เสียงดนตรีที่เร้าใจในค่ำคืนที่ควรจะเป็นความทรงจำที่สวยงาม พลันดับวูบลงเหลือเพียงกลิ่นเหม็นไหม้และเสียงกรีดร้องที่ไม่มีวันได้ยินอีกต่อไป...
เหตุการณ์ที่ "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" เมื่อคืนที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่สิ่งที่เลื่อนผ่านไปในหน้าฟีดข่าว แต่มันคือโศกนาฏกรรมที่เขียนด้วยน้ำตาของครอบครัวผู้สูญเสีย ที่ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
ในขณะที่อีกหลายคนยังต้องนอนเจ็บปวดรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล พร้อมกับบาดแผลในใจที่คงไม่มีวันจางหายไปได้ง่ายๆ
ภาพความโกลาหลของผู้คนที่พยายามตะเกียกตะกายหาทางรอดจากอาคารที่ถูกไฟโอบล้อม มันทำให้หวนนึกถึงค่ำคืนปีใหม่ พ.ศ. 2552 ที่ซานติก้าผับ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจที่ต้องพูดว่า ในขณะที่เวลาผ่านไปเกือบ 17 ปี แต่ชีวิตคนไทยในสถานที่บันเทิงยังคงเสี่ยงอันตรายราวกับใบไม้ที่รอวันร่วงโรย เราสูญเสียผู้คนไปมากแค่ไหนแล้วกับคำว่า "อุบัติเหตุ" ที่เราต่างรู้ดีว่ามันสามารถป้องกันได้
เหตุการณ์ครั้งนี้มีความสูญเสียเกิดขึ้นอย่างหนัก โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 27 ราย และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมากที่กำลังกระจายตัวรักษาอาการอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และกำชับให้เร่งตรวจสอบสาเหตุ ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวที่ต้องมาเฝ้ารอคอยร่างไร้วิญญาณของคนรักในเช้าวันใหม่
คำถามที่ดังขึ้นในใจของทุกคนไม่ใช่เพียงว่า "ไฟไหม้อย่างไร" แต่คือ "ทำไมเหตุการณ์แบบเดิมถึงกลับมาซ้ำรอยในยุคที่เทคโนโลยีการป้องกันภัยก้าวไกลไปกว่าเดิมมากนัก?"
ในขณะที่ชื่อของ "ซานติก้าผับ" ยังคงเป็นบาดแผลที่ฝังลึกในความทรงจำเมื่อ 17 ปีก่อน วันนี้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว กำลังกลายเป็นรอยแผลใหม่ที่ฉกรรจ์กว่าเดิม
เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า บทเรียนราคาแพงที่เราเคยจ่ายด้วยชีวิตคน 66 รายเมื่อปี 2552 นั้น ถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นเพียงแค่เศษซากความทรงจำ ที่ไม่ได้ช่วยให้ใครปลอดภัยขึ้นเลยในความเป็นจริง
หากย้อนกลับไปในคืนวันที่ 1 มกราคม 2552 ที่ซานติก้าผับ เรายังจำภาพของความวุ่นวายนั้นได้แม่นยำ วันนั้นคนนับพันอยู่ในความมืดมิดและกลุ่มควัน ก่อนจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่พรากชีวิตคนไปถึง 66 ราย
วันนั้นเราสูญเสียเพื่อน สูญเสียลูกหลาน สูญเสียคนที่เรารักไปโดยไม่มีโอกาสได้บอกลา สาเหตุแทบไม่ต่างกันเลย ทั้งความแออัดของคนที่ล้นทะลัก ประตูทางออกที่กลายเป็นคอขวดมรณะ และวัสดุภายในที่พร้อมจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเมื่อประกายไฟพุ่งเข้าใส่
หลังเหตุการณ์นั้น สังคมไทยตื่นตัวอย่างหนัก มีการปรับเปลี่ยนกฎกติกา ปรับปรุงความปลอดภัย เพิ่มทางหนีไฟ และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสถานบริการ ราวกับว่าเราได้ทำทุกอย่างเพื่อสร้างที่ปลอดภัยไว้ให้แก่ประชาชน
แต่น่าเสียดาย ที่ความพยายามเหล่านั้นกลับดูเหมือนจะไร้ความหมายในคืนที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เกิดเพลิงไหม้ ทำไมสถานที่ที่ควรจะเป็นพื้นที่แห่งความสุข ถึงกลายเป็นกับดักที่ไม่มีทางออก ไม่ต่างจากผับในอดีต?
