'เอนก' แนะยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้

12 พ.ค.2569- ศาสตราจารย์ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์บทความ เรื่อง ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน: รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้ มีรายละเอียดดังนี้

โลกนี้ไม่ได้ใจดีพอให้เราเจริญทางจิต​ พอเท่านั้น เรามีอธิปไตยและพรมแดนที่ต้องปกป้อง มีประชากรที่เปิดหน้าจอหนัง​ จอข่าว​ จอสื่อนานาชนิดเพื่อดูคนชาติอื่นที่รวยกว่า ทันสมัยกว่า มีสุขอนามัยที่ดีกว่า อยู่อาศัยดีกว่า​เรา

นี่คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น:

· เราต้องป้องปรามผู้รุกราน

· เราอดเปรียบเทียบกับชาติอื่นไม่ได้

· เราทิ้งวัตถุไม่ได้ และก็ไม่ควรทิ้ง

ความผิดพลาดมหันต์คือการคิดว่าเรามีแค่สองทาง: “สู้สุดตัว” หนึ่ง หรือ “ปลงตก” อีกหนึ่ง

เราต้องการทางที่สามต่างหาก

ความคิดที่หนึ่งที่ต้องปรับ “วัตถุที่พอเพียง มีไว้ เพื่อจิตที่เข้มแข็ง”

เราไม่ได้เกลียดวัตถุ​หากเราขยาดปรัชญา “วัตถุนิยม” ที่หลอกเราว่า “ยิ่งมี ยิ่งสุข” หรือ​”มีมาก​ จะทำให้สุขมาก”

ความจริงเราต้องการวัตถุเพื่อศักดิ์ศรี เพื่อสุขภาพ เพื่อการศึกษา เพื่อป้องกันประเทศ

พุทธ: “มีสติในการบริโภค” ไม่ใช่ห้ามมี แต่รู้ว่ามีเพื่ออะไร

เต๋า: “บ้านเมืองควรมีอาวุธ แต่ไม่ใช่อวดอาวุธ”

ขงจื๊อ: “บ้านเมืองมั่งคั่งได้ แต่ต้องมั่งคั่งอย่างมีธรรม”

ทางใหม่คือ: เราต้องการ “ความจำเริญทางวัตถุที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยตัณหา”

ความคิดที่สองที่ต้องปรับ: “เรารบได้ แต่เราไม่ใช่ชาติที่ชอบรบ”

การมีกำลังป้องกันไม่ใช่การเป็นนักเลง มันคือการเป็น “เม่นที่สิงโตไม่กล้าแตะ”

เราไม่ต้องมีกองทัพใหญ่ที่สุดในโลก แต่ต้องเป็น “ชาติที่รุกรานแล้วไม่คุ้ม”

“เตรียมพร้อมรบเพื่อที่จะไม่ต้องรบ” — คติเต๋า

“ผู้ชนะศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ชนะโดยไม่ต้องใช้กำลัง” — ซุนวู

“ถ้าประชาชนสามัคคี มีผู้นำปรีชา แม้ไม่มีกำแพงสูง ศัตรูก็ไม่กล้ากราย” — สุภาษิตการสงครามของจีนโบราณ

ความคิดที่สามที่ต้องปรับ: “เราเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ แต่ต้องรู้ว่าเปรียบเทียบเพื่อยกระดับตัวเอง อย่างเหมาะสมกับตนเอง”

คนไทยเห็นแฟชั่นเกาหลี เห็นศิลปะญี่ปุ่น เห็นสุขอนามัยสวิตเซอร์แลนด์

แล้วก็อดใจเปรียบเทียบไม่ได้ — ไม่ผิด

ผิดแต่เปรียบแล้วได้แต่ทุกข์ อิจฉา​ ริษยาก็มี​ โกรธรัฐกับสังคมไทยที่สนองแบบนั้นไม่ได้ก็มี​ โดยไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

ทางใหม่ของเราคือ: “เรียนเขามา แล้วทำให้ดีในแบบเรา”

· ไม่ต้องเป็นมิลาน แต่เป็น “ศูนย์กลางความงามที่มากด้วยจิตวิญญาณ”

· ไม่ต้องมีโรงพยาบาลหรูที่สุด แต่เป็น “ผู้นำการแพทย์ที่รักษาทั้งกายใจ”

· ไม่ต้องมีศิลปะแพงที่สุด แต่เป็น “บ้านของศิลปะที่ทำให้คนตื่นรู้”

ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย: สามประสานที่มั่นคง

ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง: ป้องกันศักดิ์ศรีของชาติ (อำนาจทางวัตถุที่จำเป็น)

· กองทัพอัจฉริยะ ป้องปรามได้ ไม่รุกรานใคร

· เป็นพันธมิตรที่ยืดหยุ่น แต่ไม่มีใครใช้เราเป็นเบี้ย

· มั่นคงทางอาหาร พลังงาน น้ำ — ต่อให้โลกปิดล้อม เราก็อยู่ได้

ยุทธศาสตร์ที่สอง: ยกระดับชีวิตประชาชน (คุณภาพทางวัตถุที่สมดุล)

