สู่พรรษาปี ๒๕๖๙ .. ณ วัดป่าฯ สกลนคร!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เข้าถึง วันเข้าพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ พระภิกษุ-สามเณร และชาววัด ต่างมีกิจอันสำคัญยิ่งที่ถือปฏิบัติสืบกันมา ได้แก่ การแสวงหาที่พักจำพรรษา.. ซึ่งปีที่ผ่านมาได้รับนิมนต์ไปพักอยู่จำพรรษาที่ วัด DVMP (Dhamma Vinaya Monastery of Pune - India) ที่ศรัทธาชาวพุทธอินเดียสร้างถวาย ด้วยมูลค่าที่มากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ไม่นับรวมราคาที่ดินที่ถวายโดยเศรษฐีที่ดินอินเดียชาวฮินดู ตั้งอยู่ในนครปูเน่ รัฐมหาราษฏระ บนทำเลที่เหมาะควรต่อการเป็น สัปปายสถาน

จำได้ว่า ตลอดเวลาที่จำพรรษา ณ DVMP ที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าต้นน้ำ แม้ว่าต้นไม้จะไม่อุดมสมบูรณ์แบบบ้านเรา แต่ก็มีฝนตกตลอดพรรษา พร้อมแรงลมที่ยากเกินต้าน ปกคลุมด้วยเมฆหมอกจนเกือบไม่ค่อยได้เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ที่เคยส่องสว่างพร่างพรายบนท้องฟ้าในฤดูหนาว...

แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำความเพียรขั้นสูง เมื่อกุฏิที่พัก สถูป เจดีย์ วิหาร ถูกออกแบบไว้ให้รับแรงลมฝนที่พัดซัดสาดตลอดเวลาได้.. จะยุ่งยากบ้างก็คงเป็นการก่อสร้างอาคารที่พักและภูมิทัศน์ที่ยังไม่แล้วเสร็จในบางส่วน

เกือบทุกวันได้ถือปฏิบัติเดินลงจากภูเขาสู่ด้านล่าง บนระยะทางรวม ๗ กิโลเมตร โต้ลมฝนที่โปรยปรายซัดสาดผ่านยอดขุนเขาน้อยใหญ่ มาตามแนวถนน ที่ลดเลี้ยวลัดเลาะลงสู่พื้นที่ล่างตามแนวธรรมชาติของภูมิประเทศพื้นที่สูง จึงได้ทัศนาทิวทัศน์อันสวยงาม ที่ยามฟ้าหลังฝนปรากฏหมอกเมฆไหลปกคลุมไปตามแนวสันเขา ดุจหิมะปกคลุมสวยงาม ที่ประดับไปด้วยบ้านช่องของผู้มีฐานะในอินเดีย

การลงมาในแต่ละวัน จึงได้พบปะคุ้นเคยกับชาวบ้านที่สัญจรไปมา ตลอดจนถึง สัตว์เลี้ยง วัว ควาย ที่เดินเล่นและเล็มกินหญ้าอ่อนตามแนวร่องหุบเขา จนเกิดความรู้สึกคุ้นเคยต่อกัน ให้นำพาไปสู่มิตรภาพที่มั่นคงในฐานะเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย.. แม้ในสุนัขที่เที่ยวเล่นตามถนน

จริงๆ แล้ว ชีวิตของคนเรา ไม่มีอะไรไปมากกว่า กิน อยู่ หลับ นอน ในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ที่สืบเนื่องจนกลายเป็น วัฏจักร ของชีวิต ส่งสืบต่อเป็นวงจรให้เห็นเป็นระยะทางชีวิตที่เนิ่นนานไปบนเส้นกาลเวลา อันแสดงมาตรวัดทางธรรมชาติว่า สรรพชีวิตกำลังถูกกาลเวลากัด กิน กลืน จนสูญสิ้นสลาย ตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด ด้วยกงล้อสังสารวัฏที่หมุนวนในวิถีเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นปรากฏการณ์ สามัญลักษณะ ของธรรมชาติแห่งชีวิต

จึงเป็นธรรมดาที่ทุกชีวิตจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติของความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแสดงสัจธรรมของชีวิตในกงล้อแห่งกาลเวลา ที่คอยกลืนกินทุกสรรพสิ่งในโลกนี้อย่างเสมอกัน ไม่ว่าจะใหญ่-เล็ก หรือยากดีมีจน.. หญิงหรือชาย ซึ่งล้วนต้องตกอยู่ใต้กฎธรรมชาติดังกล่าวนี้ ที่ติดตามให้ผลทุกขณะ เพื่อให้เห็นความเป็นจริงอย่างเป็นธรรมดาว่า ทุกสรรพสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน เสื่อมสูญ สิ้นสลาย...

