านและครอบครัว นวัตกรรมเชิงนโยบายคืนศักดิ์ศรีคนไร้ที่พึ่ง สู่หลักประกันระยะยาวของสังคมไทย

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ จากสังคมสูงวัย อัตราการเกิดที่ลดลง และจำนวนกลุ่มเปราะบางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพของ “คนไร้ที่พึ่ง” จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสังคมชายขอบ หากแต่เป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดในมิติที่อยู่อาศัย สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสิทธิขั้นพื้นฐาน การแก้ปัญหาจึงไม่อาจหยุดอยู่ที่การสงเคราะห์เฉพาะหน้า แต่ต้องยกระดับสู่ “หลักประกันระยะยาว” ที่คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดทางให้ผู้คนตั้งหลักชีวิตได้จริง

ความพยายามดังกล่าวกำลังถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบผ่านความร่วมมือของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกรุงเทพมหานคร ร่วมกับภาควิชาการและภาคประชาสังคม ในการผลักดันความเข้าใจอนุบัญญัติกฎหมายคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง โดยเน้น 2 เครื่องมือสำคัญ คือ “สวัสดิการที่อยู่อาศัย” และ “สวัสดิการครอบครัวอุปการะ” เพื่อให้การคุ้มครองเกิดผลในระดับนโยบายและปฏิบัติ

นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ สะท้อนภาพชีวิตคนไร้บ้านอย่างตรงไปตรงมา ทั้งการไม่มีโอกาสอาบน้ำหลายวัน การเจ็บป่วยโดยไม่มียา การนอนบนพื้นแข็ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความไม่สะดวก แต่คือความเสี่ยงด้านสุขภาพและศักดิ์ศรีที่ถูกลดทอน พร้อมประกาศเดินหน้า 2 กลไกหลักในปี 2569

กลไกแรกคือ “สวัสดิการที่อยู่อาศัย” รัฐสนับสนุนค่าเช่าที่พักไม่เกิน 1,500 บาทต่อเดือน ค่าน้ำค่าไฟไม่เกิน 500 บาท พร้อมเครื่องนุ่งห่มและเครื่องนอน เพื่อให้คนไร้ที่พึ่งมี “บ้าน” เป็นฐานตั้งต้นของชีวิต

กลไกที่สองคือ “สวัสดิการครอบครัวอุปการะ” สนับสนุน 5,000 บาทต่อเดือนต่อครอบครัว เปิดโอกาสให้ผู้ไร้ที่พึ่งได้ฟื้นฟูชีวิตในบรรยากาศแบบครอบครัว ลดความโดดเดี่ยว และสร้างความอบอุ่นทางสังคม

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก Housing First ที่ยอมรับในระดับสากลว่า “บ้านคือปัจจัยแรก” ของการฟื้นฟู ไม่ใช่ปลายทาง เมื่อมีบ้าน สุขภาพกาย สุขภาพใจ และโอกาสทางเศรษฐกิจจึงค่อยตามมา หลักคิดนี้ถูกนำมาทดลองในไทยผ่านโครงการห้องเช่าคนละครึ่งและศูนย์พักระยะผ่าน และเห็นผลเชิงประจักษ์ว่าผู้เข้าร่วมมีสุขภาพจิตดีขึ้น มีงานทำ และมีรายได้มั่นคงขึ้น

ข้อมูลการสำรวจคนไร้บ้านทั่วประเทศปี 2566 ซึ่งนำเสนอโดย นายณัฐพล เทศขยัน ผู้ช่วย ผอ.สำนัก9 สสส. พบคนไร้บ้าน 2,499 คน ในจำนวนนี้ 30% มีปัญหาสิทธิสถานะ เข้าไม่ถึงการรักษาและงาน 31.6% เสี่ยงโรคซึมเศร้า และ 27% เป็น “คนไร้บ้านหน้าใหม่” ที่เพิ่งสูญเสียที่อยู่อาศัยไม่เกิน 2 ปี สะท้อนว่าหากปล่อยไว้นาน ปัญหาจะยิ่งทวีคูณทั้งด้านสุขภาพและสังคม

พื้นที่ที่พบคนไร้บ้านสูงสุดคือ กรุงเทพฯ มากกว่าครึ่งของทั้งหมด รองลงมาคือ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น กาญจนบุรี นครราชสีมา และสงขลา โครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็นเพศชายวัย 40-59 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานที่ควรมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่กลับหลุดออกจากระบบ

ที่สำคัญ “คนไร้ที่พึ่ง” ไม่ได้หมายถึงผู้ไม่มีบ้านเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่มีบ้าน แต่ไม่ปลอดภัยจากความรุนแรงในครอบครัว ผู้สูญเสียสมาชิกครอบครัวจนไร้ที่พึ่ง และกลุ่มตกหล่นทางทะเบียนราษฎรกว่า 480,000 คน ที่ไม่มีบัตรประชาชน ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐ

