องค์ประกอบทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลภายใต้แกนนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ยังมีเสถียรภาพ ไม่ใช่การตอบโจทย์ “พูดแล้วทำ” แต่ยังมีเรื่อง “ความชอบธรรม” ในการบริหารอำนาจรัฐเป็นตัวกำหนดด้วย
ต่อให้ข้อกฎหมาย กฎระเบียบ มีช่องโหว่ มีการพลิกแพลงให้ซ่อนรูปจนไม่ปรากฏร่องรอย แต่นั่นต้องอยู่บนพื้นฐานของ ความพอดี ไม่ค้านสายตาคนในสังคมจนเกินไป
ช่วงที่ผ่านมา “พรรคภูมิใจไทย” ผ่านช่วงเวลาทองทางการเมืองหลังการเลือกตั้งไปแล้ว ภาพลักษณ์และผลงานเรียกได้ว่าอยู่ในระดับ คาบเส้น ฉุดคะแนนภาพรวมร่วงจากตอนที่เข้ามาบริหารใหม่ๆ
คดีความในเรื่องของ “เขากระโดง” และ “ฮั้ว สว.” ยังกลายเป็นหนามยอก “อก” ยิ่งเมื่อถูกจี้ปมเรื่อง ระบอบสีน้ำเงิน เทียบกับโมเดล ระบอบทักษิณ ที่กินรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยกลายเป็นฝ่ายที่ต้องรับ
การแก้ไขปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน การแก้ไขปัญหาทุนเทา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการตัดสินใจที่ ไปไม่สุด จนถูกมองว่ามีการเกรงใจ หรือไปเจอ ตอ จนไปต่อไม่ได้
เงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่ถูกตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องตั้งวงเงินที่ครอบคลุมนโยบายอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น ในสถานการณ์ที่ประเทศยังไม่รู้ว่าภายภาคหน้าต้องเจอกับอะไร เพราะเหตุการณ์ในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่แน่นอน และมีแนวโน้มว่าจะไม่จบลงง่ายๆ
ยังไม่นับ “3 รัฐมนตรี” มืออาชีพ ที่เมื่อเจอกับโจทย์ยาก มีความซับซ้อน และอาจเกี่ยวโยงกับ “องคาพยพ” ทางการเมือง ก็ออกอาการ ไปไม่เป็น เหมือนกัน จนต้องแก้ไขสถานการณ์ด้วยการชี้แจง ประชาสัมพันธ์ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับมาแบบรายวัน
และบางเรื่องก็เจอกับปรากฏการณ์ “โป๊ะแตก” โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท เพื่อซื้อบริการ AI ระดับโปรให้ประชาชนใช้งานฟรี 5 ล้านคน แต่สังคมตั้งคำถามว่าควรนำงบไปพัฒนารุ่นที่มีอยู่ หรืออัปสกิลเหมือนแนวทางที่ต่างประเทศใช้หรือไม่ ไม่นับรวมเรื่อง “ส่วนต่าง” ที่เกิดขึ้นจากการตั้งงบขึ้นมา
มีการผูกโยงไปถึง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี กับ “เครือข่ายบุรีรัมย์” ภาคการเมืองที่คุมสภาพและกำหนดทิศทาง พรรคภูมิใจไทย ตัวจริง จนมีกระแสข่าวว่าอาจจำเป็นต้อง ใส่เกียร์ถอย ไปก่อน
ปมปัญหาและคำวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้พุ่งตรงไปที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพียงอย่างเดียว แต่ผูกโยงไปถึงพรรคการเมืองซึ่งเป็นฐานที่มั่นในการขับเคลื่อนอำนาจแบบ “คู่ขนาน”
ในสถานการณ์ที่เรียกว่าได้ “ความนิยม" หัวทิ่ม หลังจากได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเพราะกระแส “ชาตินิยม” จากเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แต่วันนี้เริ่มโรยราเพราะการทำงานยัง “ไม่เข้าตา” ประชาชน
หันมาดูสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เข้าสู่โหมดของฝ่ายเราต้อง “ดึงจังหวะ” ไม่ต้องไปตามเกมของกัมพูชาที่ต้องการเร่งเกม เพราะรัฐบาลของ “ฮุน มาเนต” ถูกรุมเร้าด้วยสภาพเศรษฐกิจ การเมืองภายใน และความน่าเชื่อถือในสายตานานาชาติ กรณีของ “SCAMBODIA”
อีกทั้งปัญหาดังกล่าวต้องใช้ความละเอียดและรอบคอบในการต่อสู้ทั้งบนโต๊ะเจรจา การใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น กฎหมาย ทีมงาน การเดินเกมแสวงหาแนวร่วมและพันธมิตร โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นแกนหลัก
