
จากกรณีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 มีท่าทีทางการเมืองจาก"พรรคประชาชน"ที่สื่อสารผ่าน เพจเฟซบุ๊กทางการของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความเรื่อง " รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"
มีเนื้อหาระบุว่า ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤตตามฤดูกาล
แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้
มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า "คลุกวงใน" กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ
ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร
"พรรคประชาชน"ระบุอีกว่า ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร
ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ
และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ
หาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?
พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง
ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ
องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ต่อมาทั้ง"ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร" และ"อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย"ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่มุมเชิงวิชาการจากนักรัฐศาสตร์-นักวิชาการที่ติดตามศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มาอย่างต่อเนื่องและศึกษาระบอบดังกล่าวในหลายประเทศ นั่นก็คือ "ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"ที่ให้ความเห็นเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า ภาพการประชุมดังกล่าวระหว่างฝ่ายองคมนตรีและฝ่ายรัฐบาลเมื่อ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา เท่าที่สืบข้อมูลของไทยเรา ก็เห็นว่าทำกันมาหลายปีแล้ว เป็นการที่ทางองคมนตรีมารับฟังเรื่องเกี่ยวกับ การป้องกันภัยของทางหน่วยราชการ พอผมเห็นภาพที่ อาจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) โพสต์ รวมถึงที่พรรคประชาชนมีการโพสต์ในเรื่องนี้ ผมก็ได้สอบถามกับทางข้าราชการผู้ใหญ่ที่อยู่ในภาพ เขาก็บอกว่า ไม่ใช่เป็นการพบกันกับทางคณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายการเมืองแต่เป็นการพบกับหน่วยงาน ที่ดูเรื่องเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ำท่วม ลักษณะแบบนี้ ซึ่งก็ทำมานานแล้ว โดยทางองคมนตรีมารับฟัง เพราะหน่วยงานราชการจะต้องดูแลประชาชน ส่วนของโครงการพระราชดำริฯ ก็จะมีอีกส่วนหนึ่ง ก็จะประสานงานกัน ที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพ

... เท่าที่ได้รับฟังมาก็คือ ทางฝ่ายองคมนตรี ก็มารับฟัง ไม่ได้เป็นเรื่องการมาสังเกตุการณ์ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่หน่วยงานราชการก็มีเยอะ และเป็นกลไกของระบบราชการของรัฐบาล ที่ไม่ใช่เป็นการมากำหนดนโยบาย ไม่ได้เป็นการมากำกับ ก็เห็นว่าทำกันมาพอสมควร
และหากย้อนไปสมัยรัชกาลที่ 9 พวกเราคงจำกันได้ ที่จะมีงานพิธีอยู่งานหนึ่งซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งมาขึ้นเวทีแล้วก็พูดถึงเรื่องน้ำท่วมอะไรต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์ ท่านได้ทรงห่วงใย
