เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ระหว่างวันที่ ๕-๙ มีนาคม ๒๕๖๕ พักภาวนาอยู่ที่พระธาตุภูหว้ารัตนคีรี ป่าต้นน้ำบนเทือกเขานาคเกิด แถวน้ำตกกะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต.. ได้เขียน ธัมมานุสติ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดให้กับลูกศิษย์คนหนึ่ง มีใจความว่า...
“....เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิดที่เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง..
เธอพึงตั้งจิตกำหนดรู้ลงไปใน วิถีชีวิต ให้เห็นตามความเป็นจริงโดยธรรมชาติ.. เพื่อเป็นธัมมานุสติ..
จึงจะก่อเกิดเป็นกุศลผลบุญอันเป็นประโยชน์ ที่ควรเรียกว่า.. สิริมงคล แท้จริง.. ใน ชีวิต...
ชีวิต.. มิใช่สิ่งที่นิ่งเฉย ดังที่คนรุ่นใหม่ชอบพูดกันว่า ชีวิต เป็น Dynamic มิใช่ Static
ชีวิต จึงไหลเลื่อนไปตามกระแส.. ตามแนวลำคลองแห่งธรรม อันเกิดจากกรรม.. ของ ชีวิต นั้น ที่กระทำ.. เพื่อรับ รับรู้ อันเป็นผลสะท้อนกลับสู่ชีวิต เพื่อเปลื้องแรงกรรมนั้น...
ดังภาษิตที่ว่า.. ชีวิต เป็นสนามทดสอบแรงกรรม และ ไม่มีแรงใด เสมอด้วยแรงกรรม..
อำนาจเป็นใหญ่ในโลก ในบรรดาอำนาจทั้งปวง
อำนาจกรรมยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีอำนาจใดเสมออำนาจของกรรม
(วะโส อิสสะริยัง โลเก)
ชีวิต.. จึงไม่นิ่งเฉย.. ชีวิต จึงไม่ราบเรียบ.. ชีวิต จึงมิได้โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบ.. หรือพื้นพรมชั้นดี..
ชีวิต คือระลอกคลื่นแห่งเหตุปัจจัย ที่จัดความสัมพันธ์กันมาตามเหตุและผล.. ส่งต่อ ก่อรูป สืบสายเป็นกระแสปัจจยาการ.. ที่แสดงความจริงของธรรม.. ในธรรมชาติ อันเป็นไปตามปกติ มิได้แปลกประหลาดอะไรเลย..
ชีวิต.. จึงเต็มไปด้วย คลื่นลม
ชีวิต จึงเต็มไปด้วย สิ่งเจือปนผสมผสาน..
ชีวิต จึงเต็มไปด้วย เรื่องราว..
ชีวิต จึงเต็มไปด้วย ปัญหา..
ชีวิต จึงเป็นที่ตั้งที่ควรศึกษา
เพื่อเพ่งรู้ให้เข้าใจในความเป็น ชีวิต ที่โลกสมมติ.. ตามสภาวธรรม.. เพื่อเข้าให้ถึงปรมัตถธรรมของ ชีวิต.. ว่า.. แท้จริง.. อะไรคือความจริงแท้ของ ชีวิต...
การรู้เข้าใจในความเป็นจริงของ ชีวิต ผ่านกฎแห่งกรรม.. จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เมื่อ ชีวิต ดำเนินไปตามกระแสของกรรม จึงสามารถเห็นความจริงของ ชีวิต ผ่านม่านของกรรมได้.. ทั้งนี้ จึงเป็นธรรมดาและเป็นคำตอบว่า.. ทำไม เมื่อพูดถึงเรื่อง ชีวิต จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องพูดเรื่อง กฎแห่งกรรม...
เมื่อพูดเรื่องกฎแห่งกรรม.. เพื่อเข้าใจใน วิถีชีวิต ที่เป็นไปตามผลของกรรม.. ที่แปรเปลี่ยนสลับกันไประหว่าง กรรมดี.. กรรมชั่ว.. ที่ตามให้ผลดีผลชั่ว.. จึงได้เห็นความจริง ของชีวิต.. ที่เสมือนละครน้ำเน่า.. ที่ฉายซ้ำๆ ซากๆ อยู่เช่นนั้น.. ย้ำอยู่กับเรื่องเดิมๆ.. ฉากเดิมๆ.. ไม่รู้จักจบสิ้น.. ไม่รู้จักเบื่อหน่าย.. ฉายแล้วฉายอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก.. ไม่ยอมลาโรง.. ตราบยังไม่ลงโลง!!”
มีนักแต่งเพลงนำ เรื่องราวชีวิต ภายใต้กฎแห่งกรรม ไปเขียนเป็นเนื้อหาใส่ทำนองให้ได้ขับร้อง เพื่อสะท้อนความเป็นจริง.. ตามหลักธรรม มีเนื้อความดังนี้...
