
การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น หากเรื่องไปถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับไหน นักการเมืองระดับใด จะต้องไม่มีข้อยกเว้น...เรื่องนี้คนมีความรู้สึกมีการเอาเปรียบ เป็นการปล้นชาติอย่างหนึ่ง จะละเว้นใครไม่ได้...หากไปไม่สุดทางจะกลายเป็นปัญหา ที่จะกลายเป็นไฟลามทุ่ง แต่หากไปสุดทาง ในวิกฤตนี้ก็มีโอกาส คนจะยกย่องเหมือนกันว่าไม่มีการละเว้นใคร เพราะเรื่องนี้เกินกว่าที่จะละเว้นใครได้ หากจัดการไม่ดีก็เป็นวิกฤต
แม้รัฐบาล "อนุทิน ชาญวีรกูล" หรือ "อนุทิน 2" จะเป็นรัฐบาลมาแค่ 3 เดือนกว่า แต่เห็นชัดว่าเจอหลายปมร้อนการเมืองโหมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับเรื่องข้อกล่าวหารัฐมนตรีในรัฐบาลและแกนนำพรรคภูมิใจไทย มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการ "ฮั้ว สว." ที่มีบางฝ่ายพยายามลากโยงไปถึงอนุทิน รวมถึงอีกหลายปมร้อน จนทำให้แวดวงการเมืองตั้งคำถามกันมากมาย รัฐนาวาอนุทิน 2 จะผ่านปี 2569 ไปได้หรือไม่ หรือหากผ่านไปได้จะอยู่ครบหนึ่งปี ในเดือนเมษายน 2570 หรือไม่?
"รายการไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด" พูดคุยกับ "จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน-อดีตประธาน นปช.-นักวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองชื่อดัง" ต่อสถานการณ์การเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลสีน้ำเงินในเวลานี้ รวมถึงประเด็นการเมืองอื่นๆ จึงนำเนื้อหาบางส่วนมานำเสนอ ดังนี้
"จตุพร" กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองของรัฐบาลอนุทินในช่วงปัจจุบันว่า หลายเรื่องราวถาโถมเข้ามา ต้องยอมรับความเป็นจริงว่านายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้แบกทุกเรื่อง ส่วนเทคโนแครตทั้งสามคน (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์) บางครั้งก็เฉลี่ยได้บ้าง แต่บางครั้งก็เฉลี่ยไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นที่มันถาโถมมา
ส่วนบรรดารัฐมนตรีหลายคนที่นายกฯ พยายามกระตุ้น แต่ผมก็เห็นมาหลายรัฐบาล รัฐมนตรีบางคนพอไปนั่งแล้วตัวเล็กกว่ากระทรวง คือถูกกลืนด้วยระบบกลไกราชการ โดยรัฐมนตรีก็ไม่รู้ตัวด้วย และเข้าใจไปเองว่าตัวเองได้ทำงานแล้ว ดีที่สุดคือไปนั่งแล้วตัวเท่ากับกระทรวง และที่ดีกว่านั้นคือใหญ่กว่าส่วนกระทรวง ซึ่งทั้ง ครม.อาจจะต้องมีสัมภาระหนึ่งร้อยกิโลกรัม แต่ไม่ใช่ให้นายกฯ แบกไป 70 กิโลกรัม แบบนี้แบกไม่ไหว แต่ต้องแบบเฉลี่ยกันว่าเทคโนแครตแบกกี่กิโล รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงแบกกันคนละกี่กิโลกรัม เขาเรียกกันว่าเฉลี่ยรักเฉลี่ยชัง
...ในบางเรื่องต้องมีคนเข้าไปแลกในแต่ละสถานการณ์ แต่ด้วยความที่ตอนนี้การเมืองมันมากระจุกตัวที่นายกฯ เป็นหลัก คนอื่นอาจเป็นองค์ประกอบบ้าง เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่ถือว่าเป็นหุ้นส่วนหลักคนหนึ่งในพรรคภูมิใจไทย ก็อาจแบกน้ำหนักในบางเรื่องเพื่อเฉลี่ยน้ำหนัก ส่วนนายเอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็ดูเหนื่อยทุกวัน ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ก็ดูจะมีสภาพดีที่สุด เพราะความเป็นข้าราชการเก่าก็เคยผ่านเรื่องราว คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ดูวูบวาบแต่ก็ถือว่าหนักที่สุดในกลุ่มเทคโนแครต