"ศ.ดร.ไชยันต์"กล่าวต่อไปว่า เรื่องเกี่ยวกับว่าพระมหากษัตริย์ของเราไป ไปช่วยเหลือหรือดูแล ผมจำได้ว่า ในหนังสือชื่อ Saying the Unsayable ที่มีบรรณาธิการเป็นชาวเดนมาร์กหรือสวีเดนประมาณนี้ แล้วก็มีนักวิชาการไทยเขียนบทความภาษาอังกฤษ ก็จะมีอาจารย์ต่างๆ ที่ออกจะเป็นแนวที่ตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ หรืออาจจะเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยบทนำในหนังสือ บรรณาธิการที่เป็นชาวต่างชาติ เขาบอกว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ โดยเขาบอกว่า เป็นเรื่องที่หากเป็นประเทศของเขา ถ้าเป็นกษัตริย์เดนมาร์ก เขาบอกว่า จินตนาการไม่ได้เลย ที่กษัตริย์จะไปยุ่งเรื่องแบบนี้
ผมก็เลยต้องมานั่งศึกษาการเมืองกับประวัติศาสตร์การเมืองเดนมาร์ก ก็เป็นที่มาของการศึกษาในประเทศสแกนดิเนเวีย ว่าตกลงพระมหากษัตริย์เคยมีบทบาทอะไรหรือไม่ ก็ปรากฏว่าในอดีตหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของเดนมาร์ก ในปี ค.ศ.1849 พระมหากษัตริย์ของเดนมาร์กก็ยังมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญปีค.ศ.1849 ในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาฯเลย ก็แปลว่ายังต้องรับผิดชอบในการตั้งรัฐมนตรี และบทบาทของพระมหากษัตริย์ก็ยังมีอยู่มาก
..ผมก็สังเกตุว่า พวกนักวิชาการตะวันตกที่มาศึกษาเรื่องเมืองไทย ก็จะเป็นแนวพวกที่ถนัดซึ่งเรียกว่า Southeast Asian Studies เขาเองกลับไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์ประเทศของเขาเอง หลายคนเลย อย่างมีนักวิชาการชาวอังกฤษที่ผมขอไม่เอ่ยชื่อ แต่หากอยากทราบ ก็โพสต์มาถามผมได้ว่าเขาชื่ออะไร เขาก็เขียนเกี่ยวกับเรื่องเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ต่างๆ แล้วก็พูดถึงพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมก็บอกว่า พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 รู้ไหมว่า The King Can Do No Wrong กษัตริย์ของอังกฤษคนใดเป็นคนพูดคนแรก ปรากฏว่าเขาตอบว่าไม่รู้ ผมก็บอกว่า ไม่รู้ได้อย่างไรทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เกิดสงครามกลางเมืองในอังกฤษ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 เป็นคนพูดThe King Can Do No Wrong ในบริบทที่ยังไม่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ผมก็เลยคิดว่านักวิชาการฝรั่งที่สนใจเรื่องเมืองไทยก็ไม่รู้เรื่องของตัวเอง ส่วนนักวิชาการไทยที่ศึกษาหรือสนใจเรื่องของสถาบันกษัตริย์ ก็ไม่รู้เรื่องของสถาบันกษัตริย์ของต่างประเทศ มันก็เลยเป็นอะไรไม่รู้
ศ.ดร.ไชยันต์ กล่าวต่อไปว่า ในกรณีขององคมนตรีของประเทศอังกฤษ ซึ่งในประเทศกลุ่มยุโรป ก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด แม้ผมจะโพสต์ผ่านfacebook ส่วนตัวว่า องคมนตรีของอังกฤษ จะมีการประชุมกับข้าราชการ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าองคมนตรีของประเทศในยุโรปทั้งหมด จะต้องเป็นแบบนั้น เพราะประวัติศาสตร์ความเป็นมา มันต่างกันเยอะ อย่างที่อังกฤษ สภาที่ปรึกษาราชการในพระองค์กับสภาที่ปรึกษาแผ่นดินที่เริ่มมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ของอังกฤษ ทั้งสองสภา ก็เป็นที่มาของคณะรัฐมนตรีและเป็นที่มาของรัฐสภา
