Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

จับตาจุดเปลี่ยนธุรกิจโทรคมนาคมหลังคดียึดทรัพย์


จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำตัดสินยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.6 หมื่นล้าน เนื่องจากมีความร่ำรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และมีการกระทำที่เป็นผลประโยชน์ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม

โดยศาลชี้ให้เห็นว่า อดีตนายกได้แก้ไขสัญญาที่เอื้อให้กับธุรกิจส่วนตัว และทำให้รัฐเสียเปรียบหลายกรณี ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในฐานะรับผิดชอบโดยตรงต้องเร่งดำเนินการประเมินความเสียหาย และตามหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ในครั้งนั้น

ทั้งนี้ สิ่งที่ส่อให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณทำเพื่อหาประโยชน์ให้กับตัวเอง แบ่งออกเป็น 5 กรณีด้วยกัน ประกอบด้วย

1.กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต โดยผู้ประกอบการมือถือสามารถนำค่าสัมปทานมาหักกับภาษีสรรพสามิตได้ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐสูญเสียกว่า 6 หมื่นล้านบาท

2.กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโดยปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพด (เติมเงิน) ให้กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ลงเหลืออัตราคงที่ 20% ตลอดอายุสัญญาสัมปทานนับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.44 จากเดิมที่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้แบบก้าวหน้าในอัตรา 25% ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.43 - 30 ก.ย.48 และในอัตรา 30% ตั้งแต่ 1 ต.ค.48 - 30 ก.ย.48 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ส่งผลให้เอไอเอสได้ประโยชน์ทางธุรกิจ โดย กสทฯ และประชาชนไม่ได้ประโยชน์โดยตรง ส่งผลเสียหายในอนาคต 5,000 ล้านบาท

3.กรณีการแก้ไขสัญญาการใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) ของ บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือดีพีซี บริษัทในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอไอเอส อันทำให้ กสทฯ ได้รับความเสียหาย

4.กรณีละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบ 3 กรณี การอนุมัติโครงการดาวเทียม และดาวเทียมสำรอง 2 ชุด รวม 4 ดวง แล้วปรับโครงการมาเป็นโครงการดาวเทียม IP STAR การอนุมัติแก้ไข สัญญาสัมปทาน ดาวเทียมในประเทศ ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ต.ค.47 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ในบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้าง และส่งดาวเทียมไทยคม 1, 2 และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 ที่ได้ส่งเร็วขึ้น และได้ค่าสินไหมทดแทน 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วมีการขอแก้สัญญาต่างๆ อันเป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัท ชินแซทฯ เพราะดาวเทียมไอพีสตาร์ ไม่สามารถใช้แทนดาวเทียมไทยคม 3 ได้ตามสัญญา และทำให้ไม่มีดาวเทียมไทยคม 4 จนทุกวันนี้ รัฐจึงเสียหายจากโครงการนี้ 4 พันล้านบาท ผู้ถูกกล่าวหาได้ประโยชน์ไป 16,000 ล้านบาท

5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่า กู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทฯ โดยเฉพาะ ซึ่งครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ให้วงเงิน 3,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลสหภาพพม่า แล้วต่อมาได้สั่งการเห็นชอบเพิ่มวงเงินกู้อีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของสหภาพพม่า โดยให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งให้ขยายระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ การจ่ายเงินต้น จาก 2 ปี เป็น 5 ปี เพื่อประโยชน์ของบริษัท ชินแซทฯ

ต้องขอย้อนกลับไปในประเด็นการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต การแก้ไขสัมปทานมือถือ โดยไม่ผ่าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมการงานหรือดำเนินกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการตรวจสอบและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในสมัยที่มีนายสิทธิชัย โภไคยอุดม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที

ต่อมาเนื่องจากเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐได้สูญเสียประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวกว่าหลายหมื่นล้านบาท จึงได้เสนอให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตให้เหลือ 0% ก็นับว่าเรื่องดังกล่าวได้ใช้ระยะเวลากว่า 3 ปี จนกระทั่งศาลฎีกาได้มีคำตัดสินในเรื่องนี้ออกมา

อย่างไรก็ดี จากคำพิพากษายึดทรัพย์ ดูแล้วหน่วยงานที่สูญเสียผลประโยชน์มากที่สุดคงหนีไม่พ้นกระทรวงไอซีที คู่สัญญา บริษัท ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท ไทยคม จำกัด และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นคู่สัญญากับเอไอเอส รวมถึงบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) คู่สัญญา บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือดีพีซี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอไอเอส

