'เอ็ดดี้' เปิดมุมมอง 'แลนด์บริดจ์' ไทยควรใช้ภูมิศาสตร์ยกระดับอำนาจต่อรอง ไม่ใช่แค่ทางผ่านสินค้า

7 พฤษภาคม 2569 - นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "แลนด์บริดจ์" ไทยควรใช้ภูมิศาสตร์ให้เป็นอำนาจต่อรอง แต่ต้องไม่ขายภูมิศาสตร์ในราคาถูก

ปัญหาไม่ใช่แลนด์บริดจ์โดยตัวมันเอง แต่คือโมเดลผลประโยชน์ ไทยจะเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์ หรือเป็นเพียงทางผ่านในยุทธศาสตร์ของคนอื่น

เรื่องแลนด์บริดจ์ เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันหนักมากในสังคมไทย แต่อัษฎางค์ยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย สาเหตุก็เพราะผมยังไม่แน่ใจว่า จะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะยังไม่ตกผลึกว่ามันดีมากกว่าเสียแค่ไหน

เพราะฉะนั้นก่อนอ่านบรรทัดต่อไป และป้องกันดราม่า ขอเกริ่นย้ำว่า จนถึงปัจจุบัน ผมยังไม่ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า เห็นด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่คิดได้คือ สังคมไทยพูดเรื่องคอคอดกระหรือคลอกไทยกันมานานมากๆ ตั้งแต่ผมจำความได้ก็ได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดชีวิต

โดยเฉพาะสมัยก่อนจะมีคำครหาที่ว่า “ที่ไทยเราไม่ขุดคลองเพราะสิงคโปร์จ่ายเงินยัดปากนักการเมือง” เพราะผลประโยชน์ที่ไทยจะได้นั้นมหาศาล และผู้เสียผลประโยชน์คือสิงคโปร์

แต่พอมาถึงวันนี้ในยุครัฐบาลอนุทินสั่งเดินหน้าและมีท่าทางว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว สังคมไทยกระหน่ำกันด้วยความไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย

ถ้าย้อนไปกับคำครหาว่า “ที่ไทยเราไม่ขุดคลองเพราะสิงคโปร์จ่ายเงินยัดปากนักการเมือง” ก็แปลว่า สิงคโปร์คงต้องจ่ายหนักมากและทุกคนที่ออกมาไม่เห็นด้วยนั้นรับเงินสิงคโปร์มาแน่

แต่มีด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นคำเฉลยของคำครหานั้น ว่ามีการรับและจ่ายเงินเรื่องนี้หรือไม่ และถ้าสมมติว่า สิงคโปร์เคยจ่ายเงินปิดปากจริงๆ วันนี้สิงคโปร์คงพูดว่า รู้แบบนี้ตูไม่น่าเสียเงินค่าปิดปากเลย เพราะวันนี้คนไทยเถียงกันเองและต่อต้านกันเองแล้ว

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาหรือจุดอ่อนก็คือ

1. จุดคุ้มทุน

2. โมเดลแลนด์บริดจ์แบบ “ขนคอนเทนเนอร์ข้ามคาบสมุทรแทนช่องแคบมะละกา” นั้นมีจุดอ่อนหนักมาก

โมเดลแลนด์บริดจ์ต้องยกตู้ลงเรือ ขึ้นราง/รถ ลงอีกฝั่ง แล้วขึ้นเรือใหม่ ซึ่งเพิ่ม handling cost, เวลา, ความเสี่ยงดีเลย์ และต้องใช้เรือสองฝั่ง ไม่เหมือนเรือลำเดียวผ่านมะละกา นี่คือจุดอ่อนเชิงโลจิสติกส์จริง ไม่ใช่แค่การเมือง โครงการของรัฐเองก็ระบุรูปแบบเป็นท่าเรือชุมพร–ระนอง เชื่อมด้วยถนน/รางและระบบขนถ่ายสินค้า ไม่ใช่คลองที่เรือแล่นผ่านเองได้

3. อีกเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่มากคือ ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ส่วนปัญหาความมั่นคงหรือเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ผมไม่ค่อยกังวลมากนัก ถ้าตรงนั้นเป็นเขตเหมือนสามจังหวัดชายแดนแบบนั้นค่อยน่าเป็นห่วง

ถ้ามองประวัติศาสตร์นโยบาย มันสืบสายมาจากแนวคิด “สะพานเศรษฐกิจภาคใต้” หลายเวอร์ชัน ตั้งแต่แนวคอคอดกระ/คลองไทย ไปจนถึงแผนปากบารา–สงขลาในยุครัฐบาลก่อน ๆ เช่น ปี 2548 รัฐบาลทักษิณเห็นชอบแนวเชื่อมท่าเรือปากบารา–สงขลา และปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีมติพัฒนาท่าเรือสองฝั่งทะเล ก่อนที่แนวสตูล–สงขลาจะสะดุดจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพื้นที่อุทยานธรณีโลก

แกนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลประยุทธ์จึงไม่ใช่แค่ “สร้างถนนกับท่าเรือ” แต่คือการวางภาคใต้เป็นประตูโลจิสติกส์ใหม่ เชื่อม SEC กับ EEC เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ และทำให้ไทยเป็นจุดผ่านยุทธศาสตร์การค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก เอกสารรัฐคาดหวังว่าจะเพิ่ม GDP ภาคใต้จากราว 2% เป็น 10% และสร้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่ง

ซึ่งตรงนี้คือมุมดีๆ

ในประเด็นทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

“จีนจะได้ทางออกมหาสมุทรอินเดียครั้งแรก” เป็นเรื่องที่มีมิติยุทธศาสตร์จริง แต่ก็เสี่ยงทางการเมืองโลกมาก เพราะอินเดียและสหรัฐฯ จะมองเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การค้า แต่เป็นโครงสร้างอิทธิพลจีนในอ่าวเบงกอล/อันดามัน

ดังนั้นข้อเสนอที่ให้ไทยถือ Golden Share และควบคุมท่าเรือเชิงพาณิชย์เท่านั้น เป็นจุดที่คิดถูก แต่จะทำจริงได้แค่ไหนต้องดูสัญญา ไม่ใช่ดูคำประกาศ

โดยหลักการ ข้อดีของไทยคือ ภูมิศาสตร์ไทยอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่าง 3 โลก:

1. มหาสมุทรอินเดีย / อ่าวเบงกอล / อินเดีย

2. จีนตอนใต้–จีนตอนกลาง ผ่านลาว–คุนหมิง

3. อาเซียนแผ่นดินใหญ่และอ่าวไทย

ดังนั้น ถ้าไทยทำดี เราไม่ได้เป็นแค่ “ทางผ่าน” แต่เป็น gatekeeper + toll collector + logistics platform คือเก็บค่าผ่านทาง ค่าท่าเรือ ค่าคลังสินค้า ค่าประกัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าบริการการเงิน และดึงโรงงาน/คลัง/ศูนย์กระจายสินค้ามาตั้งในไทย

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองคล้ายกันว่า จุดแข็งของไทยคือทำให้ตัวเองเป็น hub เชื่อมภูมิภาค แต่ก็เตือนว่าโครงการแลนด์บริดจ์หรือระนองฮับจะพาไทยเข้าไปอยู่กลางการแข่งขันจีน–อินเดีย–ตะวันตก ต้องรักษาสมดุลและไม่พึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

โดย ISEAS ระบุชัดว่าแลนด์บริดจ์ทำให้ไทยอยู่กลาง strategic rivalry ระหว่างจีน อินเดีย และชาติตะวันตก และต้องระวัง over-reliance ต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง

จุดสำคัญคือ ผมคิดถึงเรื่องไทยจะเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับจีน เพราะรถไฟจีน–ลาวเปิดใช้แล้ว และไทยคาดว่าช่วงเชื่อมต่อถึงหนองคายจะเปิดได้ราวปี 2030 ซึ่งรัฐบาลไทยเองก็มองว่านี่คือโอกาสทำให้ไทยเป็น logistics hub

แต่ประโยชน์จะเกิดกับไทยมากหรือน้อย ขึ้นกับว่าไทยออกแบบโครงการเป็น “ศูนย์เศรษฐกิจของไทย” หรือเป็นแค่ “ทางลำเลียงของจีน”

ถ้าเป็นแบบแรก ไทยได้อำนาจต่อรอง ได้ธุรกิจต่อเนื่อง ได้อุตสาหกรรม ได้คลังสินค้า ได้เมืองท่า ได้งานคุณภาพ

ถ้าเป็นแบบหลัง ไทยได้แค่ค่าผ่านทาง แต่แบกรับสิ่งแวดล้อม ที่ดิน ความมั่นคง และแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์

ผู้เชี่ยวชาญที่ระวังโครงการจึงไม่ได้ค้านว่า “ไทยไม่ควรเป็น hub” แต่เขากังวลว่า model ของโครงการจะคุ้มจริงไหม เพราะแลนด์บริดจ์มีปัญหาเรื่องต้นทุนขนถ่าย การ reload ตู้สินค้า และการแข่งขันกับเส้นทางเดินเรือเดิมผ่านมะละกา