อย่างสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ก็คือ องคมนตรี ที่จะทำงานซ้อนกันระหว่างเป็นที่ปรึกษากษัตริย์และทำงานในแง่การบริหารราชการแผ่นดินคือช่วยพระมหากษัตริย์มาเรื่อง จนหลังค.ศ. 1688 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือรัฐสภา ก็จะมีอำนาจเยอะ โดยพระมหากษัตริย์ก็จะไม่มีอำนาจในทางนิติบัญญัติโดยลำพังตามพระองค์เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภา ซึ่งการแตกตัวขององคมนตรี แตกตัวออกมาเป็นคณะรัฐมนตรี ทางฝ่ายบริหารราชการแผ่นดินที่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ก็คือคณะรัฐมนตรี เขารู้สึกว่าเขาทำงานยากหากต้องประชุมร่วมกับองคมนตรีทั้งหมด เขาก็เลยแตกตัวออกมาเป็นคณะกรรมาธิการก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาไปเป็นคณะรัฐมนตรี ก็ทำให้มีความเชื่อมโยงในทางประวัติศาสตร์ ทำให้ในปัจจุบัน องคมนตรีของอังกฤษ เวลาจะปรึกษาข้าราชการหรือรับฟังข้าราชการก็เป็นเรื่องบริบทของอังกฤษ
องคมนตรีประเทศอังกฤษ จะมีความแตกต่างจากของไทย ของไทยตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยทั้งหมด แต่ของอังกฤษ ก็จะมีทั้งส่วนที่แต่งตั้งโดยพระราชอัธยาศัย และมีในส่วนของที่เป็นโควต้าของฝ่ายการเมืองก็มี และยังมีโควต้าของฝ่ายตุลาการ และโควต้าของฝ่ายศาสนจักรก็มี ทำให้ก็จะมีความหลากหลายในสภาองคมนตรี หรือ Privy Council ส่วนของไทยเรา เริ่มมี Privy Council ในปี พ.ศ.2417 โดยรัชกาลที่ 5 ทรงออกเป็นพระราชบัญญัติขึ้นมาสองฉบับ ฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และอีกอันคือสภาที่ปรึกษาราชการในพระองค์ พอมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ทางคณะราษฎร -รัฐบาล ก็ได้ออกกฎหมาย ยกเลิกองคมนตรีไป ทำให้ในช่วงปีพ.ศ.2475 ถึงปีพ.ศ. 2490 ก็จะไม่มีองคมนตรี แต่ในช่วงปี พ.ศ.2477 จนถึง พ.ศ. 2489 ก็จะไม่มีพระมหากษัตริย์แต่จะมีคณะผู้สำเร็จราชการ หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วพอรัชกาลที่ 8 กลับมาตอนช่วงปี พ.ศ.2488 ก็ไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการฯ แล้วพอมิถุนายน 2489 ก็เกิดกรณีสวรรคตฯ แล้วพอ 8 พ.ย. 2490 เกิดรัฐประหาร ซึ่งตั้งแต่ปี 2490 จนถึงปัจจุบัน รัฐธรรมนูญทั้งหมดก็กำหนด ก็กำหนดให้มีองคมนตรีและให้มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์

รธน.มาตรา 10 คณะองคมนตรีมีหน้าที่ ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์
เมื่อถามถึงท่าทีของพรรคประชาชนที่ระบุว่าการที่องคมนตรีหลายคนเข้าร่วมประชุมกันดังกล่าว เป็นการขัดกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย มองเรื่องนี้อย่างไร "ศ.ดร.ไชยันต์"กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560 ในมาตรา 10 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
" พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรี
คนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี
คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ"