ความโศกเศร้าในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากโชคร้าย แต่มันเกิดจาก "ความมักง่าย" ที่ถูกส่งต่อกันมาเหมือนโรคระบาด
ผู้ประกอบการที่มองเห็นแต่ผลกำไรมากกว่าลมหายใจของผู้คน กับระบบการตรวจตราที่อาจจะทำแค่เพียงให้ผ่านๆ ไป คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฝันร้ายจากซานติก้า วนกลับมาหลอกหลอนเราอีกครั้ง
เรากำลังเฝ้ามองความตายที่ถูกเขียนบทเอาไว้ล่วงหน้า โดยที่เราทำได้เพียงแค่รอให้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่คนมีอำนาจหน้าที่ยังคงวนเวียนอยู่กับการสั่งย้ายหรือตรวจสอบเฉพาะหน้า
ภารกิจกู้ภัยที่ผ่านพ้นไปทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้ครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรัก หรือคู่ชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ความเจ็บปวดที่หนักหนาที่สุด คือการตระหนักว่าผู้ที่จากไปเหล่านั้น ไม่ได้ตายเพราะความซวย แต่ตายเพราะระบบที่ปล่อยให้สถานที่ซึ่งมีคนนับร้อยนับพันเข้าไปรวมตัวกัน แต่กลับไม่มีทางหนีที่ใช้ได้จริงในนาทีชีวิต
ในสถานการณ์คับขันเพียงเสี้ยววินาที คนเราไม่สามารถรอปาฏิหาริย์ได้ สิ่งเดียวที่จะช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้ คือสถานที่ที่สร้างมาอย่างใส่ใจ ทางหนีไฟที่เปิดโล่งกว้าง และอุปกรณ์เตือนภัยที่ทำงานได้จริงๆ ไม่ใช่มีไว้แค่ให้ผ่านตาเจ้าหน้าที่ตอนขอใบอนุญาตเท่านั้น
หลายชีวิตที่ต้องจากไปในโรงเบียร์แห่งนี้ อาจจะมีโอกาสรอดชีวิตหากอาคารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียง "เตาอบมนุษย์" ที่รอเวลาให้ไฟลุกโชนขึ้นมา และแน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอาคารมันเก่า แต่มันเกิดขึ้นเพราะความหละหลวมของมนุษย์ที่มองข้ามความสำคัญของชีวิตคนอื่น
เมื่อชีวิตคนมีราคาถูกกว่าต้นทุนในการสร้างความปลอดภัย เราจะยังเรียกยุคสมัยนี้ว่าความเจริญได้อย่างไร?
ในเมื่อชีวิตของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ถูกเผาผลาญจนกลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานสถานการณ์ประจำวัน ท่ามกลางความเงียบงันของสังคมที่ทำได้เพียงแค่ตั้งคำถาม
แต่กลับไม่มีคำตอบที่ทำให้เราเชื่อมั่นได้เลยว่า ครั้งต่อไปจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่อยู่ข้างหลังก็ยังต้องเผชิญกับความกลัวที่ว่า สถานที่ที่พวกเขาไปดื่มกินในค่ำคืนนี้ จะปลอดภัยจริงหรือไม่
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องร้ายแรง เรามักจะเห็นภาพเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เห็นคำสั่งย้าย เห็นการตรวจเข้มสถานบริการทั่วเมือง แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งไม่เคยคืนลมหายใจให้แก่ผู้จากไปได้เลย
คำว่า "บทเรียน" ที่เราชอบพูดกัน จะมีความหมายอะไร หากมันไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง?