...หลายคนประเมินไปว่าสามคนนี้จะจบแบบสี่กุมาร สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ แต่ผมดูจากสถานการณ์ ตอนแรกคุณศุภจีขึ้นมานำหนึ่งเลย แล้วต่อมา นายเอกนิติก็ขึ้นมาบ้าง แต่พอเจอเรื่องบัตรคนจน นายสีหศักดิ์ก็เริ่มเข้ามาจากการดูแลงานต่างประเทศและความมั่นคง เพราะรัฐบาลหาคนดูเรื่องความมั่นคงโดยตรงไม่ได้ ซึ่งนอกจากเรื่องต่างประเทศแล้ว เรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เข้าไปรับผิดชอบ
...ทั้งสามคนก็เริ่มเหนื่อย ปัญหาก็คือเรื่องน้ำอดน้ำทน พอไปถึงสถานการณ์หนึ่ง นักการเมืองอาจยืนทนได้ แต่คนที่มาจากเทคโนแครตผิวจะบางกว่านักการเมือง เพราะเทคโนแครตมาด้วยภารกิจพิเศษ ที่มาที่ไปไม่ได้มาแบบนักการเมืองทั่วไป ดังนั้นเวลาที่ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ เขาจะไม่ให้นักการเมืองเข้าไปยุ่มย่ามเลย จะเห็นได้ว่าทั้งสามกระทรวงจะไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ (กระทรวงการคลัง-พาณิชย์-การต่างประเทศ) และพวกที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ก็ไม่ได้นำพวกนักการเมืองไปเป็น ไม่ให้เข้าไปข้องเกี่ยว โดยทั้งสามคนก็ควบตำแหน่งรองนายกฯ ทั้งหมด
...อย่างเคสกรณีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบาล คนลงทะเบียนร่วม 19 ล้านคน โดยผ่าน 9 ล้าน 5 แสนคน ไม่ผ่าน 9 ล้าน 3 แสนคน คนที่ไม่ผ่านยื่นอุทธรณ์ไปประมาณ 14 ล้าน อีก 5 ล้านคนยังลังเลในการยื่นอุทธรณ์ แต่นักการเมืองโดยเฉพาะพวก สส.ระบบเขต เวลาลงพื้นที่เจอประชาชนก็เจอคำถาม ซึ่งนักการเมืองไม่มีใครอยากสู้กับประชาชน เพราะประชาชนสู้เพื่อวันละ 10 บาท เดือนละ 300 บาท ปีละ 3,600 บาท ก็ทำให้นักการเมืองมีความอึดอัด แต่ก็ยังให้มีการอุทธรณ์ แต่ก็ไม่รู้ว่าที่ยื่นอุทธรณ์ไปโดยเฉพาะพวกที่ยังไม่ได้ยื่นอีกร่วม 5 ล้านกว่าคน ซึ่งหาก 4 ล้านที่ยื่นอุทธรณ์ไป หากไม่ได้ แต้มการเมืองมันเหนื่อย ซึ่งการที่พวกเขาเจอรอบนี้เจอวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง อย่างคุณศุภจี ช่วงหลังไปจับทำเรื่องอะไรก็เป็นเรื่องหมด
บทเรียนเรื่องบัตรคนจน คือต้องคิดให้เรียบร้อย ต้องฟังความจากนักการเมืองด้วย ที่จะสะท้อนเรื่องของประชาชนให้เห็น เพราะต่างคนต่างทำไม่ได้ เพราะที่มารัฐบาลวันนี้มาจาก สส. ซึ่งความรู้สึกวันนี้ผมว่าคนที่เป็นผู้แทนฯ เขาอึดอัด เพราะไปทำเรื่องที่เป็นปัญหา แต่ก็ขึ้นว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
เมื่อถามว่า คิดว่าหากมีการปรับ ครม.ควรมีการตั้ง รมช.บางกระทรวง เช่นกระทรวงการคลังหรือไม่ "จตุพร" กล่าวตอบว่า ปัญหาก็คือเทคโนแครตทั้งสามคน หากเขายอม ทางนี้ก็ตั้งอยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือเขาจะอยู่ในสภาพนั้นหรือไม่ เพราะแต่ละคนก็มีลักษณะพิเศษ คือหากเห็นว่าผิดเงื่อนไขเขาก็ลุกขึ้น ไม่ได้อินังขังขอบ เพราะเขามาด้วยวิธีที่มันพิเศษอยู่แล้ว เขาไม่ได้คิดแบบนักการเมืองทั่วไป ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมหรือไม่ หากนายกฯ จะตั้งนักการเมืองเข้าไป หากเขาไม่ยินยอมเขาก็ออก หากเขาออกก็จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาก็คือแล้วจะเอาใครมาเป็น ผมมองว่าบทเรียนคือเวลาจะทำอะไร ก็ควรได้มีการหารือกันก่อน เช่นอาทิตย์ละหนึ่งครั้งหรือเดือนละครั้ง เพราะท้ายที่สุดเวลามีเรื่อง อย่างคุณศุภจี เวลามีเรื่องอะไรนักการเมืองจะโดดเข้าไปช่วยก็ยาก ลำบากมาก
-คิดว่าจุดอ่อนที่สุดของรัฐบาลอนุทินเวลานี้ในเชิงบริหาร นอกจากนายกฯ แบกน้ำหนักมากเกินไป ยังมีอะไรอีก?
