อากาศร้อนๆ กับสายน้ำใสๆ จากห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำ น้ำตก ในหน้าร้อนนี้ ดูจะกลายไปเป็นสิ่งเย้ายวนใจน้องๆ หนูๆ ให้ลงเล่นน้ำซะเหลือเกิน เป็นสาเหตุทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำมากเป็นอันดับที่ 1 โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมใหญ่อย่างนี้
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กจมน้ำ และรู้จักวิธีการเอาตัวรอดในน้ำได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำในแบบ "Survival Swimming" เน้นการเอาตัวรอดในน้ำขึ้นมา โดยอาศัยหลักการเรียนรู้การลอยตัวในน้ำเป็นพื้นฐานในการว่ายน้ำ นอกจากนี้ยังสอนวิธีการช่วยเหลือคนจมน้ำได้อย่างถูกวิธี ต่างจากการเรียนการสอนว่ายน้ำแบบดั้งเดิมที่เริ่มจากการว่ายน้ำด้วยการเตะเท้าพร้อมประกอบท่าทาง อย่างท่าฟรีสไตล์ ผีเสื้อ กบ หรือกรรเชียง
จากการวิเคราะห์สถิติของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2551 มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 4,065 ราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 30 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี รวม 1,229 ราย เป็นชายมากกว่าหญิง 2 เท่าตัว เฉลี่ยวันละ 4 ราย เด็กที่เสียชีวิตร้อยละ 50-80 ว่ายน้ำไม่เป็น ส่วนในปี 2552 โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยเกือบ 500 ราย เฉลี่ยวันละ 6 ราย แค่เดือนมีนาคมเดือนเดียวเสียชีวิต 112 ราย ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือ เที่ยงวันถึงเวลา 18.00 น.
นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ ผอ.สำนักโรคไม่ติดต่อ เปิดเผยว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทั่วโลก เสียชีวิตถึงปีละ 135,585 เฉลี่ยวันละ 372 คน รวมถึงในประเทศไทย การจมน้ำทำให้เด็กเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ซึ่งสูงมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคติดต่อและสูงเป็น 2 เท่าของของอุบัติเหตุจราจร ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุด รอองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ และเด็กผู้ชายจะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าเด็กผู้หญิงถึง 2 เท่าตัว ส่วนสถานที่ที่พบว่าเด็กเสียชีวิตจากการตกน้ำและจมน้ำมากที่สุดคือ แหล่งน้ำธรรมชาติ (49.9%) เช่น คลอง ทะเลสาบ แม่น้ำ บ่อน้ำ รองลงมาคือ สระว่ายน้ำ (2.5%) นอกจากนี้ยังพบว่าถังน้ำ อ่างน้ำ กะละมัง ยังเป็นจุดเสี่ยงของการจมน้ำของเด็กเล็กได้อีกด้วย
หลังจากที่ตระหนักได้ถึงปัญหาอัตราการจมน้ำเสียชีวิตของเด็กเป็นจำนวนมาก ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประชุมและพยายามหาวิธีลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำ จึงได้พบหลักสูตรการว่ายน้ำแบบเน้นการเอาตัวรอดในน้ำนี้ขึ้นมา ต่อมาจึงทำการทดสอบแล้วพบว่าหลักสูตรนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ผ่านการใช้ท่าลอยตัว ข้อดีจึงไม่ใช่การเน้นการหายใจ และถนอมแรงในขณะที่ต้องอยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆ แต่ยังช่วยให้เด็กได้ว่าน้ำเป็นได้ง่ายขึ้นอย่างถูกต้อง ถูกวิธี ต่างจากทุกวันนี้ที่เด็กมักลงเป็นเล่ยน้ำในบ่อน้ำบ่อขุดกันเอง โดยยังไม่ได้มีการเรียนรู้การว่ายน้ำอย่างถูกวิธี
