หลังจากปีใหม่ผ่านไปได้ซักระยะ เทรนด์ดนตรีต่างๆ ก็เริ่มฉายแววให้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของวงชื่อดังต่างๆ หรือการเกิดใหม่ของศิลปินมาแรง ซึ่งแต่ละปีผมก็พยายามเอาคนหน้าใหม่ที่น่าสนใจมาแนะนำให้ได้รู้จักกันเรื่อยๆ และปีนี้ พอเริ่มปีมาได้ไม่นานก็มีศิลปินหน้าใม่สองรายที่เตะหูผมอย่างจังจริงๆ จนต้องขอแบ่งพื้นที่วันนี้เอามาแนะนำให้ได้รู้จักกันครับ
Holly Miranda สาวน้อยที่ดูจากปกและชื่ออัลบั้มแล้ว อาจจะนึกว่าเป็นเพลงโฟล์กฟังสบายชวนฝัน แต่จริงๆ แล้วเธอคือศิลปินสาวรุ่นใหม่มาแรงที่ผสมผสานดนตรีหลากแนวเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นป็อปร็อกและอิเล็กทรอนิกส์ที่งดงามอย่างลงตัวจริงๆ
เธอเติบโตมาทางมิชิแกนและเทนเนสซี โดยเริ่มเรียนเปียโนเป็นเครื่องดนตรีแรก ก่อนที่จะขยับขยายไปทางกีตาร์และทรัมเป็ตเพิ่มขึ้น เธอออกผลงานเดี่ยวชุดแรก High Above The City ในปี 2001 ซึ่งมีจำหน่ายเวลาเธอแสดงสดเท่านั้น ก่อนจะไปตั้งโปรเจ็กต์ The Jealous Girlfriends กับเพื่อน และก็ยังออกผลงานเดี่ยวในนาม Raven Mayhem อีกด้วย
แม้จะโตมาทางมิชิแกนและเทนเนสซี เธอใช้เวลาช่วงโตแล้วในนิวยอร์กซะมากกว่า และเป็นโอกาศให้เธอได้รู้จักกับโปรดิวเซอร์ระดับมือทองอย่าง Dave Sitek จาก TV on the Radio ที่ฮิปสุดๆ แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะทำงานเพลงของตัวเอง เอาแต่ทำงานเพลงให้คนอื่นเป็นหลักซะมากกว่าแต่ Dave ก็ไม่ยอมปล่อยเพชรในมือไป เมื่อเขาเอาผลงานของเธอมาลองฟังดู มันกลับเป็นงานที่ยอดเยี่ยมมาก จนเขาตัดสินใจผลักดันเธอให้เดินหน้ากับผลงานของตัวเอง และหลังจากการอดตาหลับขับตานอนทำงานของพวกเขา ก็กลายมาเป็นอัลบั้ม The Magician's Private Library จากค่ายสุดเท่อย่าง XL Records ที่หลายเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการนอนหลับ คงจะอยากนอนเต็มที่ตอนทำผลงานชิ้นนี้ The Magician's Private Library นั้นสมกับชื่อมันจริงๆ เพราะมันคือห้องสมุดส่วนตัวของพ่อมดที่เก็บเสียงสารพัดสารพันไว้ให้เราได้ทึ่งจริงๆ นอกจากเสียงแปลก หลอนๆ ตามแนวการโปรดิวซ์ของ Dave Sitek แล้ว