โดยหลัก ตัวนายกฯ เป็นนักดนตรี เป็นศิลปิน ย่อมจะรู้ตัวเองว่า หากเป่าแซกโซโฟนแล้วไปร้องเพลงด้วย แล้วยังไปตีกลองอีก มันทำไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องมอบหมายในเรื่องการเฉลี่ยน้ำหนัก การอธิบายแต่ละเรื่อง เช่นเรื่องโกงการสอบข้าราชการท้องถิ่น ฮั้ว สว.หรือเขากระโดง รวมถึงบัตรคนจน จะต้องมีคนที่ขึงทั้งเรื่องให้เห็นแต่ละสถานการณ์ แล้วนายกฯ ก็มาพูดมาตอบปิดฝาโลงแต่ละเรื่อง แต่วันนี้นายกฯ อินโทรก็แล้ว ท่อนฮุกก็แล้ว ยังต้องมาร้องปิดท้าย สถานการณ์แบบนี้ไม่เป็นผลดี เพราะว่านายกฯ เองเรื่องมันมีมาก ดูแววตา ช่วงนี้แววตาเหนื่อยแล้ว ความเครียดก็บังเกิด พอนักข่าวตั้งคำถามก็ปรี๊ดขึ้นมา เพราะความเป็นนายกฯ แบกแต่ละเรื่อง มันเครียดหมด
ถามถึงว่า คือเห็นว่านายกฯ ควรมีทีมแถลง ทีมชี้แจงข่าว เพื่อคอยปูเรื่อง คอยยันเรื่องไว้ เพื่อสร้างความเข้าใจกับสื่อมวลชนก่อน แล้วเรื่องสำคัญค่อยไปถึงนายกฯ? "จตุพร" ตอบกลับชัดๆ ว่า "ถูกต้อง"
เมื่อถามย้ำว่า มองว่าทีมโฆษกรัฐบาลที่เป็นผู้หญิงสี่คน ยังเอาไม่อยู่ "จตุพร" ตอบว่า คือเขาถนัดงานเรื่องเทคนิคแถลงมติ ครม. แถลงประเด็นเป็นเรื่องๆ เขาทำได้ คือนายกฯ ไม่ควรมาพูดตั้งแต่ต้น ปัญหาขณะนี้คือการออกแบบทางการเมือง จะใช้บุคลากรคนใด เพราะตอนนี้ทุกเรื่องไปลงที่นายกฯ หมด
ฮั้ว สว.-กกต.ควรส่งศาลฎีกาให้ไต่สวนหมด สว.ทุกสี
-คิดว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่พ้นปีนี้หรือไม่ เพราะมีระเบิดหลายลูก ฝ่ายค้านก็มีเรื่องฮั้ว สว. เรื่องโครงการTH-AI Passport เรื่องโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น และอีกหลายเรื่อง ดูแล้วเปิดสภามาคงถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะรอดหรือไม่?
เรื่องที่มันเป็นเรื่องใหญ่ๆ ขณะนี้ ซึ่งจากประสบการณ์ เวลาจะไปจะล้มจะมีเรื่องไม่คาดฝัน เหมือนอย่างกรณีสมัยนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ก็มาเจอเรื่องคลิปเสียงหลุด แต่ว่าเรื่อง ณ ปัจจุบันแต่ละเรื่องหากจัดการเป็น มันก็ข้ามไปได้อยู่แล้วสิ้นปี
ยกตัวอย่างเรื่องฮั้ว สว. การจัดการก็คือ กกต.ที่มีการขีดเส้นตายตัวเองไว้ แล้วก็มีการกล่าวหากันจากซีกฝ่ายไอลอว์และฝั่งส้ม ก็กล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ฝ่ายสีน้ำเงินก็กล่าวหาส้มเรื่องการจัดตั้ง มีการปิดห้องประชุม (เลือก สว.)เช่นกัน คือมีที่มาที่ไปเหมือนกัน กกต.ก็ขีดเส้นตายตัวเองโดยไม่มีใครร้องขอว่าเดือนสิงหาคมนี้จบ รู้เรื่อง
ผมยังเชื่อว่าหาก กกต.ยืนในหลักคือ ยื่นเรื่องทุกราย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสีน้ำเงิน สีส้ม ก็ส่งไปศาลฎีกา รวมถึงสายสีแดง หากมีปัญหาก็ส่งไป ในความเห็นของผม เรื่องที่มา สว.ยังไงก็มีปัญหา ตัวผมเองไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเรื่องที่มาของ สว. เพราะมันผิดธรรมชาติ ให้คนสมัครสว.ต้องจ่ายเงินค่าสมัคร แล้วไปเลือกคนอื่น ไม่ไว้วางใจแม้กระทั่งตัวเอง แม้จะโหวตเลือกตัวเอง แต่ที่ได้ผลออกมา ได้สว.กันมา ก็เพราะมีคนอื่นเลือกเข้ามา มันผิดธรรมชาติกันมาตั้งแต่ต้น
ความเป็นจริงการคัดเลือกผู้สมัครแบบแยกกลุ่มต่างๆ หากเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ให้มีการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตอนนั้นคุณสมบัติแบบนี้ได้ แต่เมื่อที่มามันผิดธรรมชาติยังไงก็มีปัญหา ผมออกมาทักท้วงตั้งแต่ตอนธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดตัวออกมารณรงค์การเลือก สว. ผมยังบอกว่าอย่าไปยุ่ง เพราะจะเจอพวกนักการเมืองมืออาชีพทั้งหลาย เขาก็กลัวระบอบสีส้มเหมือนกัน แล้วเขาจะออกมากัน
แล้วท้ายที่สุดต่างฝ่ายต่างก็ทำกันไป ซีกของธนาธรทำดังด้วยซ้ำ อีกซีกก็ทำเงียบๆ แล้วความจริงกลุ่มการเมือง ก็เห็นเงากันแทบทุกซีกการเมือง อันนี้ว่ากันตามเนื้อผ้า ผมก็บอกว่าเอาแบบนี้หรือไม่ สว. 200 คนถอยย้อนหลังไป เอานิยามคำว่าฮั้วยังไง มันจะไม่รอดเหลือสักคน เพราะกติกาที่มันบิดเบี้ยวกันมา มันนำพามาสู่วันนี้
เพราะฉะนั้น ผมยังเชื่อว่า กกต.หากเขาต้องการรอดตายด้วย เขาต้องส่งทั้งสองทาง เพราะส่งทางใดทางหนึ่งก็เป็นปัญหากับเขา จะไม่ส่งเลยก็เป็นปัญหากับเขา เพราะก็เห็นกัน อดีต กกต.ชุดที่มีปัญหา ชุดนั้นห้าคน ตายสอง ลาออกหนึ่งคน ติดคุกสองคน

ที่ กกต.บอกจะสรุปภายในเดือนสิงหาคม กกต.เป็นคนประกาศเอง โดยหากยืดเวลาออกไปก็จะเป็นปัญหากันต่อ แต่ว่า ณ ขณะนี้หากนิยามคำว่าฮั้ว ผมว่าไม่เหลือสักคน คือสมยอม เพราะคำว่าผลประโยชน์อื่นใด มันไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน เพราะตอนที่ไปนัดประชุมบอกว่าไม่ต้องแอบฮั้ว ก็หมายความว่าโดยโจ่งแจ้ง แล้วแตกต่างกันอย่างไร แอบหรือไม่แอบก็มีค่าเท่ากัน
-คิดว่าที่ไอลอว์จับมือกับพรรคประชาชน เปิด 9 ชื่อนักการเมืองเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. คิดว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่?