"ภายหลังการตัดสินของศาล ชาวทีโอทีพอใจและดีใจมาก หลังจากที่เราต้องตกอยู่ในภาวะที่ถูกการเมืองกลั่นแกล้งมาโดยตลอด เราได้รับความเสียหายอย่างมาก บางเรื่องที่เราเคยฟ้องร้องและยังไม่มีความคืบหน้า การตัดสินครั้งนี้จึงถือเป็นฎีกาหนึ่งที่สำคัญของทีโอที ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงไอซีทีจะเร่งดำเนินการ และสั่งการมายังบอร์ดทีโอทีให้เร่งดำเนินการเช่นกัน" นายโสภณ ยาเอก กรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ทีโอที ได้กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาได้พิพากษาเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวต่ออีกว่าหลังจากที่ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินออกมา วันที่ 28 ก.พ. สหภาพฯ ยังได้ยื่นหนังสือถึงไอซีทีเพื่อขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบตามคำที่ศาลฎีกาได้พิพากษาออกมา

หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงไอซีทีซึ่งมีหัวเรือเป็น รต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรี ก็ได้สั่งประชุมและจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อตรวจสอบข้อมูล หลักฐาน เอกสาร ประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงไอซีทีทั้งหมด

สำหรับคณะกรรมการชุดดังกล่าว มี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นประธาน โดยประเด็นหลักที่จะต้องพิจารณา คือ เรื่องภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม ที่ ครม.อนุมัติให้หักจากส่วนแบ่งรายได้ที่นำส่งทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ส่งผลให้ทั้งสองหน่วยงานได้รับความเสียหาย โดยได้วางกรอบระยะเวลาการตรวจสอบ 30 วันนับจากที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ด้านทีโอทีเองก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีก 1 ชุด โดยมีนายมนต์ชัย หนูสูง เป็นประธานเพื่อประเมินความเสียหายและรวบรวมข้อมูลส่งให้คณะกรรมการฯ ที่ไอซีทีตั้งขึ้นมา โดยผ่านจากนั้นไม่กี่วัน ก็สามารถประเมินความเสียหายของทีโอที

นายมนต์ชัย เปิดเผยว่า มูลค่าความเสียหายของทีโอทีเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยความเสียหายดังกล่าวแบ่งเป็น การที่เอกชนหักส่วนแบ่งรายได้ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม 3.4 หมื่นล้านบาท และการแก้ไขสัญญาปรับลดส่วนแบ่งโทรศัพท์ระบบเติมเงิน (พรีเพด) จาก 25% เหลือ 20% ให้กับเอไอเอสอีกเกือบ 7 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ครม.จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า ควรจะให้เอไอเอสกลับมาจ่ายส่วนแบ่ง 25% เท่าเดิมหรือไม่ เพราะการแก้สัญญาแนบท้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จากการที่ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน

นอกจากนี้ ความเสียหายที่ทีโอทีได้รับแล้วยังไม่รวมกับความเสียหายของ บมจ. กสท โทรคมนาคม โดยนายกฤษดา กวีญาณ ประธานคณะกรรมการบริหาร และกรรมการ กสทฯ ยังได้ระบุว่า กรณีลดค่าโรมมิ่งจาก 2.10 บาท เหลือ 1.10 บาท ให้กับดีพีซี มีประมาณ 600-700 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าความเสียหายดังกล่าวยังไม่ได้รวมกับการประเมินความเสียหายที่ได้รับจากการแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต อย่างไรก็ดี กสทฯ จะตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อหาอัตราโรมมิ่งที่เหมาะสมกับทางเอกชน ซึ่ง กสทฯ เห็นว่า เอกชนควรกลับมาจ่ายในอัตราเท่าเดิม

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ยังได้สรุปตัวเลขความเสียหายตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่รวมดอกเบี้ยจ่ายอีก 7.5% นับจากวันที่เริ่มต้นความเสียหายจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2553 เป็นเงิน 1.34 แสนล้านบาท

จากคำพิพากษาจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของบ้านเราหรือไม่ เพราะบ้างก็มีกระแสที่จะให้กลับไปใช้สัมปทานเดิมก่อนที่จะมีการแก้ไข ซึ่งเอกชนได้รับผลในเรื่องนี้โดยตรงหากกลับมาใช้สัมปทานเดิม