หลักเกณฑ์ครอบครัวอุปการะจึงถูกออกแบบอย่างรอบคอบ โดย น.ส.แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ระบุว่า ผู้ดูแลต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย มีที่อยู่อาศัยเหมาะสม ไม่มีพฤติกรรมรุนแรง และเข้าใจการดูแลคนไร้ที่พึ่ง เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีคุณภาพ

เสียงจากภาคประชาชนอย่าง น.ส.กรรณิการ์ ปู่จินะ ประธานสมาพันธ์คนไร้บ้าน ยืนยันว่า การมีบ้านช่วยลดความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิต ขณะที่ อนรรฆ พิทักษ์ธานิน จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ผลทดลองโครงการห้องเช่าคนละครึ่ง ตั้งแต่ปี 2565 ว่าผู้เข้าร่วมมีสุขภาพจิตดีขึ้น และมีความมั่นคงทางรายได้

อีกมุมสำคัญจาก นายนันทชาติ หนูศรีแก้ว ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย คือ นโยบายที่ยั่งยืนต้องออกแบบจากฐานราก เสียงของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงต้องเป็นหัวใจของการกำหนดมาตรการ เพื่อให้ตอบโจทย์ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงกรอบแนวคิดจากบนลงล่าง

การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี Social Map ถูกนำมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงปัญหาเชิงพื้นที่ มีระบบติดตามรายบุคคล ฐานข้อมูลสุขภาพ และทีมแพทย์อาสาเข้าดูแลตั้งแต่ต้นทาง ลดโอกาสการกลับไปสู่ภาวะไร้บ้านซ้ำ

สาระสำคัญของนโยบายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดที่พัก แต่คือการใช้ “บ้าน” เป็นเครื่องมือฟื้นฟูชีวิต ใช้ “ครอบครัว” เป็นพลังทางสังคม และใช้ “ข้อมูล” เป็นกลไกเข้าถึงปัญหาอย่างแม่นยำ

บทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ คนไร้บ้านไม่ได้ต้องการ “ความสงสาร” แต่ต้องการ “โอกาสที่เท่าเทียม” บ้านจึงไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย หากคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี งานที่มั่นคง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่กลับคืนมา

เมื่อบ้านกลายเป็นสวัสดิการพื้นฐาน และครอบครัวกลายเป็นพลังฟื้นฟูสังคม นี่คือก้าวสำคัญของนวัตกรรมเชิงนโยบายที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม และยืนยันว่าการทำดีต่อเพื่อนมนุษย์ ย่อมสร้างผลดีคืนสู่สังคมไทยในระยะยาว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขับเคลื่อนพื้นที่ตัวอย่าง “ปลอดเหล้า บุหรี่ พนัน” สร้างเกราะคุ้มกันเยาวชน...ด้วยพลังชุมชน

ปัญหายาเสพติดในไทยไม่ได้เริ่มที่ปลายทางของการปราบปราม แต่เริ่มตั้งแต่ต้นทางของ “ความเปราะบาง” ในครอบครัวและชุมชน ช่องว่างระหว่างวัย ความไม่เข้าใจกันของพ่อแม่ลูก ครูศิษย์

ผงะ! คนไทยเกือบ 2 ล้านติดบ่วงยาเสพติด หนุนรัฐผนึกชุมชนแก้ติดซ้ำ

6 อำเภอ จ.ขอนแก่น ผนึกกำลังสกัดยาเสพติด หลังพบถูกใช้ลำเลียงยาบ้าเข้าพื้นที่ รุกป้อง-ปราบ-บำบัด-ติดตาม ตัดวงจรเสพซ้ำ  ด้าน สสส.เปิดข้อมูลสุดอึ้ง คนไทย 1.9 ล้านคนติดหนัก หนุนใช้สูตรชุมชนล้อมรักษ์ แก้ปัญหายั่งยืน ปักหมุด 5 จังหวัดไปต่อภายในปี 70 

ตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 18 องค์กรผนึกพลัง ช่วยเหยื่อตั้งสติก่อนสาย

ในยุคที่ข้อมูลไหลทะลักเหมือนน้ำท่วมทุกวินาที “ทุกคนคือแฟคเช็คเกอร์” ไม่ใช่คำพูดลอยๆ อีกต่อไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Together We Can- “ThaiEconoMap” คืน “อำนาจข้อมูล” ให้คนตัวเล็ก สร้างสุขภาวะยั่งยืนจากฐานราก

ในโลกดิจิทัลที่ “คนรวยยิ่งรวย” อย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศกำลังกลืนกินเศรษฐกิจรายย่อยของไทย เรียกรถ สั่งอาหาร ซื้อขายออนไลน์ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของชีวิตเมือง

ปล่อยบุหรี่พรากอนาคตเด็กไทย เมื่อ “ชุมชน” คือคำตอบหยุดวงจรบุหรี่ในเยาวชน

ปัญหาบุหรี่ในเยาวชนไทยกำลังขยายตัวในรูปแบบที่ซับซ้อนและน่ากังวล โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้าถึงเด็กได้ง่าย รวดเร็ว และแนบเนียนกว่าที่ผ่านมา ภาพของเด็กนักเรียนที่เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุยังน้อย