เฉพาะวันนี้-บ้านเมืองยังสงบตามอัตภาพ เลยไม่รู้จะคุยอะไร ขืนคุยเรื่อยไป ที่ดูคล้ายว่าสงบ จะพลันไม่สงบขึ้นมาก็ได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า ใครมีนิเวศน์-เคหาอยู่ต่างจังหวัด เตรียมเก็บที่หลับ-ที่นอน ครกกะบากสากกะเบือ หม้อไห สัตว์เลี้ยง ตลอดถึงข้าวของทองเงินที่คิดว่า "ขาดแล้วชีวิตไม่เป็นสุข" ไปไว้ในที่ที่ท่านคิดว่าถ้า "น้ำมา" แล้วจะปลอดภัยเสียแต่เนิ่นๆ เพราะดูท่าแล้ว ที่ร้องกันว่า แล้ง..แล้ง..จะแย่งกันขึ้นไปอยู่บนหลังคาแทบไม่ทัน!
เข้าสู่ช่วง "เทศกาลเข้าพรรษา" กันแล้ว สัปดาห์หน้าก็หยุดยาว ๒๔-๒๕-๒๖-๒๗ หยุดงานกัน ๔ วันรวด จากวันเสาร์จนถึงวันอังคาร เพราะวันที่ ๒๕ ก.ค.เป็นวันอาสาฬหบูชา ส่วนวันที่ ๒๗ ก.ค.เป็นวันเข้าพรรษา ใครจะไปไหน-มาไหน จัดทำแผนและตารางชีวิตกันล่วงหน้าให้เรียบร้อยเน้อ
ไอ้ประเภทตีนพาตัวออกประตู ขึ้นรถสตาร์ทออกจากบ้าน แล้วยังไม่รู้จะไปไหน ขับไป-นึกไปว่า "กูจะไปไหนดีล่ะหว่า?" ใครที่เป็นแบบนี้ควรทราบไว้.....คนไทยยุคใหม่ ทำอะไรต้องมี "แผน" ล่วงหน้ากันแล้วครับ!
จะยกตัวอย่างให้ดูก็ได้ หลังเหตุการณ์ "๑๙ พฤษภาเผาเมือง" ในขณะที่รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ในนาม ศอฉ.รวมถึง DSI ทำหน้าที่กำราบปราบปราม และชำระสะสางเรื่องราวตามกบิลเมือง "คงเส้น-คงวา" ใช่ว่าเหตุการณ์ผ่านไป อะไรต่อมิอะไรก็ซุกไว้เป็นขยะใต้พรมเหมือนแต่ก่อน
ผ่านไปเข้าเดือนที่ ๓ หลังเหตุการณ์ ท่านจะได้ยิน-ได้เห็น-ได้ฟัง มาตลอดว่า "แดงรวมพล" รอจังหวะ "ล้างตารอบ ๒"?!
"แดง" ในที่นี้ และเวลานี้ เป็น "แดงทาบกิ่ง-ต่อตา" ต้นเดียวแต่หลายพันธุ์ ต้นเดิมเป็น "แดงทักษิณ" ตอนนี้ มีทั้ง ดาวแดง, อาแดง, เจ๊แดง, นังแดง, แดงอารมณ์ค้าง, แดงผสมโรง,แดงรับจ้าง, แดงไม่มีแดก, แดงอีแอบ, แดงเทียม, แดงหลงยุค, แดงสำส่อน เรียกสารพัดแดง ฉวยโอกาสเข้าผสมพันธุ์ "แดงทักษิณ"
ทำประเทศไทยให้ "แดงทั้งแผ่นดิน" ไว้ก่อน นั่นคือเป้าหมายรวม!
ไม่ว่ารัฐบาล-ทหาร-ศอฉ.-นักวิชาการ-สื่อ-ชาวบ้าน-โหราจารย์ทั้งหลาย ฟันธงตรงกันว่า จากนี้ไปจนถึงธันวา "อะไรก็เกิดขึ้นได้" ในความหมาย "แดงทั้งแผ่นดิน" รอบ ๒
การที่ทุกฝ่ายมีความเห็น "ความเงียบซ่อนมรสุม" นั่นคือการยอมรับผ่านรูปแบบ ขบวนการแดงทั้งหลาย "มีการกำหนดแผนงาน" เป็นขั้นตอนก่อนลงมือ โดยใช้เหตุการณ์ "๑๙ พฤษภาเผาเมือง" เป็นต้นแบบศึกษาในความสำเร็จ-ล้มเหลว แล้วทำเป็นข้อมูลไปถอดรหัสเขียน "แผนปฏิบัติการ" ที่อุดช่องว่าง รอยโหว่
แผนเสร็จ วางตัว-จัดทัพเสร็จ เสบียงกรังพร้อม รอฤกษ์ รอเวลา และรอ "คำสั่ง" จากกองบัญชาการลับที่ "รับมาอีกทอด" จากนอกประเทศเท่านั้น ขบวนการภายใต้ "แก้ว ๓ ประการโจร"
คือ มีมวลชน มีพรรคการเมือง และมีมวลชน ก็จะลุกฮือประสานกัน "ทุกจุด" ตามนัดหมายทั่วประเทศ!
เห็นมั้ย...ยุคปฏิรูป ไม่ว่าใครจะทำอะไรมันต้อง "มีแผน" กันทั้งนั้น ประเภททำไปก่อนแล้วค่อย "คิดตาม" ทีหลัง อย่างที่ชอบพูดกันว่า "ค่อยพลิกแพลงไปตามสถานการณ์" นั้น นั่นคือความคิดสุดท้ายในขณะจนแต้ม แต่ถ้าใครทำอะไรหวังชนะ ต้องมีแผนเป็น "พิมพ์เขียว" ก่อนลงมือด้วยกันทั้งนั้น
"แผน ศอฉ.พิทักษ์เมือง" กับแผน "แค้น-ทักษิณสั่ง รอบ ๒" ท่านว่าแผนใครจะเจ๋งกว่ากัน?
คราวที่แล้ว ศอฉ.ใช้แผน "กระชับพื้นที่" เข้ารับมือแผน "ตกใจ-เผา" จากฝ่ายกบฏทักษิณ ครั้งใหม่ "สมมติว่ามี" รอบนี้ ฝ่ายเสนาธิการแดงเขาจะใช้แผนอะไร วางกำหนดรูปแบบยุทธการแบบไหน เป้าหมายจบอยู่ตรงไหน ไฮไลต์ จะให้เผา จะให้บึ้ม หรือจะให้บุกยึดพร้อมกันทุกจุด
หรือพุ่งตรงไปอยู่ที่ "มาร์ค V1"?
เสน่ห์สงครามมันอยู่ตรงนี้แหละ อยู่ตรงที่ "เดาแผน" ฝ่ายตรงข้าม ถ้าเดาได้ตรงตัว-ตรงใจ แทบไม่ต้องใช้กำลังออกรบก็ "ชนะ" ไปค่อนหัวแล้ว
"การข่าว" จึงสำคัญถึงขั้นเป็นตัว "ชี้แพ้-ชี้ชนะ" ในสงคราม สมัยโบราณมีหน่อยสอดแนม มีไส้ศึก มีส่งคนทำเป็นสวามิภักดิ์กับอีกฝ่าย สมัยปัจจุบันมีสายลับ มีหน่วยจารกรรมข้อมูล มีการดักฟัง กระทั่งอย่างที่เรียกว่า "แฮ็ก" ในระบบคอมพิวเตอร์ เขาจึงมีว่า "การสงครามย่อมไม่หน่ายเล่ห์"
หมายถึงว่า ต่างฝ่าย-ต่างทำด้วยกันทั้งนั้น อย่างตอนนี้ ฝ่ายแดงทักษิณเขาก็ต้องสืบเสาะ "ล้วงความลับ" จากฝ่ายราชการ โดยเฉพาะรัฐบาล-ศอฉ.อย่างน้อยก็อยากรู้ว่า "ฝ่ายทหารมันรู้ร่องรอยอะไรจากฝ่ายกูมั่ง" จะได้ปรับแผน-เปลี่ยนแผน หรือวางแผนซ้อนแผน
ทางฝ่าย ศอฉ.ก็ต้องส่งคนสืบเสาะ "หาข่าว" จากฝ่ายแดงบัญชาการที่ดำอยู่ใต้ดินเหมือนกัน คราวที่แล้ว กว่าจะออกแผน "กระชับพื้นที่" มากินแผน "ตกใจ-กูเผา" ได้สำเร็จ ก็ฉิบหายวายวอดทั้งคนและบ้านเมืองไปพะเรอเกวียน
ตามตำราพิชัยสงครามบอกว่า สำเร็จแบบนี้...ไม่ถือว่าเป็นความสำเร็จ!
ฉะนั้น จากปลาย ก.ค.เรื่อยไปจนถึง สิงหา-กันยา-ตุลา ยกหนึ่ง และจากตุลา-พฤศจิกา อีกยกหนึ่ง ฝ่าย ศอฉ.จะปรับปรุงแผนรับมือแบบไหน อย่างไร เป้าหมายจบอยู่ตรงไหน พวกเรา-ระดับเจาะรั้วสังกะสี "ถ้ำมองสถานการณ์" ก็รู้-ก็เห็นวับๆ แวมๆ แล้วจินตนาการกันไปตามเรื่อง-ตามราวแบบนี้แหละ
ความตื้นลึก-หนาบาง และความเป็นไปได้-ความเป็นไปไม่ได้ ขณะนี้อยู่ระดับไหน ก็แค่ "เดา" กันไปครับ เพียงแต่จับสัญญาณจากภาพรวมได้เท่านั้นว่า...มันรอเวลาเอาแน่!