ความเสื่อม.. ในท่ามกลางการดำรงอยู่ จึงกลายเป็นบทลงโทษทางธรรมชาติของทุกชีวิต ที่แสดงผลให้ปรากฏในความหมายของ ความแก่ชรา อันเป็นผลกระทบจากการเสื่อมสภาพตามวัย ที่แสดงความเป็นจริงของสรรพชีวิตว่า เมื่อเจริญไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว ต้องถดถอยลงมาอย่างเป็นระบบต่อเนื่องในอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ที่ส่งผลต่อจิตใจบนหลักสัมพันธภาพ ตามกฎแห่งการอิงอาศัยกันเกิดขึ้น.. ที่เรียก อิทัปปัจจยตา..

กฎความเสื่อม.. สู่ภาวะถดถอย จึงส่งผลต่อการลดทอนคุณภาพชีวิต รวมถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง มิหนำซ้ำ ยังเพิ่มค่าความเสี่ยงต่อการย่อยสลายสูงขึ้น ในรูปลักษณ์ของ ความแก่ชรา.. เสื่อมสูญ สิ้นสลาย..

ดังเมื่อ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ก่อนเข้าพรรษาที่ผ่านมา เมื่อได้เดินทางไปประกอบศาสนกิจ เป็นเจ้าภาพเทศน์มหาชาติ ณ วัดราชผาติการามวรวิหาร กรุงเทพฯ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ซึ่งมีการแสดงธรรมเทศนาในกัณฑ์ต่างๆ รวม ๑๕ กัณฑ์ โดยเพิ่ม กัณฑ์ที่ ๑ เทศน์เฉลิมพระเกียรติ.. กัณฑ์ที่ ๒ คาถาพัน รวมลงไปใน ๑๓ กัณฑ์ของเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ที่ต้องรับนิมนต์ไปนั่งแทนประธานสงฆ์ใน ๕ กัณฑ์สุดท้าย ตั้งแต่กัณฑ์มัทรีไปจนถึงนครกัณฑ์ เพื่อทำหน้าที่ถวายอดิเรกในฐานะ พระราชาคณะ องค์ประธาน ที่ร่างกายออกอาการแปรปรวนไปตามวัย

จึงได้เห็นความจริงของความเสื่อมชราในร่างกาย ปรากฏ ในท่ามกลางที่นั่งฟังอย่างต่อเนื่องร่วม ๕-๖ ชั่วโมง โดยมิได้ลุกหลีกหลบไปไหน และไม่มีช่วงเวลาให้ไปพักเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ อันเป็นประเพณีของการฟังเทศน์มหาชาติ ที่ต้องเทศน์ส่งต่อกันไปในแต่ละกัณฑ์ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมา ๒ วัน

แต่แม้ว่าจะมีภาวะสังขารถดถอย ก็หาได้ถอดใจจากการทำหน้าที่ไม่.. ด้วยเป็นอุปนิสัยสั่งสมจนเป็นสันดานในความเป็นนักต่อสู้.. ที่ต้อง อดทน อดกลั้น ทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจ โดยมิได้แสดงความรู้สึกว่า พอใจ .. ไม่พอใจ ให้ปรากฏ ในตรงข้าม กลับรวมจิตให้มั่นคง บนร่างกายที่นั่งตั้งตรงตลอดเวลา สมฐานะ ผู้ปฏิบัติธรรม.. เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ฝึกฝนตนมาดีแล้ว ในท่ามกลางสายตาของญาติมิตร

อย่างไรก็ตาม บนความจริงที่เป็นธรรมดา ที่ยากจะฝ่าฝืนในกฎแห่งความไม่เที่ยง ไม่ว่าเขาหรือเรา.. ที่ต้องประสบ จึงได้สังเกตเห็นความอ่อนล้าในหน่วยความจำของบรรดา สหธรรมิก ที่ส่วนใหญ่เข้าสู่ วัยชรา ที่ยากจะยับยั้ง โดยมักจะมีอาการหลงๆ ลืมๆ เป็นปกติตามสภาพสังขาร บนความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและเซลล์สมองที่ฝ่อตัวลง จนนำไปสู่อาการอัลไซเมอร์และการสูญเสียความทรงจำจากโรคสมองเสื่อม มีอาการนอนหลับยาก ตื่นบ่อย และเพลียระหว่างวัน ซึ่งนับเป็น โรคชรา อันยากจะปฏิเสธในหมู่สัตว์สังคมดิจิทัลปัจจุบัน ที่ดูท่าทีว่าจะออกอาการมากกว่าแต่ก่อน

จึงไม่ต้องแปลกใจและอย่าได้เสียใจในอาการเปลี่ยนแปลงภาวะความรู้สึกอย่างตรงข้ามและรวดเร็วของสหธรรมิก.. ญาติมิตรเพื่อนฝูงที่ใกล้ชิด ซึ่งในบางเวลาจะพูดคุยกันรื่นเริง สนุกสนาน และตรงข้ามในบางเวลาที่เห็นนั่งนิ่งเฉย ไร้ความใส่ใจ จำเรื่องราวใดๆ ที่พูดคุยกันมาชั่วข้ามคืนไม่ได้.. ปรากฏอาการเฉียบพลันทันใดอย่างน่าเป็นห่วง

