พอเข้าหน้าหนาวก็พาไปแอ่วเหนือซะนาน ครานี้...เลยเขยิบกระเถิบเที่ยวกันใกล้ๆ ด้วยทริปประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งในชีวิต "เที่ยว-ดู-ปูเสื่อ-ลงเรือ-ขึ้นภูเขา อยุธยาแสงแดดในฤดูหนาว" : SCG Happy Trip ที่มีไกด์เฉพาะกิจอย่าง วุฒิชาติ ชุ่มสนิท หรือคุ้นหูกันในสมญา "บินหลา สันกาลาคีรี" เจ้าของรางวัลซีไรต์ ปี 2548 กับผลงาน "เจ้าหงิญ" จะพาเราท่องแดนกรุงเก่าในมุมมองต่างจากที่เคย ผ่านความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในตัว
หน้าปูนซิเมนต์ไทย บางซื่อ รถบัสคันใหญ่เคลื่อนตัวออกจากเมืองฟ้าอมรในช่วงเช้าของวัน พาหลายสิบชีวิตมุ่งหน้าเข้าสู่ราชธานีเก่า ที่มีความเรืองรองในอดีตกาลยาวนานถึง 417 ปี นับว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์สยามชาติ และถูกปกครองโดย 5 ราชวงศ์ ได้แก่ อู่ทอง, สุพรรณภูมิ, สุโขทัย, ปราสาททอง และบ้านพลูหลวง นับได้มีกษัตริย์ 33 พระองค์ ที่ขึ้นครองราชย์ โดยไม่นับรวมขุนวรวงศาธิราชที่มีพื้นเพเป็นสามัญชน และมีเหตุผลของความชั่วที่ไม่น่าอธิบาย จึงถูกปลดจากการเป็นกษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่ 5
ชั่วโมงกว่าๆ กับระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร เราก็ถึงที่หมายแรก "หมู่บ้านโปรตุเกส" ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา
ที่นี่เองเราได้พบกับบินหลาที่มาคอยรออยู่ก่อนหน้า และเพื่อไม่ให้เสียเวลา นักเขียนซีไรต์ที่ผันตัวมาเป็นไกด์พาชมเมือง ก็แนะนำเราให้รู้จักประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ "พระนครศรีอยุธยา" ในแง่ของแดนดินถิ่นสากล ที่ไม่ใช่แค่ประวัติความเป็นมาของชนชาติสยาม หรือเมืองที่กลายเป็นมรดกโลก แต่หากเป็นสหประชาชาติ ที่มีอารยชนเข้ามาตั้งรกรากอยู่ถึง 40 ชาติ ทั้งยุโรป แขก อิสลาม ฯลฯ
โดยโปรตุเกสหรือเป็นชนตะวันตกชาติแรก ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศขวานทอง ในสมัยสมเด็จพระชัยราชา ราวปี พ.ศ. 2054 สืบเนื่องจนปัจจุบัน ชาวโปรตุเกสกว่า 3,000 คน ในคราวนั้น ได้อาศัยอยู่และออกลูกหลาน บ้างก็เป็นพวก "ครึ่งทาส" คือพ่อหรือแม่เป็นชาวต่างชาติแล้วมาผสมกับคนไทย โดยกลุ่มครึ่งทาสที่สืบเชื้อสายบรรพบุรุษโปรตุกีสในยุคราชธานีเก่า ที่ยังพบเห็นได้ ณ หมู่บ้านโปรตุเกส เหลือเพียงคนเดียวก็คือ คุณลุงอังเดรวัย 76 ปี