“พระพุทธองค์ ท่านทรงสอนเรื่องเวรกรรม
คนไหน ใครทำ กรรมเคยก่อเอาไว้อย่างไร
ก่อนนั้น เคยทำกรรมไว้ชาติใด
ชาตินี้ ต้องได้รับกรรมที่ทำก่อนนั้น...”
ก่อนที่จะพร่ำพรรณนาไปใน ความเป็นชีวิต ของคน ที่พบแต่อกุศลวิบาก.. ให้ผิดหวัง เศร้าขมขื่น ปวดร้าว ตรอมตรม.. ทุกข์ใจ คับแค้นใจ...
ความเข้าใจใน ชีวิต.. ของตน.. จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนา.. ที่สำคัญยิ่ง เพื่อจะได้รู้เข้าใจใน ชีวิต ตรงตามความเป็นจริง เพราะถ้ารู้ถูก เข้าใจถูก ตรงธรรม.. ก็จักนำไปสู่ การดำเนินชีวิต ที่ไม่ผิดไปจากคลองธรรม...
แต่ถ้าเข้าใจผิด.. วิถีชีวิต ก็จะเปลี่ยนไปจากคลองธรรม.. ก่อเกิดโทษทุจริต เพราะความเห็นผิดเป็นเหตุ...
จึงมีคำกล่าวว่า.. ทุกความคิด.. ย่อมทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป..
หากคิดดี.. ชีวิต ก็จะมุ่งไปสู่คุณความดี
หากคิดชั่ว.. ชีวิต ก็จะมุ่งไปสู่ความชั่ว ให้ก่อเกิดโทษฐานทุจริต..
ดังคำกล่าวที่ว่า.. “..การรู้เข้าใจผิด.. ความเพียรก็มิชอบ การกระทำก็เป็นมิจฉาปฏิบัติ
ถ้ารู้เข้าใจถูก.. ตรงตามความเป็นจริง ก็จักนำไปสู่การกระทำที่ชอบ..
ด้วยชีวิตดำเนินไปตามกระแสกรรม.. ที่แสดงการกระทำถูกผิด.. ชอบ.. ไม่ชอบ.. โดยธรรม
ถ้าวิปลาส วิปริตไปจากธรรม.. ก็ต้องรับผล..
ถ้าถูกต้อง ตรงตามธรรม.. ก็ต้องรับผล
การไม่รับผลจากการกระทำ (เจตนา) นั้น.. ไม่มี...”
แม้ที่สุด.. กรรมที่ไม่เจตนา ที่เรียกว่า กรรมเล็กน้อย (กตัตตากรรม).. กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจทำ ไม่ว่าฝ่ายดีหรือไม่ดี.. มีเจตนาอ่อน หรือมิใช่เจตนาอย่างนั้นโดยตรง ภาษาวินัยเรียกว่า อจิตตกะ .. ทำไปสักแต่ว่าทำ.. ก็ยังติดตามให้ผล.. ด้วยผลกรรมที่เบาที่สุด.. เมื่อกรรมที่มีกำลังทั้งหลายให้ผลหมดแล้ว.. หรือไม่มีกรรมอื่นให้ผล... กรรมชนิดนี้จะให้ผล.. อันเกิดจากการกระทำที่แม้ไม่เจตนา..
สรุปได้ว่า.. ชีวิต.. ที่ดำเนินไปตามกระแส ไม่เคยว่างเว้นผลของกรรม.. ตราบใดที่ยังมี ชีวิต.. อันเป็นสนามเพื่อเปลื้องแรงกรรม..
จึงควรครรลองให้ ชีวิต ดำเนินไปตามกระแสที่ถูกต้องชอบธรรม.. ด้วยธรรมวิธีในพระพุทธศาสนา ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔.. เพื่อดำเนินไปบนหนทางสายกลาง.. มัชฌิมาปฏิปทา ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า.. อริยมรรคอันมีองค์ธรรมแปดประการ..
มิฉะนั้น.. การขับเคลื่อนของ ชีวิต.. ก็จะหนีไม่พ้นแรงกรรม.. เป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งเกิดจากการทำถูก.. ทำผิด.. ชอบ มิชอบ ของเราทั้งหลาย จนแปรกลับมาเป็นผลให้เกิดความสุข.. ความทุกข์ในทุกขณะที่ชีวิตไหลไปตามกระแส...
การดำเนินชีวิตไปตามกระแส.. จึงไม่เคยว่างเว้น ว่างเปล่า จาก ความสุข.. ความทุกข์..
ความสุข.. ความทุกข์.. เป็นอาหารของชีวิตที่ยิ่งใหญ่มาก..
