ขณะที่ใครต่อใครพยายามหาวิธี 'ยืดอายุ' ให้ยาวนานออกไปหลายๆ ปี อยากมีอายุยืนเพื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ให้นานเท่านาน แต่ นาตาลี แบ๊บบิตต์ ผู้เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้กลับคิดสวนทางกัน ความคิดของเธออยู่บนพื้นฐานของคำถามที่ว่า
"หากคนกลุ่มหนึ่งค้นพบวิธีทำให้ชีวิตเป็นอมตะ มีชีวิตนิรันดร์ โดยยังคงเรือนร่างอย่างเดิมตลอดไปทุกประการ จะเกิดอะไรขึ้น คนเหล่านั้นจะมีความสุขหรือความทุกข์ และต้องผจญอะไรบ้าง"
ชั่วนิรันดร์ ฉบับภาษาอังกฤษ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1975 เป็นหนังสือติดอันดับขายดี มีนักวิจารณ์กล่าวถึงอย่างชื่นชมมากมาย และมีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆ แล้วมากกว่า 10 ภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับเลือกให้เป็นหนังสือสำหรับห้องสมุดในหลายประเทศ
...สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม แขวนค้างอยู่ ณ จุดสุดยอดของฤดูร้อน เป็นจุดสูงสุดของช่วงปีอันยาวนาน เหมือนกระเช้าที่ค้างลอยอยู่สูงสุดยามชิงช้าสวรรค์หยุดหมุน ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ทยอยมาก่อนหน้านี้ เป็นเพียงการไต่คืบขึ้นมาจากฤดูใบไม้ผลิอันเย็นชื่น และที่จะตามมาหลังจากนี้ก็คือ การลดวูบลงสู่ความเย็นเยือกของฤดูใบไม้ร่วง แต่สัปดาห์แรกของสิงหาคมนั้น นิ่งงันและอบอ้าว ซ้ำยังเงียบสงัดอย่างน่าฉงน
ยามรุ่งอรุณ เม ทัค ขี่ม้ามุ่งหน้าไปยังป่าชายหมู่บ้านทรีแก๊ป นางไปที่นั่นเหมือนที่เคยทำมาทุกๆ สิบปี เพื่อจะพบกับลูกชายสองคน ไมลส์ และ เจสสี
เวลาเที่ยง วินนี ฟอสเตอร์ ผู้ที่ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของครอบครองป่าทรีแก๊ป เธอหมดความอดทนและตัดสินใจจะลองคิดหนีออกจากบ้าน ครั้นยามตะวันตกดิน ชายแปลกหน้าคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูบ้านของครอบครัวฟอสเตอร์ เขากำลังตามหาใครคนหนึ่งอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่าคนนั้นเป็นใคร
คุณคงเห็นด้วยว่าไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวโยงกันเลย แต่สรรพสิ่งอาจจะผูกพันเข้าด้วยกัน ในวิถีทางอันแปลกประหลาด ป่าคือจุดศูนย์กลาง เหมือนกับทุกล้อต้องมีดุมล้อ ชิงช้าสวรรค์ก็ดุจเช่นเดียวกับดวงตะวันอันเป็นดุมล้อของวันวานที่หมุนเวียนไป นี่เป็นสิ่งที่กำหนดไว้มั่นคง และทางที่ดีก็ไม่ควรไปยุ่งกับมัน เพราะหากปราศจากสิ่งนี้เสียแล้ว ก็ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวกันอยู่ได้
แต่บางทีคนเราก็ประจักษ์เรื่องนี้เมื่อสายเกินไป.








