ผลวิจัยแอฟริกาใต้ ผู้ที่หายจาก 'โอมิครอน' จะไม่ติด 'เดลต้า'

จากผลงานวิจัยใหม่ในห้องปฏิบัติการที่ดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้ สรุปว่า ผู้ที่หายจากการติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอน อาจสามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าได้

หากการทดลองเพิ่มเติมหลังจากนี้ยืนยันผลเดียวกันกับการค้นพบในครั้งนี้ แสดงว่า การระบาดใหญ่ในอนาคตนั้นมีแนวโน้มจะรุนแรงน้อยลง ในระยะสั้น โอมิครอน คาดว่าจะทำให้เกิดการติดเชื้อจำนวนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความตึงเครียดอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและระบบการดูแลสุขภาพทั่วโลก แต่ในระยะยาว งานวิจัยใหม่ชี้ให้เห็นว่าโลกที่ปกคลุมด้วยโอมิครอนนั้น อาจทำให้อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรวมถึงการเสียชีวิต น้อยลงเมื่อเทียบกับโลกที่โดนเดลต้าคุกคาม

“โอมิครอนมีแนวโน้มที่จะผลักเดลต้าออกไป” อเล็กซ์ ซิกัล ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสจากสถาบันวิจัยสุขภาพแอฟริกาในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นผู้นำในการวิจัยกล่าว “บางทีการผลักเดลต้าออกไปก็เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ และเรากำลังมองหาในสิ่งที่เราสามารถอยู่ด้วยได้ง่ายกว่า และนั่นจะทำให้เรายุ่งยากน้อยกว่าที่ผ่านๆมา” เขาโพสต์ผลวิจัยใหม่นี้บนเว็บไซต์ของสถาบันเมื่อต้นสัปดาห์ แต่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์

บรรดานักวิทยาศาสตร์อิสระกล่าวว่า ผลการทดลองในแอฟริกาใต้แม้จะเป็นแค่ผลเบื้องต้นก็ยังถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดี คาร์ล เพียร์สัน นักวิจัยด้านสาธารณสุขที่ London School of Hygiene & Tropical Medicine กล่าวว่า “ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอังกฤษ”

“โอมิครอนมาถึงและเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนเดลต้านั้นกำลังเข้าสู่ขาลง” เขากล่าว

และ Nathan Grubaugh นักวิจัยด้านสาธารณสุขที่ Yale School of Public Health กล่าวว่าเขากำลังสังเกตเห็นรูปแบบเดียวกันนี้ในรัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา “เราเห็นโอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในขณะที่เดลต้ากำลังลดลง” เขากล่าว “สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า โอมิครอนสามารถเอาชนะเดลต้าในคนที่สุขภาพอ่อนแอได้ ทำให้พวกเขามีความอ่อนไหวต่อเดลต้าน้อยลงในภายหลัง และทำให้การติดเชื้อเดลต้าลดลงในที่สุด”

เมื่อสองปีก่อนที่แรกเริ่มเกิดโรคระบาดนี้ หากผู้คนติดเชื้อไวรัสโควิด ร่างกายพวกเขาจะผลิตแอนติบอดี้และเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันได้ขึ้นมาหลังจากหายแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่บุคคลนั้นจะติดเชื้อโควิดซ้ำอีกในเดือนถัดมา

แต่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 เป็นต้นมา โควิดสายพันธุ์ใหม่ก็เกิดขึ้น เช่น สายพันธุ์อัลฟ่า ที่เกิดกลายพันธุ์และทำให้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ส่วนสายพันธุ์เบต้า มีการกลายพันธุ์จนพวกมันสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นแอนติบอดี้ที่ผลิตขึ้นจากการติดเชื้อมาแล้วก่อนหน้า หรือที่เกิดจากการตอบสนองต่อวัคซีนโควิด-19

สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งเป็นที่รู้จักในช่วงกลางปีที่ผ่านมา มีการกลายพันธุ์ที่ทำให้สามารถแพร่กระจายได้เหนือกว่า และมีความสามารถปานกลางในการหลบเลี่ยงแอนติบอดี้ วัคซีนยังคงมีผลในการป้องกันและต่อสู้กับเดลต้า แต่ไม่มากเท่ากับที่เคยเป็นมาก่อนการระบาดใหญ่