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ กลายเป็นรัฐมนตรีที่รับบทหนัก เพราะแนวทางที่รัฐบาลเลือกคือการยกเลิก MOU 44 และมาใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS) หลังจากที่ “กัมพูชา” ได้ลงนามเข้าร่วมรัฐภาคีเมื่อไม่นานมานี้
และหลังจากที่นายกฯ อนุทิน ในช่วงรัฐบาล “หนู 1” ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศศึกษาและหาแนวทางรองรับการยกเลิก MOU 44 ไว้ล่วงหน้า
“กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย” กระทรวงการต่างประเทศ เคยศึกษาแนวทางดังกล่าวมาก่อนที่รัฐบาลจะสั่งการให้หาแผนรองรับ และเห็นว่าการใช้แนวทางนี้มีช่องทางที่เป็น “บวก” ในการต่อสู้อยู่เหมือนกัน เมื่อทั้งสองชาติใช้กติกาสากลในการกำหนด “การลากเส้น” ทำให้ข้อถกเถียงก็จะมีกรอบปฏิบัติชัดเจน ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ และสอดคล้องกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่เพิ่งผ่านการสู้รบกันมา และจำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์
แต่การเลือกแนวทางดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันว่าไม่ได้ดีไปกว่าการใช้ MOU 44 ในการแก้ไขปัญหา และยังเป็นการดึงฝ่ายที่สามเข้ามาร่วมวง
และไม่เกินความคาดหมายที่ “กัมพูชา” จะกระโดดเข้าสู่ “กระบวนการประนอมภาคบังคับ" โดยไม่ผ่าน “กระบวนการประนอมภาคสมัครใจ” ตามลำดับขั้นก่อน โดย “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศว่ากัมพูชาได้ยื่นเรื่องให้เลขาธิการสหประชาชาติเพื่อเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวแล้ว และได้ยื่นชื่อ 2 กรรมาธิการฝ่ายกัมพูชาอย่างรวดเร็ว
ขณะที่บางฝ่ายกังวลว่า “ไทย” จะเสียเปรียบ เพราะถูกลากเข้าไปเล่นเกมนี้ โดยที่ “กัมพูชา" เป็นผู้กำหนด โดยมองว่า MOU 44 มีข้อดีตรงกำหนดไว้ว่าต้องคุยเรื่องเขตแดนทางทะเลให้ได้ข้อยุติก่อนพื้นที่พัฒนาร่วม
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ “กัมพูชา” ที่มองไปที่เป้าหมายหลักคือ “พลังงานใต้ทะเล” จึงเห็นช่องที่จะงัดเรื่องนี้มาคุยก่อน
โดยใช้บทบัญญัติใน UNCLOS ที่เปิดช่องไว้ว่า ระหว่างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลง 2 ฝ่ายต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะจัดทำข้อตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะแนวปฏิบัติได้ เช่น การทำพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA เหมือนกรณีไทยกับมาเลเซีย และจุดไหนถ้าจะเจรจาแล้วอาจใช้เวลานาน ต้องทำข้อตกลงชั่วคราวมาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน
“หรือในระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงเด็ดขาด ห้ามมิให้รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินมาตรการฝ่ายเดียว ในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในอนาคตได้ หมายความว่า รัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินการฝ่ายเดียวในการเอาทรัพยากรใต้ทะเลมาใช้ประโยชน์”
แต่ “รมต.สีหศักดิ์” ออกมายืนยันว่า กัมพูชาไม่ได้ลากไทยเข้าไปในเกมนี้ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องการที่จะใช้กรอบนี้อยู่แล้ว แต่ในเบื้องต้นคือต้องแย้งเหตุผลที่กัมพูชาจะไปคุยใน “กระบวนการประนอมภาคบังคับ” และ “เขตพัฒนาร่วมทางทะเล” และขอสงวนสิทธิ์ที่จะคุยเฉพาะเรื่องเขตแดนทางทะเลก่อน ซึ่งต้องดูในภาคปฏิบัติว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกัน ในจุดยืนของรัฐบาลก็แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไทยจะไม่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตตามการหารือระหว่างผู้นำสองชาติเคยเห็นพ้องต้องกันไว้ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างเวทีการประชุมผู้นำอาเซียนก่อนหน้านี้ ที่สำคัญคือจะไม่มีการประชุมคณะกรรมการทวิภาคีทั้ง GBC และ JBC