"ปัญหาการจมน้ำเสียชีวิตของเด็ก ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบที่หลายคนอาจยังไม่รู้ตัว และไม่ตื่นตัวกับปัญหานี้มากนัก ต่อไปผมอยากให้เปลี่ยนการรับรู้การที่เด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำใหม่ เพราะทุกครั้งที่มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต เดิมที่คนมักคิดกันว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม แต่จริงๆ แล้วปัญหาเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำป้องกันได้ อยู่ที่ความใส่ใจของทั้งผู้ปกครองและชุมชน ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วจะทำให้เราป้องกันปัญหาเด็กจมน้ำเสียชีวิตได้อย่างแน่นอน รวมทั้งถ้าเด็กยิ่งได้เรียนรู้หลักสูตรวิธีการเอาตัวรอดในน้ำได้ภายใน 5-10 นาที คาดว่าน่าจะลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยครับ" นพ.ภานุวัฒน์กล่าว
ทาง พ.อ.อดิศักดิ์ สุวรรณประกร หรือ "ครูอุ๋ย" ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำ ผู้คิดค้นหลักสูตรการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (Survival Swimming) ได้เล่าว่า ที่มาของหลักสูตรนี้คือ จากการที่เป็นครูสอนว่ายน้ำมาก่อน และจากการที่ได้อบรมเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) มีวิชาหนึ่งคือการเอาชีวิตรอดในน้ำ ด้วยทักษะการลอยตัวแบบท่าลูกหมาตกน้ำ แต่ส่วนใหญ่การที่ลอยตัวในท่านี้ได้ต้องอาศัยความชำนาญในการว่ายน้ำกว่า 50 ชั่วโมง ต่อมาจึงฝึกการลอยตัวแบบนอนหงาย ปรากฏว่าได้ผลดีกว่าท่าลูกหมาตกน้ำ จึงนำไปทดลองกับเด็กที่ได้มีโอกาสไปสอนว่ายน้ำ แล้วพบว่าท่านี้ใช้เวลาในการฝึกฝนการลอยตัวในน้ำน้อยกว่าท่าลูกหมาตกน้ำอย่างมาก อีกทั้งใช้ทักษะที่ง่ายกว่า และยังใช้เวลาในการลอยได้นานมากอีกด้วย
"หลักสูตรที่เราเน้นการสอนแบบรู้จักให้เด็กลอยตัวภายในน้ำ ถ้ามีการขยายความรู้ในด้านนี้ออกไปจะแก้ไขปัญหาจมน้ำของเด็กได้แน่นอน ซึ่งวิธีนี้จะสอนเด็กลอยตัวในน้ำได้โดยเวลาอันสั้นเพียง 15 นาที เด็กเหล่านั้นก็จะลอยตัวในน้ำได้เลย แต่การจะว่ายน้ำเป็นเร็วหรือไม่ ต้องคุ้นอยู่กับกำลังใจและความคุ้นเคยกับน้ำของตัวเด็กเอง แต่ส่วนมากใช้เวลาไม่เกิน 3 ชม. นอกจากนี้ ในหลักสูตรดังกล่าว นร.จะได้เรียนรู้ทักษะอื่นนอกเหนือจากการเรียนว่ายน้ำ คือมีความรู้เรื่องความปลอดภัย ป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ ฝึกเอาชีวิตรอดได้เป็นเวลานาน รู้วิธีช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ และการปฐมพยาบาล"
ส่วนวิธีและขั้นตอนการฝึก เริ่มจาก 1.ยืนในน้ำตื้น ระดับน้ำประมาณถึงอกหรือคอ 2.ยืนที่ขอบสระแยกเท้าเล็กน้อย สองมือจับขอบสระ แขนเหยียดตรง 3.เงยหน้าให้ใบหูปริ่มน้ำ ลืมตามองฟ้า 4.หายใจเข้าเต็มปอด กลั้นลมหายใจไว้ 5.ปล่อยมือจากขอบสระ แอ่นลำตัวขึ้นให้ตั้งตรง แขนทั้งสองข้างแนบชิดลำตัว อยู่นิ่งๆ และกลั้นลมหายใจ
"การเรียนว่ายน้ำในยุคก่อนจะสอนด้วยรูปแบบที่ใช้ในการแข่งขันว่ายน้ำแบบในโอลิมปิก ไม่ว่าจะเป็นท่ากบ ฟรีสไตล์ กรรเชียง และท่าผีเสื้อ การที่เรียนด้วยรูปในการแข่งขัน ทำให้ช่วยคนจมน้ำไม่เป็น จึงมีแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่รู้จักการลอยตัว การเอาตัวรอดในน้ำ และการช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้" พ.อ.อดิศักดิ์กล่าว
