จัดอีเวนต์ปราบโกง-ผู้มีอิทธิพล ระวัง'รู้จักประชาชนน้อยไป'

“ปัญหาผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจเหนือกฎหมาย ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นลมใต้ปีกสมคบคิดกันเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือผู้นำที่เหลิงอำนาจ กลายเป็นชนวนเหตุทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลมาหลายชุดแล้ว”

การทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยเป็นปัญหาร้ายแรงที่กระทบต่อความเชื่อมั่นทุกภาคส่วน เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กำลังลุกลามกัดกินประเทศไทยให้อ่อนแอและอาจล่มสลายลงได้

องค์กรสร้างความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เผยแพร่ดัชนีการรับรู้การทุจริตในภาครัฐ (Corruption Perceptions Index : CPI) ประจำปี 2569 ระบุว่า ประเทศไทยได้ 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ลดลง 1 คะแนนจากปี 2568 และอยู่ในอันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก

ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผล “การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ” พบว่าปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง 

สะท้อนอารมณ์ภาคเอกชนว่า "ทนไม่ไหวแล้วโว้ย!"

ผลสำรวจได้เปิดเผยข้อมูลหน่วยงานที่มีอัตราเสนอสิ่งตอบแทนสูงสุด 10 อันดับแรก 1.ตำรวจทางหลวง/จราจร 100.0% 2.กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) 94.4% 3.องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 91.7% 4.กรมเจ้าท่า 90.0% เป็นต้น

ส่วนหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรก 1.กรมควบคุมมลพิษ 102,160 บาท 2.กรมเจ้าท่า 100,000 บาท 3.กรมสรรพสามิต 94,667 บาท 4.กรมสรรพากร 89,498 บาท เป็นต้น

ผลสำรวจดังกล่าวกระทบความน่าเชื่อถือของราชการไทยทั้งระบบ แม้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จะยืนยันไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษ แต่ผู้ประกอบการย้อนกลับว่า คพ.มีอำนาจในฐานะผู้กำหนดมาตรฐาน เป็นเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ มีอำนาจเข้าโรงงาน และรายงานข้อมูลเมื่อพบการละเมิดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิกถอนใบอนุญาตได้ 

จึงเป็นแรงจูงใจ (incentives) ในการจ่ายสินบนสูงมากขึ้น

แต่เมื่อนักข่าวถาม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำกับดูแลกรมควบคุมมลพิษ ถึงผลสำรวจการรับสินบนในหน่วยงานภายใต้กำกับดูแล กลับแสดงความไม่พอใจ แล้วพูดข่มนักข่าว “มึงรู้จักกูน้อยไป

แทนที่รัฐมนตรีที่กำกับดูแล คพ.และผู้บริหารกรมจะตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึงผลสำรวจดังกล่าวตามที่นักข่าวทำหน้าที่ซักถาม แต่กลับปกป้องพวกกันเองแล้วใช้อำนาจข่มขู่ฝ่ายตรวจสอบ ยิ่งทำให้สงสัยว่าฝ่ายการเมืองกับข้าราชการมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือไม่?

แม้ภายหลังนายสุชาติจะมาขอโทษนักข่าว แต่ได้สะท้อนถึงวิธีคิด พฤติกรรมของคนเป็นรัฐมนตรีที่ไร้วุฒิภาวะ ไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ ชอบใช้อำนาจข่มขู่ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ฟ้องนักข่าวกรณีเสนอข่าวการรับสินบนส่งแรงงานไปประเทศฟินแลนด์ เมื่อครั้งเป็น รมว.แรงงานด้วย

เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ลูกน้องแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ที่กล่าวพาดพิงสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีการเรียกรับผลประโยชน์และเก็บส่วยทั่วประเทศ

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต หรือ “คตท.” เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริต

เช่นเดียวกับยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และหัวหน้า คสช. ได้ลงนามคำสั่ง คสช. ที่ 127/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) มี “ศูนย์อํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ” หรือ “ศอตช.” แต่การทุจริตก็ไม่ได้ลดลง

ผู้ประกอบการในยุคนั้นบางรายยังบ่น "จ่ายสีกากีแล้วยังจ่ายสีเขียวอีก"