คือยังไงมันก็คือการเมือง เพราะหากอีกซีกหนึ่งเขาทำบัญชีไล่ชื่ออีกพรรคการเมืองหนึ่งว่าใครไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะคำว่าผลประโยชน์อื่นใด คำว่าฮั้ว มันไม่ได้เกี่ยวแค่เรื่องเงินอย่างเดียว ผลประโยชน์อื่นใดในการต่อรอง การเจรจาใดๆ ที่เป็นข้อแลกเปลี่ยน มันเข้าข่ายกันทั้งหมด
ซึ่งในรายชื่อ 9 นักการเมือง หากไม่มีเส้นทางการเงิน หรือไม่มีภาพปรากฏว่าเกี่ยวข้องในลักษณะสั่งการ ไปบงการ ยังเอาอะไรกันไม่ได้ คือพยานแวดล้อม คนที่โอนเงิน ก็ยังไม่ใช่เป็นเจ้าตัว (9 รายชื่อ)
ยกเว้นว่าใน 9 คนโอนเงินไปให้นาย ก. แล้วนาย ก.โอนเงินไปต่อเรียงลำดับ แบบนี้มีปัญหาแล้ว ซึ่งในทางคดีความ แน่นอนที่สุดศาลก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง แต่วันนี้เป็นลักษณะของพยานแวดล้อม เช่นคนนี้รู้จักคนนี้ แล้วคนนี้ไปโอนเงินให้คนนั้น แต่ว่าอธิบายเรื่องเส้นทางไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมดูว่าพอซีกภูมิใจไทยเปิดประเด็น ว่ามีการประชุมกัน 300 คนที่เมืองทองธานีของฝั่งสีส้ม โดยมีการใส่ริสต์แบนด์ ท้ายที่สุด กกต.หากเอาตามเนื้อผ้าก็ยื่นให้ครบ ทุกคนก็จบ
-หมายถึงประเมินว่าเรื่องฮั้ว สว.ไม่ค่อยหนักหนาสาหัสสำหรับรัฐบาลเท่าใด?
คือลักษณะตอนนี้เป็นการเชื่อมโยงกล่าวหาโดยพยานแวดล้อมไปถึง 9 รายชื่อ นับแต่นายกฯ ลงมา แต่ว่าไม่ได้มีพยานในลักษณะระบุเจาะจงถึงการกระทำ
เอาผิดทุจริตสอบท้องถิ่น หนักกว่าฮั้ว สว.หากไปไม่สุดทาง
-มองว่าเรื่องฮั้ว สว. เรื่องโครงการ TH-AI Passport เรื่องโกงสอบท้องถิ่น และบัตรคนจน เรื่องไหนน่าห่วงที่สุดสำหรับรัฐบาล?
ผมว่าโกงสอบท้องถิ่น เพราะคนรับไม่ได้ คือเส้นทางเรื่องฮั้ว สว.เรื่องอยู่ที่ กกต. ส่วน TH-AI Passport เป็นความรับผิดชอบของปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ปลัดกระทรวงต้องนั่งเฝ้านอนเฝ้าเพราะหัวตัวเองพาดเขียงไว้ และเป็นโครงการที่ไม่มีใครกล้าไปมีนอกมีในเด็ดขาดเพราะมันถูกเอกซเรย์แล้ว
ส่วนเขากระโดงก็ยังเป็นเรื่องระยะเวลาของศาล เพราะที่ศาลพิพากษา 35 แปลง ก็มีสภาพบังคับตามคำสั่งศาลก็เฉพาะ 35 แปลง ไม่ได้ไปมีผลผูกพันกับ 900 กว่าแปลง ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลบุรีรัมย์ต้องพิจารณากันต่อไป
แต่ว่าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น หากยังไม่ปิดเกมแบบที่คนสบายใจด้วย หากเรื่องไปถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับไหนก็ตาม หรือไปถึงนักการเมืองระดับใดก็ตาม จะต้องไม่มีข้อยกเว้น เพราะเรื่องนี้มีหลายหน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบ ทั้งตำรวจ-กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง-สำนักงาน ป.ป.ช.และฝ่ายรัฐบาล แต่คนก็มีความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกันว่าเรื่องนี้มีการเอาเปรียบ เป็นการปล้นชาติอย่างหนึ่ง จะละเว้นใครไม่ได้
"หากเรื่องนี้ไปไม่สุดทาง จะกลายเป็นปัญหาที่จะกลายเป็นไฟลามทุ่ง แต่หากไปสุดทางในวิกฤตนี้ก็มีโอกาส คนก็จะยกย่องเหมือนกันว่าไม่มีการละเว้นใคร เพราะเรื่องนี้เกินกว่าที่จะละเว้นใครได้ หากจัดการไม่ดีก็เป็นวิกฤต ทั้งระบบมันเละหมดแล้ว ระบบมันปล่อยกันจนเละ จนปลัดเทศบาลมีเงินเดือนรวมกันแล้วสูงกว่าปลัดกระทรวง"
-เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ดูแล้วระดับอธิบดีโดนแน่ แต่บางกระแสไปตั้งธงว่าแค่อธิบดียังไม่พอ ต้องมีอดีต รมช.โดนเอาผิดด้วย?