กระนั้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นความพยายามเรื่องแบ่งขุมทรัพย์พลังงานใต้ทะเลของ “กัมพูชา” ที่หวังเปิด “ดีลใหม่” กับ “สีน้ำเงิน” หลังจากที่ “ดีลเก่า” ซึ่งเคยทำกับค่าย “สีแดง” ในยุครัฐบาลทักษิณ โดยมี MOU 44 เป็นกรอบนั้น ได้ถูก “ปิดประตูตาย” ไปแล้ว
แต่ภาพรวมของ “บรรยากาศ” หลังจากการเข้าสู่กลไก UNCLOS จึงไม่ได้ราบรื่นเท่าใดนัก ส่อเค้าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ยิ่งร้าวลึกไปกว่าเดิม ประกอบกับปัจจัยทางการเมืองของ “กัมพูชา” กำลังบีบ “ตระกูลฮุน” สู่ทางตัน
ยิ่งล่าสุด “ฮุน เซน” ที่หายไปนาน ออกมาฟาดงวงฟาดงา ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มการเมืองที่หวังล้มอำนาจตระกูล และยืนยันเสียงแข็งว่า “เศรษฐกิจไม่มีปัญหา” อาจเป็นสัญญาณที่ไทยต้องเฝ้าระวัง
แม้ขณะนี้ “กัมพูชา” มีโอกาสที่จะบอบช้ำกว่าเดิมถ้าเปิดรอบ 3 กับไทย แต่แค่สร้างกระแสให้รัฐบาลชาตินิยม ผลแพ้-ชนะหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็คงคุ้มค่ากับความคาดหวังที่จะรักษาอำนาจของ “ระบอบฮุน” เอาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มความขัดแย้งระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” จะไม่ได้รับการคลี่คลายด้วยกระบวนการที่ต้องต่อสู้ด้วยชั้นเชิงทางกฎหมายและพันธมิตรนานาชาติ หากแต่เป็นการได้ข้อยุติในระดับผู้นำที่ต้องหาทางออกร่วมกัน
ซึ่งอย่าลืมว่า ในเครือข่าย “สีน้ำเงิน” ก็ถูกลากโยงในเรื่องความสัมพันธ์ลับกับ “กัมพูชา” อยู่เหมือนกัน
สังคมจึงต้องจับตามองและ เฝ้าระวังไม่ให้การเมืองแอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างหลังซ้ำรอยเดิมอีก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เคลียร์ทุกข้อสงสัย! 'สีหศักดิ์' แจงยิบ ไทยเข้ากระบวนการ 'ประนอมภาคบังคับ' เจรจาเขตแดนทางทะเล
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แถลงข่าวท่าทีของไทยต่อกรณีกัมพูชายื่นเรื่องให้เลขาธิการสหประชาชาติเข้าสู่กระบวนการปองประนีประนอมภาคบังคับว่า เมื่อไม่มีช่องทางที่จะเดินไปสู่การเจรจาทวิภาคีแล้วก็มีความจำเป็นไปสู่กระบวนการ“ประนีประนอมภาคบังคับ”
'อนุทิน' บอกอย่ากังวลรัฐบาลจะอยู่ใต้อิทธิพลของใคร พวกเราฟังประชาชนเท่านั้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ได้พบปะพูดกันแล้วหรือไม่ ว่า ยังไม่ได้มีการเจอและพูดกัน และอย่างที่ตนบอกคือแสดงความยินดี รู้สึกโอเค
'สีหศักดิ์' รายงานนายกฯ แผนรับมือเขมร ลากไทยเข้า UNCLOS
นายกฯ เข้าทำเนียบฯ 'สีหศักดิ์' รายงานแนวทางรับมือหลัง 'กัมพูชา' เดินหน้ากระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS
เกม“ชายแดน-ประนอมภาคบังคับ” ไทยต้องไปให้สุดอย่ากลัว“สะดุดตอ”
สถานการณ์ชายแดนยังมีความวุ่นวายเป็นจุดๆ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีถนนฝั่งกัมพูชาตัดเข้ามาถึงชายแดน เอื้อต่อการส่งกำลังเพิ่มเติมเข้ามาเผชิญหน้ากับแนววางกำลังของทหารไทยในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี
“ทักษิณ”อิสรชนลุยหลังม่าน “ตัวแปร”เขย่า”กระดานการเมือง”
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569” ส่งผลให้ผู้ต้องราชทัณฑ์นับหมื่นรายทั่วประเทศได้รับอานิสงค์ หากแต่ในทางเมืองมันคือการปลดพันธนาการขั้นสุดท้ายของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือ ทักษิณ ชินวัตร
ปลื้ม60:40ผุดพลัสใหม่ ไม่รื้อเกณฑ์บัตรคนจน
ขุนคลังย้ำเสียงเข้ม เกณฑ์คัดกรองผู้ได้สิทธิ์ "บัตรคนจน" ต้องเป็นกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุด

