เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..
“..ไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ด้วยอาลัย..
..ไม่ พึงพะวง ถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง..
..สิ่งเป็นอดีต ก็ละไปแล้ว.. สิ่งเป็นอนาคต ก็ยังไม่มา
..ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้นอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้..
..ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้ ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้ฯ..”
หลักธรรมดังกล่าวมาจาก ภัทเทกรัตตสูตร ซึ่งเป็นหัวใจของการเจริญสติและวิปัสสนา.. โดยชี้ความจริงไปที่ ความเป็นจริงขั้นสูงสุด ที่ปรากฏอยู่เป็นจริงใน ปัจจุบันขณะ มิใช่ความจริงที่ผ่านไปแล้วหรือยังมาไม่ถึง.. ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ...
อดีต.. คือ ธรรมที่ดับไปแล้ว (อตีตารมณ์)
อนาคต.. คือ ธรรมยังไม่เกิดขึ้น (อนาคตารมณ์)
ทั้งอดีต..อนาคต ไม่ปรากฏเป็นความจริงในปัจจุบันขณะ สามารถกำหนดดูรู้แจ่มแจ้งตรงความเป็นจริงได้ จึงไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนาโดยตรง
ด้วย สัจธรรม ที่ว่า.. ทุกสภาพธรรมเกิดแล้วดับทันที.. ไม่ว่าจะเป็น รูปนาม.. หรือขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) จะคงอยู่ได้ชั่วขณะเดียว จึงกล่าวว่า อดีตดับไปแล้ว.. อนาคตยังไม่เกิด (มาไม่ถึง)
สิ่งที่เป็นจริงในขณะนี้ที่ต้องคำนึงถึง.. ด้วย การกำหนดรู้ (ระลึกรู้).. คือ จิตที่กำลังปรากฏรู้.. เจตสิกที่ประกอบจิตขณะนั้น.. และรูปที่กำลังปรากฏ ซึ่งควรเห็นธรรมปัจจุบันในขณะนั้นๆ ด้วยปัญญา.. ที่ภาษาธรรมใช้คำว่า วิปัสสะติ หมายถึง การเห็นไตรลักษณะของปรมัตถธรรม ได้แก่..
การเห็นรูป เป็นรูป.. การเห็นนาม เป็นนาม
การเห็นตามความเป็นจริงของความเป็นธรรม ว่า.. ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เป็นเรื่องของสภาพธรรมอันเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ... ที่เกิดปรากฏ.. ตั้งอยู่.. ดับไป อันเป็นพื้นฐานของ วิปัสสนา ที่ชาวพุทธควร รู้จริง.. เห็นจริง..
การฝึกอบรมจิต.. ให้มีภาวะรู้เท่าทัน ตรงตามความเป็นจริง.. ด้วยการเจริญ สติปัฏฐานธรรม จึงเป็น ปฏิปทาในสายกลาง ที่สำคัญยิ่งต่อการอบรมจิตให้สมบูรณ์ในความเป็น อริยมรรค.. มีปัญญาเห็นชอบตามความเป็นจริงที่ปรากฏมีอยู่จริงในปัจจุบันขณะ เพื่อการเห็นสภาวธรรมตามจริง.. จนสามารถชำระความเห็นผิดเห็นว่าเป็นตัวตน ให้จางคลายสลายสิ้นไปได้ ทำให้จิตไม่ถูกรบกวนด้วยกิเลส ที่เป็นเหตุให้โลภะดึง.. โทสะผลัก.. โมหะปิดบังไว้ ดังภาษาธรรมที่เรียกว่า อะสังหิรัง (ไม่ถูกกิเลสฉุดลาก) อะสังกุปปัง (ไม่หวั่นไหวด้วยอารมณ์ทั้งหลาย)
เมื่อใดจิตเพิ่มพูน สติปัญญา.. ความเพียรชอบ ก่อเกิดเป็น วิปัสสนาปัญญา ได้ในทุกขณะจิตที่ปรากฏเป็นปัจจุบัน เมื่อนั้นก็จักสามารถจำแนกแยกรูปนามได้ทันทุกขณะจิต ให้เกิดปัญญาเห็นชอบตามความเป็นจริงที่ปรากฏมีอยู่ในความเป็นธรรมดาว่า.. อนิจจัง.. ทุกขัง.. อนัตตา..