คุณรังสิต เพ็งอารีย์ หรือ "ครูหมี" ครูฝึกสมาคมผู้ช่วยชีวิตทางน้ำ เล่าว่า การฝึกสอนเด็กจะเริ่มจากการที่ให้เด็กเรียนรู้จักการทรงตัวในน้ำก่อน จากนั้นจึงให้เด็กได้เรียนรู้ต่อในการถนอมแรง หากต้องลอยอยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆ โดยการใช้ขวดน้ำ รองเท้าแตะฟองน้ำ ส่วนการช่วยเหลือคนจมน้ำนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะระยะห่างขอบแค่ 1 ฟุตก็อาจจะจมน้ำได้ ฉะนั้น ในการสอนให้เด็กที่ช่วยชีวิตคนด้วยการใช้สิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นท่อน้ำ เข็มขัด จะให้เด็กๆ ย้ำถามคนที่ช่วยอยู่เสมอว่าขึ้นจากน้ำเองได้หรือไม่
"การลอยคอจะมี 2 แบบ ลอยคว่ำและลอยหงาย ส่วนลอยหงายจะเก็บแรงได้มากกว่า อาจลอยได้ทั้งวัน แต่ถ้ามีคลื่นลมแรงอาจต้องปรับท่าเป็นลอยคว่ำ ซึ่งจะปลอดภัยกว่า" ครูหมีชี้แจง
คุณวรรณิศา จันทรเนตตรี ผู้ปกครองของ น้องชลัลพร จันทรเนตตรี หรือ "น้องอุ้ม" ที่มาฝึกอบรมในโครงการนี้ ให้ความเห็นว่า ที่เลือกให้น้องอุ้มได้เรียนการว่ายน้ำในหลักสูตรที่เด็กจะได้เริ่มเรียนรู้จักวิธีการลอยตัวในน้ำก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก ไม่ต้องคอยมาระแวงว่า หากน้องอุ้มเขาไปเล่นน้ำกับเพื่อนที่ไหนแล้วจะเกิดอุบัติเหตุตกน้ำหรือจมน้ำขึ้นมา การเรียนในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่น้องอุ้มจะรู้จักวิธีเอาตัวรอดในน้ำได้แล้ว ยังจะมีความรู้ในการช่วยเหลือคนอื่นที่จมน้ำได้อีกด้วย โดยเมื่อมีข่าวออกมาว่ามีเด็กเกิดจมน้ำเสียชีวิต น้องเขายังบอกเลยว่าเป็นเพราะเขาไม่รู้จักวิธีการลอยตัวในน้ำ
ด้าน 2 หนูน้อยอย่าง น้องวสันต์พรรษ โชคประเสริฐ หรือน้องนนท์ วัย 5 ขวบย่าง 6 ขวบ และ น้องเพชรชมพู สุนทรนันท หรือน้องจ๊ะจ๋า วัย 6 ขวบ ได้เล่าพร้อมสาธิตการลอยตัวในน้ำให้ฟังว่า การว่ายน้ำแบบลอยตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และมีข้อดีตรงที่สามารถทำให้เราช่วยเหลือผู้อื่นเวลาตกน้ำได้อีกด้วย อีกทั้งปกติก็เป็นคนชอบว่ายน้ำอยู่แล้วด้วย ทำให้สามารถใช้เวลาลอยตัวในน้ำได้ 2 ชม.
"ส่วนหากเห็นเพื่อนจมน้ำ คิดว่าผมจะช่วยเขาได้แน่นอนครับ เพราะครูสอนว่าหากเห็นเพื่อนจมน้ำให้นอนราบหรือให้ก้มตัวลงต่ำ และให้หาท่อหรือท่อนไม้มาให้เขาจับ จากนั้นก็ถามเขาว่าขึ้นมาเองได้มั้ย ถ้าเขาขึ้นเองไม่ได้ เราถึงค่อยเอามือดึงเขาขึ้นมา" น้องนนท์กล่าว
ส่วนน้องณฐินี จันดา หรือน้องไอซ์ เหงือกสาว วัย 12 ปี ที่ตระเวนแข่งขันว่ายน้ำคว้ารางวัลมามากกว่า 10 รายการ บอกว่า การเรียนฝึกการลอยน้ำเป็นพื้นฐานก่อนการว่ายน้ำ นอกจากจะทำให้สามารถเอาชีวิตรอดในน้ำได้ ยังสามารถช่วยให้ว่ายน้ำได้ดีขึ้น จนสามารถนำเอาพื้นฐานนี้ไปใช้ในการแข่งขันว่ายน้ำได้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งว่ายท่าผีเสื้อ กรรเชียง ทั้งแบบเดี่ยวและผสม ซึ่งในอนาคตยังวาดฝันไว้ว่าอยากจะชนะเลิศการแข่งขันไปเรื่อยๆ จนกลายไปเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติไทยในที่สุด
ในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้วันที่ 6 มี.ค. เป็นวัน "รณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำของประเทศไทย" โดยได้ร่วมกับบริษัท สยามพาร์ค ซิตี้ จำกัด และสมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำ จัดงาน "ร่วมสร้างวัคซีนให้เด็กไทย ปลอดภัย ไม่จมน้ำ" ที่สวนสยามทะเลกรุงเทพฯ (สยามพาร์ค ซิตี้) กทม. ผู้สนใจสามารถเข้าชมการแข่งขันดังกล่าวได้ในวันและเวลาดังกล่าว.