คราวนี้จะนำอะไรไปถวายความเห็น หากไม่หาข้อมูล ไม่ได้มีการห้ามองคมนตรีมาติดต่อ รวมถึงไม่ได้ห้ามพระมหากษัตริย์ที่จะลงมาติดต่อแบบนี้หรือจะลงมาฟังอะไรแบบนี้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งประเทศในสแกนดิเนเวียบางประเทศ คณะรัฐมนตรี เป็นสภาองคมนตรีเอง อย่างนอร์เวย์ชัดเจนคือ คณะรัฐมนตรี จะเป็นองคมนตรีโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นเวลาพระมหากษัตริย์ ประชุมองคมนตรีก็เท่ากับประชุมคณะรัฐมนตรีในเวลาเดียวกันและรัฐธรรมนูญของนอร์เวย ก็บอกชัดเจน ไม่เพียงพระมหากษัตริย์เท่านั้นแต่มงกุฎราชกุมารที่บรรลุนิติภาวะแล้วก็ต้องเข้าประชุมด้วย แต่เป็นการประชุมเพื่อรับฟังเฉยๆ เพราะเวลาคณะรัฐมนตรี ที่เป็นองคมนตรีในเวลาเดียวกัน เวลามาประชุม เขาจะกำหนดนโยบายมาเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่มากำหนดกันตอนนั้น เขากำหนดนโยบายที่จะบริหารบ้านเมืองมาแล้ว และมารายงานให้พระมหากษัตริย์ฟัง มันก็คล้ายกับของอังกฤษที่นายกฯจะเข้าเฝ้ากษัตริย์ ฯ
คือมันมีความซับซ้อน มันไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียว และนักวิชาการหรือพรรคประชาชน ควรหานักวิชาการไปปรึกษาหารือว่าแต่ละประเทศ เขาจะมีระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่อาจจะมีความเหมือนกันกับอีกหลายประเทศ และก็มีความเฉพาะตัวด้วย มีมิติของตัวเอง หากหาไม่ได้จริงๆ นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้ ผมก็ยินดีช่วย ผมก็มีนักวิชาการในทีมงานผมที่ทำเรื่องแบบนี้อยู่ อย่างผมเอง ก็ไลน์มาถามได้ ก่อนที่จะโพสต์อะไรออกไป ก็อยากให้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือหากไม่เห็นด้วยก็ถกเถียงกันมาได้
ถามถึงว่าท่าทีของพรรคประชาชนที่มีการตั้งถามเชิงชี้ว่าใครคือผู้มีอำนาจตัวจริง แล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้หรือไม่ หากคำแนะนำขององคมนตรีเกิดผลเสียขึ้นมา รวมถึงนำประเด็นต่างๆมามัดรวมกัน มองท่าทีของพรรคประชาชนอย่างไร คำถามดังกล่าว "ศ.ดร.ไชยันต์"ให้คำตอบว่า ผมไม่แน่ใจว่า โพสต์ของอาจารย์สมศักดิ์กับของพรรคประชาชนอันไหนมาก่อนกัน ถ้าโพสต์ของอาจารย์สมศักดิ์มาก่อน ก็แสดงว่าพรรคประชาชนเดินตามรอยเท้าหรือว่าให้อาจารย์สมศักดิ์เขาจูงจมูก แต่หากพรรคประชาชนโพสต์ก่อนแล้วอาจารย์สมศักดิ์ตาม ตัวอาจารย์สมศักดิ์ก็อาจเป็นนักวิชาการที่ขาดข้อมูลความรู้
... อย่างไรก็ตามที่เขามีการประชุมกันดังกล่าว ผมก็ต้องบอกว่าไม่ได้รู้ว่าเขาประชุมอะไรกันข้างใน แต่ทราบจากข้าราชการผู้ใหญ่ว่าทางองคมนตรี มารับฟัง แต่หากพรรคประชาชนเป็นห่วงว่า ทางองคมนตรี มีการกำหนดนโยบายแล้วทางข้าราชการต้องน้อมไปทำทั้งที่ไม่ใช่พระมหากษัตริย์แล้วเกิดความเสียหาย อันนี้ทางพรรคประชาชนก็มีประเด็น คือหมายถึงหากที่ประชุม ถ้าองคมนตรี เป็นผู้กำหนดนโยบายให้ข้าราชการไปทำ องคมนตรีไม่ได้เป็นรัฐมนตรี องคมนตรีไม่ได้มีหน้าที่กำหนดนโยบายบ้านเมือง หากองคมนตรีกำหนดนโยบายแล้วให้ข้าราชการรับไปปฏิบัติ อันนี้ก็อาจจะเข้าข่ายที่ทางพรรคประชาชนเขาบอกว่าเป็นห่วงว่าใครจะรับผิดชอบ แต่ผมทราบเพียงแต่ที่ประชุมดังกล่าวทางองคมนตรีเพียงแต่มารับฟังปัญหา ซึ่งที่นายกฯให้สัมภาษณ์ว่า ก็ควรจะรับฟังองคมนตรี เพราะว่าเคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีประสบการณ์มาเยอะ อันนี้ผมก็คิดว่าในเมืองนอกก็มีคือองคมนตรีอาจจะมีความเห็นแต่ปัญหาคือข้าราชการไม่จำเป็นต้องรับไป หรือทางภาคการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องรับไป ก็ตัดสินใจเอาเอง
อย่างที่ประเทศอังกฤษ นายกฯของอังกฤษไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ของอังกฤษ หากกษัตริย์แนะนำอะไรมา นายกฯจะมาบอกในที่สาธารณะไม่ได้ และนายกฯเองก็มีความเป็นตัวของตัวเอง หากกษัตริย์แนะนำมา ตัวนายกฯต้องตัดสินใจเองว่าจะรับหรือไม่รับ ไม่มีอะไรไปบังคับหรือกดดัน