คือหากมันถึงก็ต้องถึง แต่หากไม่ถึงยังไงก็ไม่ถึง แต่หากไม่ถึงก็ต้องอธิบาย แต่ถ้ามีหลักฐานถึงใคร มันช่วยกันไม่ได้ ช่วยก็พัง ผมจะบอกให้ ยิ่งกว่าเตี้ยอุ้มค่อมอีก เรื่องนี้มันเปราะบางมาก
ทั้งหมดเรื่องมันจะรวมกันแบบนี้ คือสิ้นเดือนสิงหาคมเรื่องฮั้ว สว.มีคำตอบ ส่วนเรื่องหมายเรียกหมายจับในคดีสอบท้องถิ่น สิ้นสิงหาคมก็น่าจะรู้ความแล้วเหมือนกัน ส่วนสงครามสหรัฐกับอิหร่าน หากยังไม่จบเราจะเจอกับวิกฤตน้ำมัน เพราะปริมาณน้ำมันสำรองก็เหลือเหมือนช่วงสงครามก่อนหน้านี้ ปัญหาก็คือจะมีใครกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์อีกหรือไม่ และจะมีใครกักตุนอีกหรือไม่ หากทั้งหมดมาพร้อมๆกัน คนก็จะเริ่มรู้สึกว่าชักมากไป
ผมมองว่าหากทุกเรื่องไปผสม ไปเจอกัน แต่ว่ามันมาจากส่วนรากคือการโกงสอบท้องถิ่น มันจะลาม แล้วคำตอบเรื่องการฮั้ว สว. ทาง กกต.ก็ต้องตอบให้คนรับได้ เพราะมันอาจจะกลายเป็นปัญหาขึ้นมาแล้วไปบวกกับเรื่องอื่น เพราะเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่นคนไทยรับไม่ได้
...เรื่องฮั้ว สว.มันยังมีช่อง กกต.ส่งไปศาลฎีกา หากส่งไปเรื่องก็คาไว้ แล้วก็พิจารณาคดีกันไป แต่เรื่องการโกงสอบท้องถิ่น อย่างที่จับกันได้คือจ่ายเงินหลังสอบ แต่จ่ายเงินก่อนสอบยังจับไม่ได้ และแต่ละขบวนการทำกันแบบเป็นล่ำเป็นสัน และคนมีความรู้สึกว่ามันไม่ได้มีแค่เฉพาะครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ก็มีการทำ อารมณ์คนมันจึงเลยเถิดในเรื่องการโกงสอบท้องถิ่น โดยหากเรื่องนี้ไม่นิ่งเรื่องอื่นมันจะมาบวกรวมกัน
"จตุพร" กล่าวต่อไปว่า หากตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่หรือไป หรือจะรับมือไหวหรือไม่ จะเห็นว่ายังไม่มีพรรคการเมืองที่จะมาแข่งขันจัดตั้งรัฐบาลได้ ณ ขณะนี้
...อย่างพรรคประชาชนเอง ปลายเดือนสิงหาคมก็ต้องไปยุ่งเรื่องการคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล (คดีลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของศาลฎีกา) มันก็จะชุลมุน
สถานการณ์เป็นความโชคดีของรัฐบาล ก็คือพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์มีเงื่อนไขคือ เคยประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม
เพราะฉะนั้นข่าวลือดีลโมนาโกที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกมาบอกว่าไม่มี จากที่มีสมมุติฐานว่าแดงกับเขียว บวกกับฟ้าและส้มจะจับมือกัน มันเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะหากพรรคประชาชนไปจับมืออีก เขาก็ไม่เหลืออะไร รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่คิดจะกลับมา ที่ก็ยากขึ้นเพราะยังไม่รู้จะกลับมาได้ยังไง ตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่ยังติดอยู่ กับสูตรที่ว่าเพื่อไทยบวกกล้าธรรม และประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน แล้วการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ ก็ล้างบางคนของ ร.อ.ธรรมนัสแทบจะเกลี้ยง
คือปัจจุบันการเมืองก็เริ่มด้วยการปฏิบัติการปล่อยข่าว เพื่อจะให้แยกกัน ที่มีทั้งให้แยกกันเองในพรรค ให้แยกกันเองของพรรคการเมืองอื่น แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลเองในแต่ละเรื่องถัดจากนี้ ต้องไม่ให้คนเห็นว่ามันมีการซ่อนเร้น มันมีการเอื้อ หรือมีการละเว้นใคร
มองโอกาส ภท. เขี่ย พท.-ดึง กธ.เสียบ
-หากจะมีการปรับ ครม.โดยเอาพรรคเขียวมาแทนพรรคแดง คือเอากล้าธรรมมาแทนเพื่อไทย เป็นไปได้หรือไม่?
