Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ความรุนแรงอยู่ในมือ?


อำนาจ ดิสขำ

บรรยากาศเมืองไทยช่วงนี้กลับไปเหมือนช่วงปี 2549 และกลับไปเหมือนช่วงต้นปี 2552 อีกแล้ว และก็ไม่รู้ว่าประเทศชาติจะต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ไม่ต้องถึงขนาดเป็นโหราจารย์ผู้ทำนายทายทักอนาคตได้อย่างแม่นยำราวตาเห็น...ก็คงจะพอเดาได้ว่า บรรยากาศเช่นนี้คงดำรงอยู่คู่กับเมืองไทยไปอีกนานพอสมควร

เพราะเมื่อการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสี กระทั่งก่อเกิดเป็นความเกลียดชังระหว่างผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ยังไม่สามารถขจัดออกไปให้สิ้นได้ ก็อย่าหวังเห็นความสงบเกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้เลย

ภาวนาอย่างเดียว...ความรุนแรงถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้ออย่าได้เกิดขึ้นอีกเลย

ประเทศไทยเรามีบทเรียนทางการเมืองมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

สูญเสียมามากมาย...

ดังนั้น ใครก็ตามที่ปรารถนาความเปลี่ยนแปลง แล้วใช้ชีวิตประชาชนเป็นเครื่องเซ่นสังเวยความต้องการส่วนตน เพียงเพื่อให้ตนเองบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คนผู้นั้น...ย่อมเป็นผู้ที่สังคมไม่ควรจะเชิดชูยกย่องให้เป็นฮีโร่ หรือยกขึ้นมาเป็นศาสดา หรือแม้กระทั่งยอมพลีกายถวายชีวิตให้

จริงๆ แล้วสังคมไม่ควรให้ค่า-ให้ราคาคนประเภทนี้ด้วยซ้ำ!!!

อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมไทยไม่อาจปฏิเสธความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในชาติได้ สิ่งที่ต้องช่วยกันตั้งคำถามและหาคำตอบร่วมกัน ก็คือ...ทำอย่างไรจะแปรความคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้น จะช่วยนำพาให้เกิดพลังสร้างสรรค์ในการช่วยกันนำพาประเทศไปสู่สิ่งที่ดีงาม

ไม่ใช่จ้องทำลาย-ประหัตถ์ประหารกันเอง

อย่าลืมว่าถ้าจะ "แยกไทย จากไทย" สุดท้ายก็คง "บรรลัย" กันหมด!!!

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ไม่ควรถือเอาความสะใจเข้าว่า ไม่ยั่วยุ ไม่เย้ยหยันกัน เป็นต้นว่าหากการชุมนุมไม่เกิดความรุนแรง ก็บอกว่าไม่เห็นจะมีอะไร ไม่เห็นจะแรงเลย ไหนบอกกันว่าจะรุนแรง...ถ้าใครคิดเช่นนั้นก็ไม่เข้าท่าแล้ว!

เพราะนั่นหมายถึงคนผู้นั้นเป็นผู้ปรารถนาความรุนแรง ต้องการเห็นเลือดทาแผ่นดิน...

ถามว่าทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น?

สิ่งสำคัญก็คือ การแสดงท่าทีต่างๆ ในช่วงสถานการณ์ที่ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทุกขณะนั้น ต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างมาก ท่องกันไว้เถิด...ใครอดทนได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ!

เชื่อว่าผู้ปรารถนาประชาธิปไตยทุกคน ไม่มีใครอยากเห็นการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก เพราะไม่ว่ามองไปทางใดก็มีแต่เสียหาย และเชื่อว่าคงไม่มีผู้ยึดแนวทางสันติวิธีคนใด ต้องการให้มีเหตุการณ์เหมือนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2552 อีกเช่นกัน

ฉะนั้น ทั้งผู้ชุมนุมและผู้ที่ได้รับกระทบจากการชุมนุม ก็ควรมีสติตั้งมั่น ไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีที่จะสร้างสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของฝ่ายใดก็ตาม

ต้องยอมรับว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ก็คือประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจ กิจการห้างร้านต่างๆ ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะบริเวณสถานที่ที่มีการชุมนุมหรือจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวต่างๆ

ล่าสุด มีผลสำรวจของ "สวนดุสิตโพล" เกี่ยวกับความคิดเห็นจากประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,134 คน ต่อสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ พบว่า ในแง่พฤติกรรมของประชาชนที่เปลี่ยนไปจากที่มีเหตุการณ์ชุมนุมเกิดขึ้น คือ 51.28% ติดตามข่าวสารบ้านเมืองจากสื่อต่างๆ มากขึ้น มีถึง 26.19% ที่ยกเลิกกิจกรรมต่างๆ ในช่วงนี้ อีก 13.67% ถึงกับหาซื้อของกินมาตุนไว้ และ 8.86% ไปเติมน้ำมันตุนไว้

เหล่านี้ สะท้อนถึงความเดือดร้อนได้เป็นอย่างดี...

ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นคงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เพราะต่างก็ช่วยกันโหม ช่วยกันกระพือข่าวความรุนแรงไม่ขาดสาย แม้แต่สื่อสารมวลชนเองก็ไม่เว้น...

นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่ผลสำรวจระบุด้วยว่า ประชาชน 39.32% รู้สึกย่ำแย่และเครียดมาก เพราะเป็นห่วงบ้านเมือง อีก 32.55% รู้สึกย่ำแย่และเครียดพอสมควร เพราะไม่รู้สถานการณ์บ้านเมืองจะลงเอยอย่างไร 29.36% กังวลเรื่องการเดินทางในเส้นทางที่มีการชุมนุม และ 35.11% ไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลจะควบคุมและป้องกันสถานการณ์ไม่ให้บานปลายได้

ที่สำคัญ สิ่งที่ทั้งสองฝ่าย ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาลต้องฟัง คือ ประชาชน 45.24% เห็นว่าแกนนำทั้งสองฝ่ายควรหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้เหตุการณ์ยุติลงได้ด้วยดี

แม้จะเป็นผลสำรวจของกลุ่มตัวอย่างแค่หลักพัน แต่เชื่อว่าคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดเห็นไปแนวทางเดียวกันนี้ ดังนั้น ถ้าทั้งสองฝ่ายหวังดีต่อประเทศชาติกันจริงๆ "ถอยกันคนละก้าว" ทำได้หรือไม่

อย่าให้คำพูดที่ว่า "สันติวิธี" เป็นแค่น้ำลายที่ถ่มถุยออกไป

เท่านี้คงไม่เกินสติปัญญาที่จะคิด-ทำ...จริงไหม?.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์