มิหนำซ้ำ เมื่อมีการบ่นพึมพำในสังขารที่ชำรุดทรุดโทรม ที่ลุกก็โอย! นั่งก็โอย! ด้วยความเสื่อมของกระดูกและข้อต่อที่เปราะบาง กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ระบบเผาผลาญ การกิน ขับถ่าย ที่ย่ำแย่ลงไปตามวัย อันควบคุมได้ยาก บ่งบอกถึงอาการประสาทสัมผัสเสื่อมสภาพ สายตาพร่ามัว ไม่ชัดเจนในการมอง ความสามารถในการได้ยินลดลง การรับรู้ทางกลิ่น รส สัมผัส เริ่มถดถอย.. ที่เป็นมากขึ้นอย่างยากจะห้าม คือ ความวิตกกังวลที่มีมากขึ้นๆ อย่างน่ากลัว.. จนออกอาการภาวะซึมเศร้าทางจิตใจ จากการรับรู้ความรู้สึกทรุดโทรมในชีวิต จนสูญเสียความมั่นใจไปจากเดิม

ในพรรษาปีนี้.. จึงเป็นพรรษาที่ได้เห็นโทษภัยของ กฎแห่งความเสื่อม อย่างประจักษ์จากความแก่ชราของทุกชีวิต ที่หลายท่านกำลังประมาท ขาดความใส่ใจ ด้วยหลงใหลชื่นชมไปกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ.. ในท่ามกลางความถดถอยของร่างกายจิตใจ ที่กำลังเข้ามาแทนที่อย่างไม่เคยหยุดพัก.. จึงควรอย่างยิ่งต่อการระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า “อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ .. พวกเธอ จงบำเพ็ญให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด..” .. ซึ่งหากแปลให้สอดคล้องกับอภิธรรม คงต้องแปลใหม่ว่า..

“..จงบำเพ็ญ มรรคและกุศลธรรมทั้งหลาย ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทในการเจริญสติปัญญาเถิด..”

ดังนั้น ในพรรษาปี ๒๕๖๙ นี้ จึงได้ตัดสินใจขออนุญาตพระสงฆ์ที่เป็นศิษยานุศิษย์.. ตลอดจนถึงญาติโยม ผู้คอยอุปัฏฐากดูแลมาด้วยความเมตตากรุณาตลอดมาว่า.. คงจะต้องเข้าสู่ เสนาสนะป่า เพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างแก่กล้าตามวิสัยอีกครั้ง.. ก่อนสังขารจะแย่ไปกว่านี้ จนยากจะพากเพียร จึงตัดสินรับการนิมนต์ไปจำพรรษาที่วัดป่าฯ ใน จ.สกลนคร สัปปายสถานของบูรพาจารย์ ที่หลวงปู่มั่นเคยอยู่พรรษา.. เพื่อสืบปฏิปทา หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ตามบัญชาของหลวงปู่จันทร์ พระอุปัชฌาย์ก่อนละสังขารจากไป.. เพื่อทำประโยชน์ตน .. ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท.. กลับคืนมาทำหน้าที่จรรโลงพระพุทธศาสนาให้สืบอายุต่อไป.. ตามวิสัย “สมณศากยบุตร” แท้จริง!!

คติธรรมพรรษานี้

“...ไม่มีอะไรน่าชื่นชมเท่ากับการเชื่อใจ การวางใจ และการให้ใจกันและกัน...”

อารยวังโส ภิกขุ.

 

เจริญพร

[email protected]

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พยานหลักฐานชัด ส่งศาลฎีกา แต่ถ้าไม่พอฟังได้ว่ามีการฮั้ว กกต.ก็ยกคำร้อง

ก่อนจะรู้ผลการลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดลงมติในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ "ไทยโพสต์" ได้สัมภาษณ์ "สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์-นักกฎหมายอิสระ" ถึงมติ กกต.ที่จะออกมา โดย "สุโรจน์"

มติ กกต.14 ก.ย. คดีฮั้ว สว.จบแบบไหน?

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุมลงมติในคำร้อง"คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา"หรือ"คดีฮั้วสว."ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และคาดว่ามติของกกต.ไม่ว่าจะออกมาอย่างใด จะมีผลทางการเมืองและต่อองค์กรอิสระอย่างกกต.ตามมาแน่นอน

“ทุจริต” ปรากฏการณ์ที่น่ากลัว .. ในสังคมที่ไร้จิตสำนึก.!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีคำกล่าวในทาง ชีววิทยา พฤติกรรมศาสตร์ กรณี สังคมมนุษยชาติเสื่อมจากศีลธรรมว่า “เกิดแต่เหตุจากสิ่งเร้าและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง...”

ผู้นำอยู่ที่สมัครใจนำ: ไม่ใช่ตำแหน่ง หรืออำนาจ

​ในสังคม หลายคน มักจะเข้าใจว่า "ความเป็นผู้นำ" คือสิทธิพิเศษของผู้ที่มีตำแหน่งสูง มีอำนาจตามกฎหมาย หรือมีเก้าอี้ผู้บริหารที่สามารถสั่งการ​ และโยกย้ายใครก็ได้ แต่แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงลักษณะของ "นาย" หาใช่ "ผู้​นำ" ไม่