ท่วงทำนองระหว่างนายอนุทินกับ ร.อ.ธรรมนัส ภูมิใจไทยกับกล้าธรรม การปฏิบัติการระหว่างกันยังมีมิตรไมตรี ไม่หักหาญกัน ไม่เหมือนกับนายสุริยะ กับ ร.อ.ธรรมนัสที่กระทรวงเกษตรฯ (การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ) ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ก็โพสต์ นายไผ่ ลิกค์ ก็โพสต์ แต่นายสุริยะไม่ได้ยิน และจัดการจนสำเร็จไปแล้ว
หากดูท่วงทำนอง หลังพรรคกล้าธรรมไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ก็ไม่มีการหักหาญน้ำใจกันมาก ไม่มีการไปกวาดล้าง ไม่ไปตามกระทืบ
คนเราในทางการเมือง เราจะเห็นว่าใครนั่งอยู่ตรงไหนอย่างไร เพราะหากพรรคภูมิใจไทยตามไปรื้อ เราก็จะเห็น แต่ก็ไม่เห็นมีการเข้าไปรื้อ และก็เห็นข่าวสมาชิกพรรคบางคนของพรรคกล้าธรรม ก็พยายามจะขอออกจากกล้าธรรมมาอยู่กับภูมิใจไทย แต่พรรคภูมิใจไทยไม่รับ เพราะต้องการรักษามิตรไมตรีกันเอาไว้ เราจึงไม่ได้เห็นสองพรรคนี้ พรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม มีการกระทืบกัน แม้จะอกหักกันมาในการเข้าร่วมรัฐบาล
ผมเชื่อว่าพรรคกล้าธรรมเขาวอร์มอยู่ข้างสนาม ตราบใดที่ภูมิใจไทยไม่ไปรุกเขาเหมือนที่นายสุริยะไปล้างบางที่กระทรวงเกษตรฯ ผมว่าอะไรก็ยังเกิดขึ้นมาได้อยู่
-หมายถึงพรรคกล้าธรรมที่อยู่ข้างสนาม วันข้างหน้าก็อาจเข้ามาแทนเพื่อไทยก็ได้?
ถูกต้อง แล้วก็ถือว่าได้แก้แค้นกันแล้ว เพราะตอนที่นายอนุทินนั่ง รมว.มหาดไทย (ยุครัฐบาลเพื่อไทย) ก็ถูกเขี่ยออกมาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในทางการเมืองก็นั่งรอ แต่ขณะนี้ยัง เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการรุกล้ำก้ำเกินและรัฐบาลก็ไม่อยากกระเพื่อม เพราะหากมีปัญหาอาจจะมีโรคแทรก ผมว่าขณะนี้เขาก็ระมัดระวังกัน แต่ว่าการเมืองมันเป็นเรื่องที่เอาแน่เอานอนกันไม่ได้ คุ้มดีคุ้มร้ายได้ทุกวัน.
ปมฮั้วเลือก สว. สีน้ำเงิน สวนกลับ ชี้เป้า 'ส้ม' ก็ทำ

หากนิยามคำว่าฮั้ว ผมว่าไม่เหลือสักคน คือสมยอม เพราะคำว่าผลประโยชน์อื่นใด มันไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน เพราะตอนที่ไปนัดประชุมบอกว่าไม่ต้องแอบฮั้ว ก็หมายความว่าโดยโจ่งแจ้ง แล้วแตกต่างกันอย่างไร แอบหรือไม่แอบก็มีค่าเท่ากัน...พอซีกภูมิใจไทยเปิดประเด็นว่ามีการประชุมกัน 300 คนที่เมืองทองธานี ของฝั่งสีส้มมีการใส่ริสต์แบนด์ ท้ายที่สุด กกต.หากเอาตามเนื้อผ้า ก็ยื่นให้ครบทุกคนก็จบ
หลังตกอยู่ในสภาพ "ตั้งรับทางการเมือง" มาร่วมสัปดาห์ ในที่สุดก็เริ่มเห็น "การตอบโต้-สวนกลับ" จากฝ่าย "สีน้ำเงิน" จากปมข้อกล่าวหาทางการเมือง "ฮั้ว สว." จากฝ่ายพรรคประชาชนและกลุ่มไอลอว์
การสวนกลับดังกล่าวจากฝ่ายสีน้ำเงิน พบว่าพุ่งเป้าไปที่ "พรรคส้ม-สว.ที่มีภาพความใกล้ชิดกับพรรคส้ม- ประชาชน" ที่แม้จะมีอยู่ไม่มากรวมแล้วอาจไม่ถึงห้าคนเสียด้วยซ้ำในขณะนี้ แต่มันคือการสวนกลับของฝ่ายน้ำเงินว่า ที่มาคอยชี้นิ้วกล่าวหาคนอื่น ฝ่ายตัวเองก็มีการนัดพบปะวางแผนรวมกลุ่มในการเลือก สว.ก่อนการเลือก สว.ระดับประเทศที่เมืองทองธานี เมื่อ 26 มิ.ย. 2567 ที่เมืองทองธานี เช่นกัน
ซึ่งหมัดที่พุ่งตรงออกมาจาก "ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย สส. พรรคภูมิใจไทย" ที่พุ่งไปที่ นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา โดยระบุว่า ที่จริงผมเป็นแฟนคลับของท่าน สว.นันทนามาโดยตลอด ตั้งแต่ออกรายการทอล์กโชว์ ในแนวสนุกสนานไม่มีสาระแบบสภาโจ๊ก จนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วได้ข้อสรุปว่าท่านยังคงเส้นคงวา เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น พูดจาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ถามว่าผมเดือดร้อน หรือปกป้อง สว.คนใดหรือไม่ คำตอบคือไม่ แต่ถ้าได้ติดตามมาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่ได้ปกป้องใคร นอกจากออกมาปกป้องพรรคภูมิใจไทย และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย 9 ท่านที่มีการงัดเรื่องเก่ามากล่าวหาจากกลุ่ม iLaw และพรรคฝ่ายค้านว่าเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว.