ความชอบใจ.. เป็นความสุข
ความถูกใจ.. เป็นความยินดี
ความไม่ชอบใจ.. เป็นความทุกข์
ความไม่ถูกใจ.. เป็นความขัดเคือง คับแค้น
นับเป็นเรื่องปกติของ ชีวิต ในโรงละครของสัตว์โลก.. อันเสมอกันในโลกใบนี้ด้วยกฎแห่งกรรม.. ดังภาษิตที่ว่า.. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม.. (กัมมุนา วัตตติ โลโก)
นอกจากความสุข.. ความทุกข์ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตแล้ว.. หลายๆ ครั้ง ชีวิต ยังดำเนินไปด้วยความมึนงง.. เป็นของแถม.. เพื่อให้ ทุกชีวิต ได้ชิมรสชาติเล่น.. จนอุทานออกมาว่า.. “วันนี้กูเป็นอะไร.. กูจะทำอะไรดี......”
อาการจิต.. ที่อุทานออกมาดังนี้ สะท้อนให้เห็นความจริงของ อวิชชา หรือ โมหะ ขั้นรุนแรง จนถึงกับยอมรับว่า.. ไม่รู้ว่าเป็นอะไร.. ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี..
การมึนงง.. ใหลหลง จนหาทางออกมาไม่ได้จากวังวนของอารมณ์ดังกล่าวนั้น.. น่ากลัวมาก.. จึงได้เห็นความสิ้นคิดของหมู่ชนประเภทนี้.. ที่ใช้ ชีวิต ไปอย่างไร้ค่า.. ไร้สาระ.. ไม่มีแก่นสาร...
ที่สุด จึงกระทำการต่างๆ นานาให้ผิดพลาดไปอย่างรุนแรง.. ทั้งด้านศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง...
มารู้ตัวอีกที เมื่อมีเรื่องราวใหญ่โต อันเกิดจากความผิดพลาดของตนที่กระทำไปด้วย โมหจิต ที่วิปริตอย่างรุนแรงไปจากธรรม...
โมหจิตประเภทนี้.. มีลักษณะ.. มึนงง.. ก่งก๊ง.. คิดไม่เป็น.. คิดไม่ถูก.. และมักคิดผิดไปจากกุศลธรรม.. ที่จะให้ผลคืนกลับมาอย่างปวดแสบปวดร้อน ยากจะทนทาน ทั้งนี้เพราะ.. ความไม่เข้าใจใน ชีวิต.. ความไม่รู้ในกระแส ชีวิต.. ที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกรรม...
เรื่องกรรมจึงนับเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งใน ชีวิต ของสัตว์โลก.. ดังที่กล่าวไปในเบื้องต้นว่า.. อำนาจที่ยิ่งใหญ่ในโลก คือ อำนาจกรรม...
วันนี้.. หรือวันไหนๆ ของโลก ก็ยังเหมือนเดิมภายใต้กฎเกณฑ์ของกรรม.. ที่ทุก ชีวิต ต้องดำเนินไป
วันนี้.. หรือวันไหนๆ ของโลก จึงไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย.. ทุกอย่างยังเหมือนเดิม..
กาลเวลา.. จึงเป็นแค่เครื่องหมายที่สะท้อนให้เห็น เส้นทางชีวิต ที่ผ่านมาและกำลังดำเนินไป.. ว่า.. ในแต่ละวันเวลา.. เราก่อกรรมทำดี..ชั่วอะไรไว้บ้าง...
ในวงรอบ ชีวิต.. ที่เวียนวนบรรจบไปตามกาลเวลา.. หากสังเกตจะพบว่า.. มีผลกรรมดี..ชั่วเกิดปรากฏเป็นอย่างไร...
ชีวิตกำลังเสวยผลกรรมใด..
ชีวิตกำลังเป็นอย่างไร..
เพื่อจะนำไปสู่ความคิดที่ว่า.. เราจะแก้ไข.. พัฒนาชีวิตของเราให้เป็นอย่างไร!?
ในวาระโอกาสอันสำคัญของทุกคน.. เมื่อเวียนมาบรรจบครบรอบ ดังเช่น วันคล้ายวันเกิด.. วันโกนจุก.. วันโกนหนวด.. วันตัดเล็บ.. ตัดผม.. จึงควรยิ่งต่อการสะดุ้งขึ้นมา.. เพื่อ มองหาชีวิต ของเรา.. บนพื้นฐานความเป็นจริง ของชีวิต ภายใต้กฎเกณฑ์ของกรรม.. อำนาจของธรรม.. ตามหลักธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้ปลูกศรัทธา.. เสริมสร้าง ปสาทะในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ยิ่งขึ้น.. จะได้เข้าสู่โหมดศึกษา พัฒนาชีวิต กันอย่างจริงจังตามหลักธรรมคำสั่งสอนที่ให้ ละชั่ว ทำดี.. พัฒนาจิตให้บริสุทธิ์.
เจริญพร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้
พระอุโบสถเวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย อธิการกุศลในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ตรงกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่วนราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมเพรียงกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว.. ดังที่อาตมาได้รับนิมนต์จาก นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวาระดังกล่าว...
“สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธน้อมสำนึกฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..
ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ
ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง

