นักวิชาการชี้บำนาญ สส. เป็นเรื่องอยุติธรรม เปรียบเทียบตำนานปลาใหญ่กินปลาเล็ก!

นักวิชาการ ชี้จุดอันตรายบำนาญ สส. ซัดอยุติธรรม-ขัดหลักการคลังที่รัฐนำเงินภาษีช่วยกลุ่มเปราะบางคนชรา พิการ ยากจน เปรียบเทียบตำนานปลาใหญ่กินปลาเล็ก!

19 เมษายน 2569 – รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล นักวิชาการเศรษศาสตร์การเมืองจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  กล่าวถึง   กรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยภักดี ได้เสนอให้ยกเลิกเงินทุนเลี้ยงชีพ สส. (บำนาญ สส.) จนเกิดเป็นกระแสประชาชนเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ปรากฏว่า มีเพียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเศรษฐกิจที่แสดงจุดยืนไม่รับบำนาญ ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นไม่ได้นำพาต่อเสียงเรียกร้องและความรู้สึกของประชาชนแต่อย่างใด เรื่องนี้ขอนำเสนอการเปลี่ยนแปลงระบบบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศอิตาลีที่เคยเอารัดเอาเปรียบประชาชนมาอย่างยาวนาน กล่าวคือ ก่อนปี 2561 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงตำแหน่งและสมทบเข้าระบบเพียง 4 ปีครึ่ง จะได้รับเงินบำนาญเมื่อถึงวัยเกษียณประมาณ 1,000 ยูโรต่อเดือน ในขณะที่ชาวอิตาลีจำนวนมากต้องทำงานและสมทบจนถึงวัยเกษียณจึงจะได้รับเงินบำนาญจำนวนข้างต้น

ระบบบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอิตาลีในอดีตจึงมีลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็นโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเงินภาษีอากรจำนวนมากถูกนำไปเลี้ยงดูสมาชิกรัฐสภา แทนการนำไปใช้พัฒนาประเทศ หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

การศึกษาของสถาบันวิจัยในกรุงโรมพบว่า การยกเลิกบำนาญของสมาชิกรัฐสภา จะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้ปีละกว่า 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,280 ล้านบาทต่อปี)

ชาวอิตาลีจำนวนมากเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบบำนาญ สส. ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชน ส่งผลให้ในปี 2561 พรรค 5-Star Movement ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล และพรรค League ที่ร่วมรัฐบาล ได้มีมติยกเลิกบำนาญของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ่ายเงินสมทบประกันสังคมผ่านระบบ INPS อย่างน้อย 20 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มคนอาชีพอื่น ก่อนที่จะได้รับเงินบำนาญในวัยเกษียณ

ลุยจิ ดิ มาโย หัวหน้าพรรค 5-Star Movement กล่าวว่า การทำให้ชาวอิตาลีทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ด้วยการยกเลิกระบบบำนาญของผู้แทนปวงชนที่มีอภิสิทธิเหนือประชาชน คือความฝันที่กลายเป็นความจริง เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความอยุติธรรมได้ถูกลบล้างไป

 สำหรับประเทศไทย ระเบียบกองทุนฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2567 กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่ดำรงตำแหน่งและจ่ายเงินสมทบเดือนละ 3,500 บาท คิดเป็นแค่ประมาณ 3% ของเงินเดือน เพียง 1 ปี ก็สามารถรับเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) เดือนละมากกว่า 21,000 บาท ได้ทันทีเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ  โดยไม่ต้องจ่ายสมทบเงินใดๆ เพิ่มเติม ในขณะที่ข้าราชการ และผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จะได้รับเงินบำนาญเมื่อทำงานจนถึงวัยเกษียณ

การกำหนดหลักเกณฑ์รับเงินบำนาญของสมาชิกรัฐสภาประเทศไทย จึงเป็นกรณีที่อยุติธรรมยิ่งกว่าการรับเงินบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิตาลีในอดีต นอกจากนี้ ยังขัดต่อหลักทางการคลังที่รัฐมีหน้าที่นำเงินภาษีอากรไปช่วยเหลือการดำรงชีพระยะยาวเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น คนชรา คนพิการ และคนยากจน

เมื่อสมาชิกรัฐสภาเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงาน ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ยเสียขา จึงไม่มีเหตุผลและความชอบธรรมใดๆ ที่จะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงดูคนกลุ่มนี้ตลอดชีวิต

ดังนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด จึงสมควรใส่ใจต่อข้อเรียกร้องที่เป็นเหตุเป็นผลของประชาชน ด้วยการเปลี่ยนแนวทางการรับเงินเลี้ยงชีพรายเดือน (บำนาญ) ของสมาชิกรัฐสภาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบที่ผู้แทนปวงชนตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตนเองแบบวิปริตผิดแผกแตกต่างจากนานาอารยประเทศ ให้มาอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับประชาชน ดังเช่นที่หัวหน้าพรรค 5-Star ได้ทำความฝันของชาวอิตาลีให้กลายเป็นความจริงมาแล้ว!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แนะ 'อนุทิน' นำไอเดีย 'หมอวรงค์' บรรจุในนโยบาย โชว์สปิริตนักการเมืองไทย

'ดร.ชิดตะวัน' แนะ 'นายกฯอนุทิน' ใช้ไอเดีย 'หมอวรงค์' บรรจุในนโยบายแถลงสภา จุดเริ่มต้นปฏิรูปนักการเมืองไทย โชว์สปิริตยกเลิกสิทธิประโยชน์ ในยุคใกล้เผชิญวิกฤตพลังงาน

'นักวิชาการ' ชี้นายกฯป้องอธิปไตย ไม่ทำไทยเสี่ยง 'รัฐบริวาร'

รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ไทยไม่ใช่ “รัฐบริวาร”!