ต่อข้อถามที่ว่า แถลงการณ์ของพรรคประชาชน พูดถึงการวางตัวขององคมนตรี ว่าต้องมีความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าไม่เป็นกลาง มองว่าการวางตัวขององคมนตรีแบบไหนถึงจะเหมาะสม ที่จะทำให้ดูเป็นกลาง "ศ.ดร.ไชยันต์" ให้ความเห็นว่า ทางองคมนตรีก็มารับฟังปัญหา หรือรับฟังแนวทางการทำงาน อันนี้ต้องไปถาม พรรคประชาชนว่าที่องคมนตรีมานั่งฟังดังกล่าวมันไม่เป็นกลางอย่างไร หรือหัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ไม่ขอตามเข้าไปฟัง เขาไม่ได้ห้ามไม่ใช่หรือกลัวว่าหากต้องไปฟังแล้วจะต้องเคารพหรือการแสดงสัมมาคารวะอะไรที่ทำให้เขาไม่สบายใจ หรือว่าไม่รู้ว่าเขามีการประชุมกัน พออาจารย์สมศักดิ์ว่ามา ก็ตามนั้นหรือเปล่า ก็ต้องให้ผู้นำฝ่ายค้านฯ นิยามความเป็นกลางดังกล่าวมา ผมก็อยากฟัง เพื่อจะได้ช่วยกันคิดว่า position สถาบันกันยังไงอะไรต่างๆ แต่ก็อย่าไปมองเขาในแง่ลบ คือหากเขาวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นโอกาสให้หลายคน รวมถึงผมด้วยได้ใช้ความรู้ที่ไปศึกษาประเทศต่างๆที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขฯ ก็ได้นำข้อมูลที่อยู่ในตู้นำมาใช้ได้ เพราะหากไม่มีเหตุการณ์ ผมโพสต์ไปก็ไม่มีใครสนใจ
โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อนุชา-ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรค ปชป. กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร | and more กับโอกาสเบียดสู้ 'ชัชชาติ'
สนามเลือกตั้ง "ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร" หรือผู้ว่าฯ กทม.ใกล้ระเบิดศึกเต็มทีแล้ว เพราะวันที่ 28 พ.ค.นี้จะเป็นวันแรกของการรับสมัครบุคคลลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งผู้สมัครเกือบทั้งหมดคงไปยื่นสมัครกันตั้งแต่วันนี้เกือบหมด
ยกเลิกองคมนตรี ‘ปิยบุตร’ชงรื้อรธน.หมวด2 ‘กษัตริย์’ไม่ต้องมีที่ปรึกษา
เติมไฟให้พรรคส้ม! "ปิยบุตร" เสนอรื้อรัฐธรรมนูญแก้หมวดพระมหากษัตริย์ ยกเลิกคณะองคมนตรี อ้างคนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางจนอาจกระทบกระเทือนไปถึงสถาบัน
ผู้นำฝ่ายค้าน กระทุ้งประธานสภาฯ ให้วางตัวเป็นกลาง อย่าขวางตรวจสอบ พรก.กู้เงิน
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่าต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทก่อนจึงจะบรรจุญัตติได้ พร้อมระบุว่าการที่พรรคประชาชนเสนอตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้เงิน ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ฝ่ายบริหารยังไม่ได้ใช้เงินนั้น
ไม่ตกขบวน! 'ปิยบุตร' ปัดฝุ่นข้อเสนอแก้ รธน. หมวด 2 ยกเลิก 'คณะองคมนตรี'
'ปิยบุตร' เสนอยกเลิก คณะองคมนตรี ยกความเห็น ปรมาจารย์ นักกฏหมาย หยุด แสงอุทัย การมีคณะองคมนตรีสำหรับเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ย่อมจะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย
🔴 LIVE 'ธีระชัย' แทงตรง สงครามขยี้โลก 'สหรัฐ-ทรัมป์' ตกเหว!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569
วาทกรรมรายวัน! 'เท้ง' ปลุกประชาชนแสดงพลังสร้าง รธน.ใหม่ หลุดพ้นระบอบสีน้ำเงิน มรดกรัฐประหาร 2557
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ว่า จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