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสยืนยันว่า การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์ระบบเติมเงิน (พรีเพด) จาก 25% เหลือ 20% เป็นไปอย่างถูกต้อง แม้จะไม่ได้ผ่านคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน แต่ได้มีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทีโอที กระทรวงคลัง อัยการ ที่เป็นตัวแทนอยู่ในบอร์ดทีโอทีขณะนั้น เซ็นรับทราบแล้ว ซึ่งการที่สัญญาไม่ได้ผ่าน ครม.นั้น ไม่ใช่ความผิดของเอกชน เพราะเอกชนไม่ได้มีหน้าที่เสนอ ครม.อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม หากทีโอทีต้องการให้กลับไปใช้ส่วนแบ่งเท่าเดิมในอัตรา 25% เพราะมองว่าการแก้ไขสัญญาไม่ถูกต้องนั้น ให้ฟ้องศาลเพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว แต่เอไอเอสมีข้อมูลและหลักฐานที่จะยืนยันเช่นเดียวกัน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า การแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือเป็นภาษีสรรพสามิต เป็นเรี่องที่เกี่ยวกับกระบวนการของภาครัฐ โดยที่ผู้ให้บริการมือถือไม่ได้รับประโยชน์อะไร เพราะต้องจ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด

ด้านนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที เปิดเผยว่า การกลับมาใช้รูปแบบสัมปทานเดิม ยังเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาใช้สัมปทานเดิม เพราะสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาผูกพัน อย่างไรก็ดี หากจะมีการแก้ไขให้กลับมาใช้สัมปทานเดิมได้นั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาของศาลอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน การดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดส่วนแบ่งรายได้พรีเพดเหลือ 25% นั้น ก็เป็นไปอย่างถูกต้องผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด ซึ่งมีตัวแทนที่มาจากหลายหน่วยงานของภาครัฐ ดังนั้น หากจะมีการแก้ไขสัมปทานให้กลับไปสู่จุดเดิม คงต้องดำเนินการฟ้องศาล ซึ่งทีโอทีก็มองว่าเป็นเรื่องยากที่จะกลับไปใช้สัมปทานเดิมก่อนมีการแก้ไข ด้านทรูเองก็ชี้แล้วว่าการแปลงสัมปทานเป็นสรรพสามิต เป็นกระบวนการของรัฐที่ดำเนินการ หากมองว่าเสียหายรัฐก็ควรที่จะเจรจากันเอง

โดยนายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงผลกระทบจากคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชินฯ พร้อมยืนยันว่า บริษัททำทุกอย่างถูกต้องตามสัญญาและไม่ขัดต่อกฎหมาย ประกอบธุรกิจด้วยความสุจริต

กรณีที่จะมีการเรียกความเสียหายจากบริษัทนั้น ต้องมีการเจรจาระหว่างคู่สัญญา ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการหารือกัน อีกทั้งเวลานี้ยังไม่มีใครเรียกร้องความเสียหายจากบริษัท หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น บริษัทก็พร้อมใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการเหมือนกรณีของภาษีสรรพสามิตที่ดำเนินการแล้ว 2 ปี หรืออาจให้ศาลสูงสุดตัดสินมา บริษัทพร้อมจะดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย

ต้องรอดูว่าเมื่อครบกรอบที่ไอซีทีได้วางไว้ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ คณะกรรมการชุดที่ไอซีทีตั้งขึ้นมา จะมีความคืบหน้าจากการประเมินความเสียหาย รวมถึงการหาตัวเจ้าหน้าที่และพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง หรือไม่ อย่างไร และเช่นไร เพราะจากคำพิพากษาซึ่งศาลฎีกาได้ตัดสินออกมาแล้วนั้นก็น่า จะชี้ได้ว่าไอซีทีและหน่วยงานใต้สังกัดได้รับความเสียหายเข้าไปเต็มๆ

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้จะเป็นหนังยาวให้ทุกคนได้ดูโดยมีภาคต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ หรือเป็นหนังสั้นม้วนเดียวจบ คงต้องขึ้นอยู่ว่ากระบวนการของรัฐให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาครัฐผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เพราะเอกชนได้โยนมาแล้วว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นก็ล้วนผ่านขั้นตอนดำเนินการที่ถูกต้องของหน่วยงานภาครัฐไปแล้ว

เรื่องนี้จะนำไปสู่การเจรจาระหว่างภาครัฐกับภาครัฐ และภาครัฐกับภาคเอกชนหรือไม่ เพื่อหาข้อสรุปและหาฝ่ายรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างไรจะกลับไปสู่สัมปทานเดิมหรือไม่นั้น ภาครัฐเท่านั้นที่จะทำให้คำตอบนี้กระจ่างได้.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์