"ศิริโชค" แจง กมธ.ต่างประเทศ ยันพบ "วิคเตอร์" ไม่ส่งผลต่อคดี แค่เค้นความจริง "ทักษิณ" เอี่ยวค้าอาวุธหรือไม่ "จตุพร" โดดป้องนายโต้อคติ ท้าเพิ่มข้อหา "บูท" อีกคดี ก่อนทั้งคู่เปิดศึกน้ำลายลั่นห้องประชุม
ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 8 กันยายน มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ประธานคณะ กมธ.เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณาถึงกรณีการส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท อดีตเคจีบีชาวรัสเซีย ผู้ต้องหาค้าอาวุธ ไปดำเนินคดีฐานะผู้ร้ายข้ามแดนและการค้าอาวุธ ทั้งนี้ กมธ.ได้เชิญนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เข้าชี้แจงกรณีเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอญัตติ
นายศิริโชคชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส.ที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากที่ผู้นำฝ่ายค้านประเทศศรีลังกาเปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเกี่ยวโยงการค้าอาวุธ รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องกับนายวิคเตอร์ บูท หรือเครื่องบินขนอาวุธร้ายแรงที่ลงจอดที่สนามบินดอนเมืองและถูกจับกุมหรือไม่ แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีความที่นายวิคเตอร์ บูท ตกเป็นผู้ต้องหา รวมทั้งที่ผ่านมาไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ จนกระทั่ง ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ คอลัมนิสต์เขียนลงหนังสือพิมพ์ และนายจตุพรยกมาอภิปรายและมีการโยงไปพาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรม
"จากการตรวจสอบเส้นทางการบินพบว่ามีการขนอาวุธจริง ซึ่งมีการอำพรางอาวุธโดยระบุว่าเป็นการขนแท่นขุดเจาะน้ำมัน รวมทั้งมีการอำพรางเส้นทางการบินด้วย เพราะจากเส้นทางการขนสินค้าระบุว่าจะผ่านประเทศไทยไปยังประเทศศรีลังกานั้น มีการระบุว่าจะไปที่มอนเตเนโกรด้วย ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตว่ามีความสัมพันธ์กับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณพักในประเทศนั้นๆ หรือไม่ รวมทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีการชุมนุม มีการขนอาวุธสงคราม มีการบินไปประเทศมอนเตเนโกร จึงต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ทราบว่าเหตุใดกรรมาธิการจึงมาจับผิดผมที่ไปทำหน้าที่ แทนที่จะไปจับผิดนายวิคเตอร์ บูท ที่เกี่ยวโยงกับการขนอาวุธ" นายศิริโชคระบุ
ด้านนายจตุพรกล่าวว่า การที่นายศิริโชคเข้าไปพบนายวิคเตอร์ บูทนั้น ความจริงแล้วมีทัศนคติให้ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณว่าเชื่อมโยงการก่อการร้ายอยู่แล้ว ซึ่งจากการยกเหตุผลมาอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความเกี่ยวข้องกับวิคเตอร์ บูท ถือเป็นเหตุผลที่ปัญญาอ่อนที่สุด ดังนั้นอยากถามกลับว่า หากนายศิริโชคพบความเชื่อมโยงการขนอาวุธที่ถูกจับได้เมื่อเดือน ธ.ค.52 กับนายวิคเตอร์ บูท แล้วทำไมถึงไม่ยอมเพิ่มข้อกล่าวหาให้กับนายวิคเตอร์ บูท อีกทั้งเหตุใดผู้ขนอาวุธที่เป็นชาวเบรารุสและชาวซาคัสสถาน จำนวน 5 คน ซึ่งจับกุมได้พร้อมทั้งหลักฐานเป็นอาวุธชัดเจนถึงถูกปล่อยตัวไป
"วันนี้คุณศิริโชคกำลังได้ใจ หลังเดินทางไปเทมาเส็ก และเป็น ส.ส.ที่ได้ยืนหลังนายกฯ ที่ทำให้ใครก็เกรงใจ รวมทั้งที่บอกว่ามีการนำอาวุธสงครามไปใช้การชุมนุม ผมไม่ทราบว่าคุณศิริโชคเห็นอาวุธหรือไม่ เพราะอาวุธดังกล่าวเป็นอาวุธสงครามยาวเป็นเมตร เป็นขีปนาวุธ จะไปใช้ในการชุมนุมได้อย่างไร คุณศิริโชคใช้อะไรคิด" นายจตุพรกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการประชุมร้อนแรงขึ้น หลังจากนั้นนายจตุพรได้นำเอกสารรายงานการจับกุมอาวุธเมื่อเดือน ธ.ค.52 พร้อมรูปถ่ายอาวุธมาประกอบการซักถาม โดยระบุถึงอาวุธบางชนิดไม่ครบถ้วน ทำให้นายศิริโชคแย้งว่า นายจตุพรพูดโกหกรายวัน บิดเบือนข้อมูล พูดเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเองเท่านั้น ไม่ยอมพูดถึงจรวดอาร์พีจีที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจพบว่ามีการใช้ระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง ส่งผลให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงถึงขั้นใช้คำพูดที่หยาบคายต่อกัน อาทิ "สมองหมาปัญหาควาย" "มีแค่สมองไว้กั้นหูเท่านั้น" รวมทั้งมีการใช้คำว่า "สันดาน" นอกจากนี้มีการพูดจาขุดคุ้ยประวัติของแต่ละฝ่ายขึ้นมาพูด
ทำให้นายเจริญ คันธวงศ์ ที่ปรึกษา กมธ.ต่างประเทศ กล่าวเตือนสติว่า อย่าใช้เวที กมธ.เป็นเวทีโต้เถียงโดยใช้อารมณ์ ขอวิงวอนให้อยู่ในประเด็นและเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย จากนั้นประธาน กมธ.ได้สั่งพักการประชุม 5 นาทีเพื่อให้แต่ละฝ่ายสงบสติอารมณ์ รวมทั้งตัดบทให้แต่ละฝ่ายสรุปการชี้แจงคนละ 5 นาที
โดยนายจตุพรกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กรรมาธิการหรือหน่วยงานใดก็ตามที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินพิจารณาการทำหน้าที่ของนายศิริโชค รวมทั้งเห็นว่าสิ่งที่นายศิริโชคเปิดเผยในที่ประชุมนั้น ชัดเจนแล้วว่ามีความเชื่อมโยงการค้าอาวุธกับนายวิคเตอร์ บูท ดังนั้นนายศิริโชคจะต้องไปให้ปากคำที่เป็นข้อมูลเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่เพื่อทำคดีเพิ่มเติม แต่หากไม่ดำเนินการใดจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ส่วนนายศิริโชคกล่าวว่า เข้าใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่รักของบางคน แต่การทำหน้าที่ กมธ.ต่างประเทศจะต้องแยกแยะให้ออกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องประเทศชาติหรือเป็นความรักในตัวบุคคลเท่านั้น แต่สิ่งที่ตนพยายามชี้แจงวันนี้คือนายวิคเตอร์ บูท ไม่ได้บอกความจริงกับ กมธ.ทั้งหมด เพราะต้องเลือกพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และตนยืนยันว่าการไปขอข้อมูลเรื่องเครื่องบินที่ถูกจับไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงคดีของนายวิคเตอร์ บูท อย่างที่ถูกกล่าวหา
อย่างไรก็ตาม คณะ กมธ.ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงแนวทางในการดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ได้นัดให้มีการประชุมต่อในวันที่ 9 ก.ย.นี้เพื่อหาข้อยุติต่อไป.