เกี่ยวกับหมู่บ้านโปรตุเกส ยังมีเรื่องเล่าเอาไว้เป็นความรู้ให้อีกนิด บินหลาแจ้งแถลงไขให้ข้อสันนิษฐานใหม่ที่น่าทึ่งเกี่ยวกับที่มาที่ไปของขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองโปร่ง ทองพลุ ทองม้วน สัมปะนี หม้อแกง ฯลฯ ที่เราเข้าใจไปกันไปเองว่ามีรากมาจากชาวโปรตุกีส โดยการประดิษฐ์ของสตรีหมายเลข 1 ในวงการขนม "ท้าวทองกีบม้า" หรือ มารี กีมาร์ (มารี ฟอลคอน) ว่าอาจไม่ใช่ขนมโปรตุเกส (ยกเว้นฝอยทองที่มีหลักฐานบ่งบอก) เพราะท้าวทองกีบม้าไม่ใช่ชาวโปรตุกีส แต่เป็นเพียงลูกเสี้ยวโปรตุเกสที่เกิดในแผ่นดินสยาม และเธอไม่เคยเดินทางไปประเทศโปรตุเกสเลยสักครั้ง
เป็นไปได้ว่าขนมที่รู้จักกันในปัจจุบัน เป็นสูตรขนมที่เธอพลิกแพลงคิดค้นขึ้นมาเอง แต่ก็มีจำนวนหนึ่งที่เป็นขนมดั้งเดิมของชนชาติโปรตุกีส ส่วนที่ขนมได้รับความนิยมก็เพราะผ่าน "ลิ้นชาววัง" จนเป็นที่ลือเลื่องว่าอร่อยนั่นเอง ต่อมาในปัจจุบันก็กลายเป็น "โรตีสายไหม" ขนมเทรนด์ใหม่ของ "ชาติแขก" ที่กำลังมาแรง ใครมาถึงอยุธยาแล้วไม่ซื้อเขาว่ากันว่ามาไม่ถึงกรุงเก่า (ว่ากันไปโน่น) จะให้ดีลองนำเอาแผ่นแป้งของขนมสายไหมใส่ไส้เป็นฝอยทอง รวมสองอารยธรรมแห่งความเป็นอยุธยาไว้ก็อร่อยดีไม่หยอก ไอเดียดีๆ เด็ดๆ อย่างนี้ SCG เขาแนะนำมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากกรมศิลปากรและมูลนิธิกุลเบงเกียน ประเทศโปรตุเกส ได้ขุดแต่งบูรณะปรับปรุงโบราณสถานแห่งนี้ ก็พบโบสถ์คริสต์และสุสานถูกฝังอยู่ใต้ดิน โดยในสุสานเต็มไปด้วยโครงกระดูกนอนเรียงรายซ้อนทับกัน นับแล้วไม่ต่ำกว่า 200 โครง ประกอบด้วยโครงกระดูกของนักบวช ผู้มีอันจะกิน และกระดูกของคนทั่วไปที่เสียชีวิตด้วยโรคระบาด
ถัดจากหมู่บ้านโปรตุเกส ทั้งคณะตามรอยฝรั่งมังค่าเข้าเมืองอยุธยาทางเรือ ด้วยช่องทางของลำน้ำป่าสัก ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางพร้อมกับให้อาหารปลาหน้าวัดพนันเชิงวรวิหาร ก่อนจะล่องไปลิ้มชิมรสอาหารตามกวีประพันธ์ "กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน" ที่ "บ้านครัวแตน" ที่นี่เด็กรุ่นใหม่ได้รู้รสชาติของโบราณอย่าง "แสร้งว่า" และ "ใบยี่หร่า" ที่มีรสร้อนแรงสมคำร่ำลือจริงๆ
เมื่อเท้าขึ้นบก ก็พลาดไม่ได้กับการไปชมโบราณสถาน วัดแรกที่เข้าไปเยี่ยมชมก็คือ "วัดมเหยงคณ์" ณ ที่แห่งนี้ บินหลาบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเดิม เพราะเป็นวัดที่สร้างด้วยปูนโบราณภูมิปัญญาล้ำค่า ที่มีอายุการใช้งานยืนยาวเป็นร้อยๆ ปี ว่ากันว่าวัดมเหยงคณ์สร้างขึ้นในสมัยอโยธยา เท่ากับว่าสร้างขึ้นก่อนจะมีกรุงศรีอยุธยา 40 ปี และในสมัยกรุงเก่าก็เคยมีสถานะเป็นพระอารามหลวง ก่อนจะกลายเป็นวัดร้างหลังกรุงแตกในปี พ.ศ. 2310 นอกจากนี้ลักษณะของเจดีย์ยังมีความแปลกตา เพราะได้รับอิทธิพลจากศิลปะถิ่นลังกาทวีป ในสมัยพระเจ้าทุษฐาคามินีมหาราช