เราไม่ต้องรอการสอบสวนที่กินเวลานานเพื่อจะรู้ว่า สถานที่ที่ไม่มีทางหนีไฟ หรือเต็มไปด้วยของที่ติดไฟง่าย คือจุดเสี่ยงที่รอวันเกิดเหตุร้าย
สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่การหาคนผิดมารับโทษ แต่คือการเปลี่ยนระบบให้ทุกคนตระหนักว่าชีวิตคนนั้นมีค่ามากกว่ากำไรที่ได้รับ
การปล่อยปละละเลยคือความผิดบาปที่ไม่มีวันล้างออกได้ด้วยคำขอโทษ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบต่อลมหายใจที่ดับไปในคืนนั้น เราควรต้องหยุดถามตัวเองได้แล้วว่า เราจะปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติไปถึงเมื่อไหร่?
หากเรายังคงให้ความสำคัญกับตัวเลขผลกำไรมากกว่ามาตรฐานความปลอดภัย ก็เท่ากับว่าเรากำลังเปิดประตูรับความตายให้เข้ามาเยือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฟ้องว่า สังคมไทยยังคงเดินย่ำอยู่กับที่ และความสูญเสียครั้งนี้คือเสียงเตือนที่ดังที่สุดว่า หากเราไม่รีบแก้ไขด้วยการลงมือทำจริง เราก็คงจะต้องเตรียมใจนับถอยหลังรอเหตุการณ์ครั้งต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้นในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งในกรุงเทพฯ นี้อีกแน่นอน
ขอให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นบทเรียนหยดสุดท้ายที่เราต้องจ่ายด้วยความเจ็บปวด เพื่อให้วันข้างหน้าผู้คนจะได้เดินเข้าไปเที่ยวด้วยความปลอดภัย ไม่ต้องกังวลว่าคืนที่แสนสนุกนั้น จะกลายเป็นคืนสุดท้ายของชีวิตที่ต้องจบลงในกองเพลิง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไฟไหม้ชุมชนบ่อนไก่! 'ผู้ว่าฯกทม.' สั่งตั้งศูนย์พักพิง ช่วยเหลือ 70 ครัวเรือนประสบภัยกลางดึก
ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่ หลังเกิดเพลิงไหม้บ้านไม้กลางดึก เร่งจัดศูนย์พักพิง ดูแลผู้ประสบภัยกว่า 70 ครัวเรือน
ระทึก! ไฟไหม้ชุมชนติดวัดดัง วอด 10 หลังคาเรือน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พุทไธสง รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน บริเวณหมู่ที่ 11 ชุมชนศีรษะแรต ต.มะเฟือง อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์
'รพ.บ้านแพ้ว' การันตีหลังไฟไหม้ เปิดบริการปกติ โครงสร้างตึกปลอดภัย 100%
โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) แถลงความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณชั้น G อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ช่วงเย็นวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า โดยทันทีที่เกิดเหตุ
ไฟไหม้โรงงานขนมชื่อดัง เร่งฉีดหล่อเย็นถังแก๊สผวาบึ้ม
ช่วงเช้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายใน บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มหาชน สาขาพุทธมณฑลสาย 5 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน โดยเป็นโรงงานที่ผลิตขนมขบเคี้ยวแบรนด์ดัง
โปรดเกล้าฯ องคมนตรีเชิญสิ่งของพระราชทานช่วยผู้ประสบเหตุไฟไหม้ชุมชนนิคมมักกะสัน
โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญเงินพระราชทานสงเคราะห์แก่ครอบครัวผู้ที่เสียชีวิต ถุงพระราชทานสำหรับเด็กมอบแก่ราษฎรที่ประสบไฟไหม้ในชุมชนนิคมมักกะสัน
นายกสมาคมวิศวกรฯ ชี้ 5 เหตุสำคัญ คลองถมเซ็นเตอร์ไฟไหม้ลุกลามเร็ว จี้กทม.ตรวจอาคารอื่น
ายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย วิเคราะห์เหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์