เมื่อโอมิครอนปรากฏตัวขึ้นในเดือนพฤศจิกายน มันแพร่กระจายเร็วกว่าเดลต้า นักวิจัยสงสัยว่าความรวดเร็วจากการแพร่กระจายนั้นเกิดจากสาเหตุสองข้อ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งคือ มันจำลองตัวเองให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น หรือทำให้ตัวมันเองแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง โอมิครอนยังสามารถแพร่เชื้อให้คนที่ได้รับวัคซีนแล้ว รวมถึงผู้ที่เคยป่วยติดเชื้อด้วยสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ได้

ในการศึกษาเมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้ ทีมงานของสถาบันวิจัยสุขภาพแอฟริกาในเมืองเดอร์บัน และกลุ่มวิจัยอื่นๆ จำนวนหนึ่ง ได้ยืนยันความสามารถของโอมิครอน ในการหลบเลี่ยงแอนติบอดี้จากวัคซีนและแอนติบอดี้จากการติดเชื้อสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ ในการสรุปเช่นนี้ พวกเขาได้วิเคราะห์เลือดจากผู้ที่ได้รับวัคซีนหรือหายจากโรคโควิด-19 แล้วทดสอบกับเชื้อสายพันธุ์ต่างๆ

ไม่ว่าจะทดสอบกี่ครั้ง แอนติบอดี้ที่มีฤทธิ์ต้านเดลต้าและสายพันธุ์อื่นๆได้ กลับเสื่อมลงเมื่อเจอโอมิครอน สิ่งนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมคนที่ได้รับวัคซีนและผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้จำนวนมากจึงติดโอมิครอน แม้ว่าความรุนแรงจะน้อยกว่าการติดเชื้อเดลต้าก็ตาม

ในการศึกษาล่าสุด พวกเขาได้ทำการทดสอบแบบเดิม แต่คราวนี้ทดสอบกับผู้ที่หายจากการติดเชื้อโอมิครอนแทน และแม้ว่าแอฟริกาใต้เพิ่งผ่านการระบาดโอไมครอนอย่างหนักมา แต่ทีมวิจัยก็สามารถศึกษาผู้ป่วยได้เพียง 13 คนเท่านั้น

“นี่เป็นเรื่องยากมากเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว” ทีมวิจัยกล่าว “ไม่มีใครอยากอยู่นิ่งๆ และเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ”

ผู้ป่วยอาสา 7 รายได้รับการฉีดวัคซีนและอีก 6 รายไม่ได้รับการฉีดวัคซีน นักวิจัยไม่ได้สนใจว่าอาสาสมัครคนใดจะเคยติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใดมาก่อน แต่เนื่องจากชาวแอฟริกาใต้ส่วนใหญ่เพิ่งเผชิญภาวะการระบาดใหญ่ของโอมิครอน (ซึ่งน่าจะกวาดสายพันธ์อื่นทิ้งไปหมดแล้ว) จึงมีแนวโน้มว่าอาสาสมัครส่วนใหญ่น่าจะติดเชื้อโอมิครอนมาแล้วนั่นเอง

นักวิจัยพบว่า ไม่น่าแปลกใจเลยที่เลือดของผู้ป่วยมีแอนติบอดี้ในระดับสูงในการต่อต้านโอมิครอน แต่แอนติบอดี้เหล่านั้นก็พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการต่อต้านเดลต้าด้วยเช่นกัน

งานวิจัยในครั้งนี้สร้างความประหลาดใจเป็นพิเศษ เพราะการศึกษาวิจัยก่อนหน้าไม่นานมานี้เพิ่งค้นพบว่า แอนติบอดี้ที่ผลิตขึ้นหลังจากการติดเชื้อเดลต้า ให้การป้องกันต่อโอมิครอนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'หมอยง' แจงชัด! 'โควิด' สายพันธุ์ระบาดสิงคโปร์ มีผลต่อไทยแค่ไหน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สธ.ยันไทยพบโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 แพร่กระจายง่าย หลบภูมิคุ้มกันได้ดี เตือนรักษาสุขอนามัย

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยสายพันธุ์โรคโควิด 19 ในช่วงปีที่ผ่านมา คือสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธ์หลัก แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น

'ผู้ว่า สตง.' ลุยตรวจโครงการลำตะคอง พบสะดุดโควิดงบล่าช้า

นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมคณะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่วนกลาง และจังหวัดฯ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าของโครงการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ลำตะคอง