ที่ต่อมาก็คือ "วัดมหาธาตุ" สถานที่ตั้งอยู่ตรงเชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ครั้งหนึ่งเมื่อยังเรียนอยู่ชั้นประถม จำได้ว่าเคยมาทัศนศึกษาที่วัดแห่งนี้ แต่ก็เป็นในแบบเด็กๆ คือถ่ายรูปเล่นกับเพื่อน และรีบเร่งจดข้อมูลไปส่งอาจารย์ จนไม่ได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ซึ่งบินหลาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานที่ด้วยว่า วัดพระธาตุเป็นวัดที่มีพระปรางค์ประธานใหญ่ที่สุดในอยุธยาสูงราว 50 เมตร ยืนหยัดอยู่มาถึง 500 ปี พอเข้ารัชกาลที่ 6 ก็กาลอวสานถล่มลงมา และถูกกลุ่มนักขุดล่าสมบัติขโมยของล้ำค่าในกรุไป จนเหลือเพียงเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ แต่เจ้าเศษเสี้ยวที่ว่าก็สร้างความตื่นตะลึงได้มากพอดู เพราะสิ่งที่เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรขุดเจอ เป็นพระบรมสารีริกธาตุเท่าเม็ดข้าวสารที่เก่าแก่ที่สุด บรรจุซ่อนไว้สถูปใน 7 ชั้น พร้อมด้วยเครื่องทองต่างๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนำไปประดิษฐานไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ให้คนไปสักการะกราบไหว้
"อีกเรื่องที่ต้องยืนยันก็คือ กรุงศรีอยุธยาในอดีตนั้น มีพระพุทธรูปทองทำอยู่จริง สูง 14 เมตร ใช้ทองเนื้อ 7 น้ำ 2 ขา (เทียบเท่ากับเนื้อทอง 18K) ในการสร้าง แต่ถูกเผาลอกเอาทองไปตอนเสียกรุงครั้งที่ 2" บินหลาสำทับความรู้ให้แก่ผู้สื่อข่าว
ชมวัดกันเสร็จสรรพ ทั้งคณะพากันปูเสื่อ ชมวิว นั่งดื่มมะพร้าวน้ำหอมเย็นชื่นใจในบริเวณวัด ซึ่งช่วยคลายเหนื่อนได้มากโข หายเหนื่อยก็ไปกันต่อทันทีกับการขึ้นรถรางเที่ยวสุดท้ายไป "วัดโลกยสุทธาราม" เพื่อนมัสการพระนอนองค์ใหญ่กลางป่า ซึ่งเราก็ได้ไหว้สักการะพระบนรถรางกันจริงๆ เพราะเวลากระชั้นใกล้ค่ำเต็มที
ยังเหลืออีกหนึ่งโปรแกรมแถมแดดร่มลมตก พวกเราเลยพากันตะลอนเดินเท้าย่างก้าวขึ้น "เจดีย์ภูเขาทอง" โบราณสถานที่หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าเล่าไว้ว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2112 คราวยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นที่ประทับ และเป็นที่ระลึกเมื่อคราวรบชนะไทย แต่ทำได้แค่ฐานที่เป็นศิลปะมอญพม่า แต่ทรงเจดีย์นั้นเป็นแบบไทย โดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้สร้างทับฐานดังกล่าว หลังจากกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ในปี พ.ศ. 2127 ความสูงของเจดีย์ภูเขาทองที่เมืองกรุงเก่าทำเอาคนเข่าอ่อนถึงกับระทวยกับความสูง แต่ก็ไม่มากไปกว่าหัวใจศรัทธาแห่งพุทธ ที่ขอขึ้นไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นมงคลแก่ชีวิต พร้อมชมวิวทิวทัศน์ที่ลมบนโกรกเย็นสบายเป็นอันปิดทริปดีๆ ที่ได้สาระอย่างท่วมท้น.