ความเพียร.. ด้วยสติ สัมปชัญญะ ที่ถึงพร้อมในขณะจิตหนึ่งนั้น.. จึงเป็นกิจที่ต้องทำในวันนี้.. ในทุกขณะจิต.. ทุกลมหายใจเข้า-ออก เพื่อการรู้เท่าทันสภาวธรรมที่กำลังปรากฏใน ความเป็นชีวิตเดี๋ยวนี้ ที่ยังเป็นอยู่ในขณะนี้.. เพื่อความเห็นชัด ในทุกขณะชีวิต.. ในทุกขณะจิต ว่า.. เกิดแล้วดับ.. ไม่เที่ยง.. ทนอยู่ไม่ได้.. ไม่ใช่ตัวตน ดังพระพุทธดำรัสใน ภัทเทกรัตตสูตร ว่า
“ปัจจุปปันนัญ จะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ”
แปลความว่า.. ผู้ใดเห็นสภาวธรรมปัจจุบันตามความเป็นจริง ผู้นั้นกำลังดำเนินอยู่ในวิถีแห่งวิปัสสนาญาณ อันเป็นทางไปสู่มรรค.. ผล.. และนิพพาน..
ข้อความ อมตธรรม ที่ประกาศ สัจธรรม อันเป็นไปเพื่อการรู้แจ้งใน อริยสัจธรรม โดยย่อดังกล่าว อาตมาเชื่อมั่นว่า.. เคยได้กล่าวถวายธรรมเทศนาแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา.. ไปบ้างแล้วไม่มากก็น้อย.. โดยเฉพาะครั้งเสด็จไปปฏิบัติธรรม ณ สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์.. เมื่อ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ที่มีอาตมาเป็น องค์แสดงธรรม ถวายเพื่อการอบรมจิตภาวนา ด้วยการประมวลธรรมสาธยายไปตามลำดับ ที่แสดงให้เห็น วิถีธรรม .. วิถีจิต อันดำเนินไปตามแนว อริยมรรคองค์ธรรมแปดประการ เพื่อการตรัสรู้ชอบ.. โดยได้อัญเชิญ พระพุทธพจน์ ๓ กาล ในวันเพ็ญวิสาขบูชา มาเป็นธงในการแสดงแจกแจงธรรม ตั้งแต่เบื้องต้น.. ที่ทรงประกาศอาสภิวาจา ณ ลุมพินีวโนทยาน ในวันประสูติ (วันเพ็ญวิสาขบูชา ครั้งประสูติ)
ในท่ามกลาง.. จากการพิจารณา อิทัปปัจจยตา.. ปฏิจสมุปบาทธรรม สายเกิด.. สายดับ.. และทั้งสายเกิด-สายดับ.. (วันเพ็ญวิสาขบูชา ครั้งตรัสรู้..) .. สรุปด้วยพุทธอุทาน..
และในปัจฉิมกาล.. พระพุทธดำรัสครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน เพื่อเตือนสติให้พระสงฆ์สาวก.. พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย.. ใช้ชีวิตอย่างมีสติ.. ไม่ประมาท.. รู้จักพิจารณาให้เห็นความเป็นจริง.. ในขณะชีวิตที่ปรากฏจริง ว่า.. สังขารทั้งหลาย คือ ชีวิตของเราทุกคน ไม่เที่ยง เป็นต้น
บทธรรมที่แสดงใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ในครั้งนั้น (๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙) .. ได้รับการกล่าวขานจากพระพรหมวชิรากร กรรมการมหาเถรสมาคม/วัดราชผาติการาม ว่าเปรียบดุจเกลียวคลื่นแห่งธรรม ที่สมบูรณ์ยิ่งในการร้อยกรองด้วยจิตที่พิจารณาโดยแยบคายไปตามลำดับในแนว ปฏิภาณเทศนา อันควรแก่การอนุโมทนา... จึงเชื่อมั่นว่าการบูชาธรรมในครั้งนั้น จะนำไปสู่การพัฒนาจิตอย่างมีแบบแผน ที่จะก่อให้เกิดอธิการกุศลตราตรึงในพระหฤทัย (ดวงจิต) ของ สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สืบตลอดไป..