เพราะมันเอาแน่ แต่รอเวลานี่แหละ ทาง ศอฉ.ซึ่งเขามีข้อมูลทางการข่าวอยู่ในมือ ด้วยความรับผิดชอบของเขา และไม่ต้องการชัยชนะบนกองศพและกองซากอาคารเผา เขาจึงต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้
มันจึงเกิดบรรยากาศ "งูเห็นนมไก่-ไก่เห็นตีนงู" ขึ้นไงล่ะ ศอฉ.ก็รู้ว่า พวกนี้มีการเคลื่อนไหวเป็นภัยต่อแผ่นดิน จึงคง พ.ร.ก.สยบไว้ ฝ่ายขบวนการแดงก็อึดอัดขัดข้อง เพราะเคลื่อนไหวมวลชนได้ไม่คล่องตัว จึงจุดประเด็น ทหารเริ่มเพลินอำนาจ ไม่ยอมเลิก พ.ร.ก.หวังเป็นเผด็จการครองเมือง!
เริ่มสร้างเงื่อนไข เอ็งมาข้ามุด-เอ็งหยุดข้าแผย่ มีขบวนการยั่วยุอำนาจ หวังหลอกล่อให้ ศอฉ.ถลำใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะได้ป้องปาก-ตบตูดกะโกนว่า
"เห็นมั้ยล่ะ ทหารเป็นภัยต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน แค่ถือผ้าแดงไปถนนก็โดนจับแล้ว!"
แต่ไม่ค่อยได้ผลทางจิตวิทยามวลชน เพราะความระยำที่ก่อในเหตุการณ์ ๑๙ พฤษภาเผาเมือง "ความจริงมันฟ้อง" บ้านเมืองในภาวะปกติ ชาวบ้านเดือดร้อน กบฏทักษิณและแนวร่วมโจรก่อการร้ายสบาย เอะอะก็อ้างสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญทำระยำก่อกรรมเมืองได้ตามอำเภอใจ
ในทางกลับกัน พอใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจตำรวจ-ทหารจัดการไอ้พวก "เสรีฝ่ายเดียว" ได้ทันที ขบวนการโจรปล้นแผ่นดินก็เดือดร้อน แต่ชาวบ้านอันเป็นสุจริตชนทั่วไปสบาย บ้านเมืองในภาวะปกติเป็นอย่างไร ถึงมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชีวิตประจำวันก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีสิทธิเสรีภาพส่วนไหนหายแหว่งไปแต่ประการใด
เอาไปยัดไว้ในคุกเสียบ้าง แผ่นดินไทยสูงขึ้นเยอะ!
พูดกันตรงๆ คนไทยต้องจ่าย "ค่าประชาธิปไตย" ผ่านระบบรัฐสภาว่าด้วยการเลือกตั้ง ปีละเป็นหมื่น-เป็นแสนล้าน เคยทำวิจัยกันบ้างมั้ยว่า กับเงินที่ต้องจ่ายไป ๗๘ ปี ถ้านำมากองรวม "ท่วมเลยหลังประเทศ" แต่สิ่งที่ระบบรัฐสภาว่าด้วยการเลือกตั้งมีให้กับประเทศชาติ-ประชาชน
มันคุ้มกันมั้ย?
ผมว่าเป็นการผลาญที่เสียเปล่า เป็นระบบที่เปิดช่องให้ "คนกลุ่มหนึ่ง" รีดนาทาเร้นเงินภาษีประชาชนไปสร้าง "วงจรอำนาจเสื้อนอก" ในภาพประชาธิปไตยไว้เป็นแหล่งอยู่-แหล่งกิน-แห่งโกย ไม่จบ-ไม่สิ้น โดยคนกลุ่มนี้ ใช้ระบบผูกขาดที่เรียกว่า "อาชีพนักเลือกตั้ง" เป็นพลังหมุนเวียนอำนาจรักษาชามข้าวผ่านคำว่า "ประชาชนเลือกผมมา" ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าประชาธิปไตยคนป่า ใช้กระสุนล่ามาทั้งนั้น
ระบบประชาธิปไตยนั้นดี
ระบบรัฐสภา ตัวแทนประชาชนมาจากการเลือกตั้ง นั้นก็ดี
แต่อย่าต้องให้ไปถามว่า "ชาวบ้านเข้าใจและรู้จักมั้ยว่า ประชาธิปไตยที่เขาเอามาให้ใช้มันคืออะไร และได้ประโยชน์อย่างไร?"
ผมอยากให้ไปถามคนในอำนาจระบบรัฐสภาแต่ละคนมากกว่า ทั้ง ส.ส.และส.ว.ดูซิว่า แต่ละคนเข้าใจ-รู้จัก-เข้าถึงประชาธิปไตยที่ตัวเองใช้หากิน-หาอยู่โดยตรงขนาดไหน อย่างไร ถามเสร็จแล้วจะเข้าใจทันที ประชาธิปไตยไม่ประยุกต์สำหรับไทย
ใช้ไป-ประเทศจม!