นายกฯ อนุทิน ได้กล่าวระหว่างเป็นประธานมอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล มีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 76 จังหวัด เข้าร่วมที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนหนึ่งว่า "เรื่องที่ดินทำกินจะต้องไปพูดคุยต่อกับ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดี๋ยวจะต้องติดต่อไปทางนายสุชาติ ชมกลิ่น เรายังไม่รู้จักเขา (สุชาติ ชมกลิ่น) น้อยไปหรอกครับ ผมรู้จักเขามากพอสมควร เป็นคนใช้ได้ เป็นนักเลง บางทีพูดผิดเวลานิดหน่อยเท่านั้นเอง และก็ได้มีการขอโทษคู่กรณีกันแล้ว"

คำพูดของ นายกฯ อนุทิน เป็นการปกป้องนายสุชาติว่า "เป็นคนใช้ได้ เป็นนักเลง"  และยังบอกว่า "พูดผิดเวลา" ยิ่งทำให้สงสัยว่า ถ้าพูดข่มขู่นักข่าวเช่นนี้ในห้องประชุม ครม.หรือบนตึกไทยคู่ฟ้า ถือว่า พูดถูกเวลา หรืออย่างไร?

นอกจากนี้ นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มี นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), ผู้แทนประธานสภาหอการค้าฯ และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมฯ ตัวแทนจาก 35 หน่วยงานภาครัฐ และคณะ กกร.เข้าร่วม

"พวกท่านเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯ คนไหนโกงและทุจริต ท่านไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปศาล ไป ป.ป.ท. ปปง. ไปทุกที่ที่ท่านไปได้ ไปในหน่วยงานที่มีการบังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่เขาทุจริต เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย พิสูจน์ได้ด้วยเอกสารต่างๆ โจรย่อมทิ้งร่องรอย เชื่อว่าท่านจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุนให้ข้อมูลที่จะทำให้สอบไปถึงต้นตอได้" นายอนุทินกล่าว

ฟังดูเหมือน นายกฯ อนุทิน จะเอาจริงในการปราบปรามการทุจริต แต่รัฐบาลชุดนี้ที่เรียกว่า รัฐบาลสีน้ำเงิน หรือที่ พรรคประชาชน มองว่า ระบอบสีน้ำเงิน กำลังกินรวบประเทศทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ

โดยเฉพาะกรณี ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จากการถือครองหุ้นแทนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวนทางกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ว่านายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง โดยทำนิติกรรมอำพราง ด้วยการให้นอมินีถือหุ้น ซื้อกองทุนแทน บริจาคเข้าพรรคภูมิใจไทย และวินิจฉัยตัดสินให้ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี

คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.เป็นที่กังขาของคนทั้งประเทศว่าเป็น การฟอกขาว ให้นายศักดิ์สยาม ขณะที่กรรมการ ป.ป.ช.รายหนึ่งถูกกล่าวหารับสินบนทองคำ 246 บาท แล้วอย่างนี้จะพึ่งพา ป.ป.ช.ได้อย่างไร?

การทำงานแบบนี้ ประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ “OECD” ทันภายในปี 2571 หรือ?

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ได้เปิดเผยสถิติจากการสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี จากศาลอาญาคดีทุจริตฯ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พบว่าประเทศไทยมีการตัดสินลงโทษข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่ที่ราว 2,750 คดี ซึ่งมีจำเลยหลักหมื่นคน ขณะที่คดีของข้าราชการระดับสูง ระดับอธิบดี ปลัดกระทรวง รวมถึงนักการเมือง เฉลี่ยแล้วลงโทษเพียงปีละ 7.5 คดีเท่านั้น ทั้งที่ระดับนักการเมือง อธิบดีทุจริต สร้างความเสียหายมากมาย

"ในความเป็นจริงนั้น มีผู้ร้องเรียนเรื่องต่างๆ ไปนับหมื่นเรื่อง แต่ ป.ป.ช.มีการชี้มูลจริงเพียงหลักร้อย ตอกย้ำภาพว่าคนโกงไม่ได้โดนลงโทษ”  ดร.มานะระบุ