การเสด็จไปปฏิบัติศาสนกิจ ด้วยการฟังธรรม.. เจริญภาวนา.. ของพระองค์ท่านในหลายครั้งบนแผ่นดินพุทธภูมิ ด้วยพระศรัทธาอันมั่นคงในคุณพระรัตนตรัย จึงนับเป็นมหากุศลอันยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อได้ทรงกระทำการ อาราธนาขอพระสงฆ์ได้พร้อมเพรียงกันประกอบสังฆกรรม เพื่อการสวดประกาศเขตอุโบสถบนพื้นที่ลานโอวาทปาติโมกข์ในเวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าประทับ ๕ พรรษา ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาประทานพระโอวาทปาติโมกข์แด่พระสงฆ์สาวก ๑,๒๕๐ รูป ที่ล้วนเป็นพระอรหันต์.. ในวันมาฆบูชา (วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓) .. จึงนับเป็นอธิการกุศลอันสำคัญยิ่งของสมเด็จเจ้าฟ้าของชาวไทย ที่ได้ทรงปฏิบัติตามแนวทางพุทธกษัตริย์ในชมพูทวีป.. ที่ชาวพุทธจักต้องระลึกถึงสืบตลอดไป.. เมื่อเวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกของพุทธศาสนาในอดีต ได้ฟื้นคืนกลับมา มี พระอุโบสถ เกิดขึ้นถูกต้องสมบูรณ์ตาม พระธรรมวินัย อีกครั้ง เพื่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา สามารถใช้ประกอบสังฆกรรมตามพระธรรมวินัยได้... ดังปรากฏแผ่นป้ายจารึกข้อความเพื่อประกาศพระเกียรติคุณเป็นหลักฐาน ณ เบื้องหน้าพระอุโบสถโอวาทปาติโมกข์ เวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ (ในอดีต)/สาธารณรัฐอินเดียปัจจุบัน ที่ทางหน่วยงานของ รัฐบาลแห่งรัฐพิหาร/อินเดีย ได้ถวายการดูแลรักษาไว้อย่างดียิ่ง.. เพื่อถวายเป็นพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน “สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธในอินเดียจักน้อมสำนึกระลึกถึงพระกรุณาธิคุณตราบนิรันดร์!!...
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ
ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง
ภัยร้าย .. ต่อศาสนา ปัญหา .. เสพติดเทคโนโลยี!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ จึงได้เห็น ความเปลี่ยนแปลงในความดำรงอยู่.. อันดำเนินไปตามเหตุปัจจัย.. ที่สะท้อนความเป็นจริงว่า.. ทุกอย่างเป็น.. ธรรม ธรรม.. เป็นไปตามเหตุปัจจัย..
“เมื่อโลกล้ำ.. ธรรมล้น..” ... กาลโกลาหลจึงบังเกิด!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... นับว่า วิถีโลก เข้าสู่กาลโกลาหลเต็มตัว เมื่ออำนาจเทคโนโลยียุคไอทีผลักดันสังคมเข้าสู่กระแสดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ.. จึงได้เห็น กาลโกลาหลในกระแสสังคมดิจิทัล ที่แม้แต่ ศาสนจักร ยากจะปฏิเสธ
'ดร.เอนก' แนะพึ่งพากันอย่างรู้แจ้ง ชี้ทางสว่าง '2 ผู้นำมหาอำนาจ'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เขียนบทความเรื่อง "เมื่ออาเซียน ยุโรป และผองชาติอำนาจอื่นๆ ต้องร่วมแก้ปัญหาให้ พญาอินทรีและพญามังกร"