· สาธารณสุขที่ผสานการแพทย์ล้ำสมัยกับภูมิปัญญาจิต

· การศึกษาที่ผลิต “มนุษย์สมบูรณ์” — เก่งเทคโนโลยี มีสติรู้ตื่น

· ศิลปะ-แฟชั่นไทยในเวทีโลก เป็น “ทูตทางวัฒนธรรม” ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก

· เศรษฐกิจสร้างสรรค์-สีเขียว-การดูแล — “รวยมีราก ไม่ใช่รวยฟองสบู่”

ยุทธศาสตร์ที่สาม: รักษาดุลยภาพทางจิต (ศักดิ์ศรีทางจิตวิญญาณ)

· ศูนย์กลางการฝึกจิตโลก — “สติ” สำหรับยุค AI

· สุขภาพจิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานชาติ

· ปฏิเสธการพัฒนาใดที่ทำลายจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเชย

วิถีใหม่ของผู้นำไทย: “นักรบ-นักปราชญ์”

นี่คือแก่นของบทวิเคราะห์นี้ ผู้นำไทยในโลกใหม่ต้องไม่ใช่แค่นักรบที่เก่งการศึก และไม่ใช่แค่นักบวชที่สวดมนต์นั่งสมาธิอยู่บนหอคอย

ผู้นำที่แท้จริงต้องเป็น “นักรบ-นักปราชญ์”

นักรบ: เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแต่เทพธิดา เรามีพรมแดน มีภัยคุกคาม มีมหาอำนาจที่ทดสอบเราเสมอ ผู้นำต้องเด็ดขาด รู้ว่าอะไรยอมได้ อะไรยอมไม่ได้ และเมื่อถึงเวลายกทัพ ก็ต้องไปนำ

นักปราชญ์: เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราชนะโดยไม่ต้องรบ ปราชญ์รู้ว่าเมื่อไหร่ควรรุก เมื่อไหร่ควรรับ เมื่อไหร่ควรนิ่ง รู้ว่าเสือกับมังกรตีกัน เราอยู่ตรงไหน รู้ว่าการพัฒนาแบบไหนคือหายนะที่ห่อด้วยกระดาษทอง

“นักรบ-นักปราชญ์คือผู้ที่รู้เมื่อควรใช้คมดาบ และรู้เมื่อคมปัญญาจะคมกว่าคมดาบ”

“ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นมีพลังเหนือกองทัพ”

“ผู้นำที่ปรีชา ไม่ใช่ผู้ที่ชนะศึกทุกรบ แต่คือผู้ที่รู้ว่าศึกไหนไม่ควรเกิด”

ผู้นำแบบนักรบ-นักปราชญ์กล้าพูดว่า:

· “เราจะเตรียมรบให้พร้อม แต่เราจะไม่ให้ใครมาทำให้เราเป็นผู้เริ่มสงคราม”

· “เราจะรวยแบบคนมีปัญญา ไม่ใช่รวยแบบคนบ้าคนโลภ”

· “เราจะเจริญ แต่ความเจริญของเราวัดด้วยความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง ไม่ใช่แค่ตึกสูง”

บทสรุป: เราไม่วิ่งแข่ง ใคร​ แต่เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเรา

เราไม่ต้องเลือกเป็น “ชาตินักรบ” หรือ “ชาติปลงตก”

เราเป็น “ชาติแห่งนักรบ-นักปราชญ์”

ที่รบได้ แต่รักสันติ

ที่รวยได้ แต่รู้พอ

ที่ทันสมัยได้ แต่ไม่ขายจิตวิญญาณ

“สามประสานที่มั่นคง: ป้องกันได้ — มั่งคั่งเป็น — รู้ตื่นอยู่”

“ดาบที่คมที่สุด คือดาบที่ไม่ต้องชัก”

“ปราชญ์ชนะสงครามก่อนที่มันจะเริ่ม”

เราไม่วิ่งตามใคร

เรายืนด้วยลำแข้งแห่งวัตถุธรรม ขับเคลื่อนมันด้วยจิตปราชญ์

และ​ เราจะเดินไม่ใช่เพราะเราอยากกวดไล่หรืออยากวิ่งหนีไม่ให้ใครตามมาใกล้ๆ​ เราขอรู้ให้ชัด​ ทำให้ใช่ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน​ ถูกทางแล้ว​ ต่างหาก

ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ที่เราต้องเปลี่ยน​ แล้วเมื่อไหร่?

ถ้าไม่ใช่เรา แล้ว​ จะเป็นใ​คร?

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอนก' ยกคติธรรม 'พุทธทาสภิกขุ' สอนนักการเมือง ควรทำตัวอย่างไร

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีต รัฐมนตรีว่ากระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

'เอนก' ยันยังไม่มีอะไรที่น่าวิตก ไม่พบซีเซียม137 เกินค่ามาตรฐาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์หลังประชุมได้ประชุมร่วมกับเล