เสียงร้องแบบลึกลับของเธอนั้นก็ทำให้บรรยากาศของเพลงนั้น มันชวนล่องลอยเหมือนกับโลกแห่งเวทมนตร์ จริงๆ เพลงอย่าง No One Just Is ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานอย่างลงตัวของเคมีทางตัวโน้ต เช่นเดียวกับ Forest Green, Oh Forest Green ส่วนเพลงน่ารักอย่าง Everytime I Go To Sleep ก็ฟังได้เพลินไม่แพ้กัน ส่วน Slow Burn Treason ที่ได้ Kyp Maolne จาก TV on the Radio มาร่วมร้องด้วย อาจจะฟังเหมือนโปรเจ็กต์ใหม่ของพวกเขามากกว่า แต่มันก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันจริงๆ กลายเป็นงานเปิดตัวในวงกว้างที่ยอดเยี่ยมของแม่สาวคนนี้ไปเลย ถึงขนาดที่ว่าจอมหยิ่งอย่าง Kanye West ยังต้องเอ่ยปากชมเธออย่างเต็มใจ ใครอยากลองหามาฟังให้ล่องลอยดูบ้างก็เชิญเลยครับ
Delphic การเอาเพลงร็อกมาผสมกับเพลงเต้นรำ มักจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ศิลปินหลายรายพยายามจะลองมาตลอด แม้หลายวงจะทำได้สำเร็จอย่างยอดเยี่ยม เช่น Enter Shikari หรือ Hadouken! (ชุดแรก) แต่หลายต่อหลายวงก็ล้มเหลวอย่างน่าอนาถเช่นกัน และวงหน้าใหม่อีกวงหนึ่งที่พร้อมจะเสี่ยงกับความเสี่ยงนี้คือ Delphic นั่นเอง พวกเขาคือวงเต้นรำหัวก้าวหน้าจาก Stockport ประเทศอังกฤษ ที่ผสมดนตรีร็อกเข้าไปในวงดนตรีของพวกเขาออกมาได้อย่างลงตัวจริงๆ พวกเขาเริ่มสร้างชื่อเสียงในอังกฤษตั้งแต่ช่วงกลางค่อนปลายปีที่แล้ว ด้วยการออกผลงานเพลงชิ้นแรก Counterpoint ที่เป็นเพลงเต้นรำที่มีเสียงซินธิไซเซอร์ไล่เลียงไปตลอดทั้งเพลงอย่างงดงาม และชวนให้ได้บรรยากาศของการนั่งดูแสงของดาวดาราระยิบระยับบนฟ้า บวกกับเสียงร้องแสนเพราะ ทำให้เป็นเพลงที่ลืมไม่ลงจริงๆ พวกเขาออก This Momentary ซิงเกิลต่อมากับค่าย Kitsune ที่ก็ยังเป็นเพลงเต้นรำที่เจือความเป็นดนตรีร็อกลงไปด้วยตามถนัด และมันก็อลังการไม่แพ้กาฬทวีปเลยทีเดียว อีกซิงเกิลที่ตามมาอย่าง Doubt ก็ผสมสัดส่วนของเพลงเต้นรำ ร็อก และความเป็นป็อปแบบยุค '80 ได้ลงตัวจริงๆ โดยเฉพาะท่อนฮุคที่ติดหูสุดๆ
และเมื่อพวกเขาออกอัลบั้มเต็ม Acolyte ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มันก็ทำยอดขายได้เป็นอย่างดีด้วยแรงหนุนจากซิงเกิลที่ผ่านมา และพวกเขายังตัด Halcyon เพลงสุดเด่นจากอัลบั้มมาเป็นซิงเกิลที่ 4 มันคือเพลงที่มีบรรยากาศความเป็นป็อปที่สุดแสนจะลงตัว บวกด้วยเสียงร้อง อ่า ฮ้า ฮา ที่สุดแสนจะติดหู จนทำให้นึกไปถึง Kiss of Life ของ Friendly Fires ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันเลย แต่มันก็ยังมีท่อนโซโลกีตาร์สุดมันส์แบบลืมไม่ลงจริงๆ นอกจากนี้แล้ว Acolyte ยังมีเพลงเด่นอื่นๆ อีกอย่างเช่นเพลง Remain ปิดอัลบั้มที่ไล่เลียงบรรยากาศได้อย่างงดงามไม่ต่างจากการดูพระอาทิตย์ลับฟ้าที่ชายหาดเลยครับ Delphic คือวงที่น่าจับตามองที่สุดอีกวงหนึ่งของปีนี้จริงๆ ครับ.