ดังนั้น อาจจะสรุปได้ว่า ไทยควรใช้ภูมิศาสตร์ให้เป็นอำนาจต่อรอง แต่ต้องไม่ขายภูมิศาสตร์ในราคาถูก หรืออาจจะพูดว่า “ระนองอาจเป็นประตูมหาสมุทรอินเดียของจีนได้ แต่ต้องเป็นประตูที่ไทยถือกุญแจ ไม่ใช่ประตูที่ไทยยืนเฝ้าให้คนอื่นใช้”

ปัญหาของแลนด์บริดจ์คือพยายามขายตัวเองเป็นทางลัดของโลก แต่โจทย์ที่สมเหตุสมผลกว่าคือทำระนองให้เป็นประตูเฉพาะทางของจีนตอนในสู่อินเดียและอ่าวเบงกอล

ซึ่งถ้าออกแบบผิด จะดีต่อจีนมากกว่าไทย กล่าวคือ จีนได้ทางออกมหาสมุทรอินเดีย ได้ลดการพึ่งช่องแคบมะละกา ได้ส่งสินค้าเข้า–ออกเร็วขึ้น ส่วนไทยอาจได้แค่ค่าผ่านทางเล็กน้อย แต่แบกรับที่ดิน สิ่งแวดล้อม หนี้ และแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

แต่ถ้าออกแบบถูก จะดีต่อไทยด้วย คือไทยต้องบังคับให้ระนองไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน” แต่เป็น ศูนย์มูลค่าเพิ่ม เช่น ท่าเรือไทยควบคุม, คลังสินค้า, cold chain, processing, re-export, โรงงานประกอบ/แปรรูป, บริการประกัน การเงิน ศุลกากร ซ่อมเรือ และเขตเศรษฐกิจที่คนไทยได้งานจริง

แลนด์บริดจ์ไม่ควรถูกเถียงแค่ว่า “สร้างหรือไม่สร้าง” แต่ควรถูกถามว่า ถ้าสร้างแล้ว ไทยจะได้อะไรจริง ๆ

ถ้าแลนด์บริดจ์เป็นเพียงทางลัดให้สินค้าจีน ไทยอาจได้แค่ค่าผ่านทาง แต่ต้องแบกรับต้นทุนสิ่งแวดล้อม ที่ดิน ชุมชน และแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

แต่ถ้าไทยออกแบบให้ระนองเป็นศูนย์มูลค่าเพิ่ม เป็นประตูการค้า เป็นคลังสินค้า เป็นศูนย์แปรรูป เป็นระบบโลจิสติกส์ที่ไทยถือกุญแจเอง โครงการนี้อาจไม่ใช่แค่โครงการถนน–ท่าเรือ แต่เป็นเครื่องมือยกระดับอำนาจต่อรองของไทยในภูมิภาค

ระนองเป็นประตูของจีนได้ แต่ต้องเป็นประตูที่ไทยถือกุญแจ ไม่ใช่ประตูที่ไทยยืนเฝ้าให้คนอื่นใช้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอ็ดดี้' วิเคราะห์ 'ศุภจี' เปลี่ยน ก.พาณิชย์ จาก 'ตามแก้ปัญหาราคา' ให้เป็น 'อ่านสัญญาณตลาดก่อนเกิดวิกฤต'

นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คุณศุภจีกำลังเปลี่ยนกระทรวงพาณิชย์จากหน่วยงานที่ “ตามแก้ปัญหาราคา” ให้เป็นหน่วยงานที่ “อ่านสัญญาณ

'เอ็ดดี้' มองระบอบสีน้ำเงิน กลายเป็นเส้นแบ่งใหม่ ใครตรวจสอบอำนาจ ใครกำลังแบกอำนาจ

นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนจะถูกดึงไปร่วมดราม่าว่า ผมขออนุญาตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งเท่านั้น

'อนุทิน' โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง ดันแลนด์บริดจ์

เวลา 08.30 น. ณ โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าก

'เอ็ดดี้' ขยายความโพสต์ 'พี่ดี้' สอนมวย 'เจียม' อารยธรรมของมนุษย์ ทำให้เราต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความว่า พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค โพสต์ว่า ได้ตามเสด็จไปชมมหรสพ และตอนจบคนในศาลาเฉลิมกรุงร่วมกันร้องเ

'เอ็ดดี้' ฟาดรัฐบาล แค่บัตรคนจนรอบใหม่ยังทำให้ประชาชนยุ่งยาก กลับข้ามช็อตทุ่มงบ AI

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง "จากบัตรสวัสดิการถึง AI Passport: ความย้อนแย้งของรัฐบาลดิจิทัลไทย" มีเนื้อหาดังนี้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่: ความจนที่ต้องพิสูจน์ซ้ำ