แน่นอนว่าผมได้ตั้งคำถามว่า กรณีการดำเนินการของกลุ่ม สว.ประชาชน หรือ สว.สีส้ม มันแตกต่างกับการที่กล่าวหาอย่างไร เพราะขั้นตอนการดำเนินการของกลุ่ม สว.สีส้มตั้งแต่ระดับอำเภอมาจนถึงระดับประเทศลักษณะเดียวกัน ถ้ากลุ่มนั้นฮั้วแปลว่าฮั้วเหมือนกับกลุ่มที่ท่านกล่าวหา และวันนี้ก็ยอมรับว่ามีการฮั้วแต่ไม่โกง ผมก็บอกว่าท่านแน่ใจนะ ผมมีหลักฐานที่ท่านก็ทำกันในลักษณะเดียวกัน และให้ความเห็นว่า กกต.มีอำนาจในการที่จะไปสืบสวนสอบสวนได้ตามกฎหมาย
“ถ้าไม่ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องร้อนตัว เรื่องชั่วไม่ชั่ว แน่นอนครับว่าประชาชนเค้าเห็น และเจ้าตัวก็รู้ตัวรู้กันเองแหละว่าชั่วหรือไม่ ส่วนที่บอกว่าไม่ดีจริงไม่รอดมาหรอก มันคนละเรื่องกันกับว่าท่านได้รับเลือกมาถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องอนาคต
ที่ผมบอกก็คือกว่าที่จะมากัน 300 คนมาชุมนุมกันที่ห้องจูปิเตอร์เมืองทองธานีนั้น จากอำเภอสู่จังหวัด จากจังหวัดสู่ประเทศ พบกันกี่ครั้งพบกันกี่หนที่แน่ๆ แต่ท่าน สว.ก็ยอมรับว่า 300 คน มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานีจริง แต่จะควักเงินกันค่าอะไรกันหรือไม่ ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก อันเป็นข้ออ้างของท่าน จะจริงหรือไม่จริงก็เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กัน
แต่ข้อมูลที่ผมมีมาไม่ได้ตรงกับที่ท่านบอก เช่นที่ท่านบอกว่าค่าห้องจัดเลี้ยงนี้ก็ควักเงินลงขันกัน แต่ตามหลักฐานแล้วคนจองคนจ่ายการจัดงานนี้เป็นคนเดียว มาจาก “ฟ้าเดียวกัน” คือคุณ……..หิรัญ….
ถ้าท่านใสซื่อบริสุทธิ์และได้เป็น สว.เพราะความนิยมชมชอบมาจากชื่อเสียงเกียรติคุณ รายการทอล์กโชว์ของท่าน โดยไม่มีการจัดตั้ง ท่านก็ไม่ต้องร้อนตัว เป็นบุคคลสาธารณะ ต้องพร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบ และเคารพการตัดสินใจของผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย ปล่อยให้กลไกของกฎหมายดำเนินการไปเถิด อย่าร้อนรุ่มไปเลย”
การสวนกลับแบบ "ชี้เป้าการเมือง" ของภูมิใจไทย ชัดเจนว่าพุ่งเป้าไปที่ พรรคส้ม ประชาชน และ สว.อิสระสายส้ม ที่นับหัวรวมกันแล้วไม่ถึง 5 คนจากเดิมเคยมีการเกาะกลุ่มกันในช่วงแรกๆ ประมาณ 10 คน แต่แม้จะมีไม่มาก แต่เป้าหมายของภูมิใจไทยก็เพื่อชี้เป้าให้เห็นว่า กลุ่มก้อนการเมืองต่างๆ ก็มีการเคลื่อนไหวในการเลือก สว.เช่นกัน ซึ่งแม้จะอ้างว่าทำแบบเปิดเผย ไม่ได้ทำแบบลับๆ แต่ก็เป็นการนัดพบเฉพาะในกลุ่มผู้สมัคร สว.ฝ่ายตัวเอง ที่ผ่านการเลือกมาจากระดับอำเภอ-จังหวัด ที่หวังผลลุ้นเข้าไปเป็น สว.แล้ว เพียงแต่ว่าผ่านเข้าไปเป็น สว.ไม่กี่คน ก็เลยออกมาโวยวาย แต่การนัดประชุมพบกันดังกล่าว ก็เป็นเรื่องของการวางแผนการเมือง ที่มีเป้าหมายคือการมีตำแหน่งในรัฐสภา มีเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง
ภูมิใจไทยเลยพยายามชี้เป้าว่า แบบนี้มันก็เข้าข่ายวางแผนการเมืองเลือก สว.เช่นกัน จะมากล่าวหาฝ่ายอื่นไม่ได้ ถ้าจะนิยามการพบกันของกลุ่มผู้สมัคร สว.ว่าเป็นการวางแผนฮั้ว การไปเจอกันของผู้สมัคร สว.ฝ่ายส้ม ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกัน
เมื่อภูมิใจไทยชี้เป้าออกมาแบบนี้ เลยทำให้เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
“ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน" เลยรับลูกทันควัน ไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีมีการพูดกันว่า มีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 300 คนพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่มีการวางแผนจัดคนฝ่ายของตนมาดำเนินการในการเลือก สว. อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การเลือกดังกล่าวอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เรื่องนี้เป็นข้อสงสัยในการกระทำของผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวที่อาจทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เอง แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน
“ดังนั้น เพื่อมิให้เป็นการเลือกปฏิบัติ กกต.ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย กกต.ต้องดำเนินการสืบสวนและไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติตามกฎหมายโดยพลัน”
ต้องดูท่าทีของฝ่าย กกต.ว่า เมื่อมีการร้องให้ กกต.สอบสวน-ไต่สวนการเลือก สว.ของกลุ่ม สว.อิสระเช่นกัน แล้ว กกต.จะว่าอย่างไร
ซึ่งหาก กกต.จะเดินหน้าตรวจสอบด้วยเช่นกันเพื่อให้สิ้นกระแสความ ก็ไม่แน่อาจทำให้ กกต.อาจใช้เรื่องนี้มาเป็นเหตุผลในการเลื่อนการสรุปคดีฮั้ว สว.จากเดิมสิงหาคมออกไปก่อนก็ได้ โดยอ้างว่าเมื่อมีการร้องมาแบบนี้ ดังนั้นเพื่อให้สิ้นกระแสความ ก็จะตรวจสอบพร้อมกันไปเลยทีเดียว
หากเป็นเช่นนี้ ดูจะเข้าทางใครบางคนที่ยังไม่ต้องการให้เรื่องคดีฮั้ว สว.ในชั้น กกต.จบเร็ว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯย้อนปรับครม.ช้าๆ
“อนุทิน” อ้อนคนสุพรรณ ขอ สส. ยกจังหวัด ย้อนคำถามนักข่าวปรับ ครม.เร็วๆ นี้หรือไม่ ระบุปรับ ครม.ช้าๆ ชาวบ้านกรี๊ดนายกฯ ในดวงใจ “กรวีร์” ชี้ฝ่ายค้านปั่นกระแส หวังกดดัน
ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.
เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย
สั่งต่อยอดเยือนจีน เร่งดีลให้เป็นจริง!
ตีเหล็กตอนร้อน! "อนุทิน" ต่อยอดเยือนจีน สั่งรัฐมนตรี ผู้บริหารหลายหน่วยงานทำ “แอ็กชันแพลน” ความร่วมมือกับรัฐบาลจีนให้เป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้าการลงทุน ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีแห่งอนาคตทั้งเอไอและอีวี ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน ดันเศรษฐกิจกระจายตัว ระดมพลังคนไทยยกกำลังประเทศ
'อนุทิน' ชื่นชม สส.กล้าธรรม ร่วมยินดีงานวันเกิด 'ประภัตร' มีคนรักทั่วสุพรรณ ขอสื่ออย่าถามให้ทะเลาะกัน
"อนุทิน" ขอบคุณ สส.กล้าธรรม มีน้ำใจร่วมงานวันเกิด "ประภัตร" ขอสื่ออย่าถามให้เกิดประเด็นทะเลาะกัน ต้องถามให้มีความรักสามัคคีกัน
นายกฯ ลั่นคิดเหมือนประชาชน ต้องลงโทษให้สาสม ขออัยการเร่งทำคดีฆ่า 2 พี่น้องรัสเซียให้เร็วที่สุด
นายกฯ ลงพื้นที่ชลบุรี เร่งรัดสำนวนคดีฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ให้ฆาตกรได้รับลงโทษสูงสุดสาสมกับกรรมที่ทำไว้ บอกประชาชนคิดอย่างไรผมก็คิดอย่างนั้นแต่พูดไม่ได้เพราะเป็นนายกฯ เผยลงพื้นที่เร่งคดี ย้ำต้องสร้างความเชื่อมั่นต่างชาติเหตุการณ์ต้องไม่เกิดขึ้นอีก
'อนุทิน' อ้อนคนสุพรรณ ขอยกจังหวัด ลั่นมีนายกฯ ไม่ใช่แค่ 'บรรหาร' คนเดียว
นายกฯ ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ขอแรงสนับสนุนเลือก สส.ภูมิใจไทยยกจังหวัด ชี้จะช่วยขับเคลื่อนงานได้คล่องตัว ย้ำรัฐบาลต้องทำให้รายได้ตกถึงมือชาวนา ไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง ก่อนเข้าสักการะท้าวเวสสุวรรณเอาฤกษ์เอาชัย