ปัญหาคนโกงไม่ได้ถูกลงโทษอันเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เคร่งครัดและรวดเร็ว จึงเป็นปัญหาสำคัญของการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน และแม้บางคนโดนลงโทษจำคุกแล้วก็ยังได้รับการลดโทษ และได้รับการปล่อยตัวในไม่ช้า จึงทำให้คนคิดจะโกงไม่เกรงกลัวกฎหมาย

โดยเฉพาะต้นทางกระบวนการยุติธรรม "ตำรวจ" คือด่านแรกที่่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดคดีทางอาญา แต่ตำรวจยังผูกขาดอำนาจ จับกุม สอบสวน ส่งฟ้องเอง ไร้การตรวจสอบจากหน่วยงานอื่น นำไปสู่การใช้อำนาจในทางมิชอบ รับส่วยสินบน ส่งผู้บังคับบัญชาเป็นรายเดือน

แม้จะมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยการควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาต้องบันทึกภาพและเสียง และแจ้งอัยการและฝ่ายปกครองทันที แต่ล่าสุดยังมีตำรวจอุ้มชาวจีน 5 รายไปรีดไถอีก

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการ สป.ยธ. ระบุว่า อันที่จริงนายกฯ ไม่ต้องเรียก ผบก.ตำรวจมาประชุมด้วยก็ได้ ทำให้เสียเงิน เสียเวลา เพียงบอกผู้ว่าฯ ไปว่า ถ้า ผบก.ตำรวจจังหวัดไหนไม่ทำงานสนองนโยบาย ไม่ทำหน้าที่ หรือมีพฤติการณ์ทุจริตรับส่วยสินบน ปล่อยให้มีแหล่งอบายมุขผิดกฎหมาย ให้รายงานผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทยมา ถ้าเป็นจริงจะจัดการสั่งสำรองราชการทันที

"พูดเพียงแค่นี้รับรองว่าปัญหาบ่อนพนันและแหล่งอบายมุขผิดกฎหมายที่เป็นสาเหตุสำคัญของอาชญากรรมร้ายแรงและยาเสพติดทั่วประเทศจะถูกสั่งปิดลงทันที โดยนายกฯ ไม่จำเป็นต้องสั่งให้อธิบดีกรมการปกครองนำกำลัง อส.ไปทำหน้าที่แทนตำรวจ" พ.ต.อ.วิรุตม์ ระบุ

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นการร่วมมือทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน เช่นเดียวกับปัญหาผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจเหนือกฎหมาย ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นลมใต้ปีกสมคบคิดกันเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือผู้นำที่เหลิงอำนาจ กลายเป็นชนวนเหตุทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลมาหลายชุดแล้ว

ดังนั้นหากผู้นำไร้วิสัยทัศน์ ขาดภาวะผู้นำ ทำเพียงแค่ บริหารอำนาจ จัดงาน "อีเวนต์" ไปวันๆ เหมือนไฟไหม้ฟาง หมกปัญหาไว้ใต้พรม ไม่แก้ปัญหาเชิงระบบ จะเป็นระเบิดเวลารอปะทุในวันหน้า แล้ววันนั้นจะ "รู้จักประชาชนน้อยไป!".     

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กระทุ้ง 'อนุทิน' ต้องปราบโกงจริงถึงขั้นประหารชีวิต รับรองคอร์รัปหมดแน่

นายสมชาย แสวงการ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.)

ผุด‘คตท.’ปราบคอร์รัปชัน แค่แก้เกี้ยวหรือทำได้จริง?

​“นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ติดแอ็กชันแก้คอร์รัปชันทันที หลังผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

ภท.เปิดรุกแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับคุมเกม-หักเหลี่ยมส้ม

ภายหลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยมีตัวเลขในมือราว 192 เสียง ประกอบกับ สว.สีน้ำเงินประมาณ 140 เสียง ที่มองว่าเป็นเครือข่ายเดียวกัน จึงถือโอกาสพลิกเกม เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเสียงประชามติ 21.6 ล้านเสียงทันที

เดินหน้าไม่มีถอย ไทยช่วยไทยพลัส “ปกรณ์”คุมเกมสู้คดีศาลรธน.

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กางแผนตั้งรับ-สู้คดี “พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท”ออกมาทันที หลังเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีมติรับคำร้องกรณีที่สส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อเสนอให้ศาลรธน.วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาล ออก”พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท”ไม่เข้าข่าย รัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1หรือไม่