พระอุโบสถเวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย อธิการกุศลในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ตรงกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่วนราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมเพรียงกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว.. ดังที่อาตมาได้รับนิมนต์จาก นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวาระดังกล่าว...

จริงๆ แล้ว นับตั้งแต่ “สมเด็จเจ้าฟ้าของชาวไทย” สิ้นพระชนม์ เมื่อ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๙ นาฬิกา ๔๘ นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ ๕๗... ที่ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา.. และวัดสาขาในปกครองที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ทั้งหมด ได้พร้อมเพรียงกันบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน อุทิศถวายพระกุศลมาโดยตลอด.. โดยเมื่อสิ้นพระชนม์ครบ สัตตมวาร (๗ วัน) ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล.. มีแสดงธรรมนำอบรมจิตภาวนาถวายเป็นพระกุศลอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ ได้รับนิมนต์เป็นองค์แสดงธรรมนำปฏิบัติแก่ พุทธศาสนิกชนชาวไทยในสาธารณรัฐชิลี.. ปานามา.. คอสตาริกา และเอลซัลวาดอร์ โดย นางสาววิมลพัชร รักษาเกียรติ เอกอัครราชทูต ณ กรุงซันติอาโก สาธารณรัฐชิลี เป็นผู้แทนทำการอาราธนานิมนต์

อย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า.. ต้องยอมรับ ความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะจิต... ก็จะเข้าใจ .. เข้าถึง กฎเกณฑ์ความเป็นธรรมดา ที่มีอยู่ในธรรมชาติของชีวิต

พระพุทธองค์ทรงแสดงหลัก อิทัปปัจจยตา.. ซึ่งเปรียบดุจ หัวใจของธรรมชาติ ที่แสดงกฎความเป็นจริงที่ครอบคลุมวิถีจิตและวิถีชีวิต

กฎอิทัปปัจจยตา..  ดังกล่าว เป็น สัจธรรม ในธรรมชาติที่ควรรู้.. เข้าใจ.. และทำให้ถึงด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย ในฐานะเป็นวิวัฒนาการทุกแขนงของสิ่งมีชีวิต ที่แสดงตัว กฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งปวง.. ว่า.. “..เพราะมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น..”

ทุกอย่างภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติดังกล่าว จึงแสดงความเป็นธรรมดา ว่า.. “..สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา.. ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา...” เพื่อเน้นย้ำความเป็นจริงแท้ว่า..

“สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง”

ด้วยทุกสรรพสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัย.. เมื่อเหตุปัจจัยสิ้นไป สิ่งเหล่านี้ย่อมดับสิ้นไป... สู่ความเป็นธรรมดา ที่ต้องเป็นอย่างนั้น จะไม่แปรเปลี่ยนไปจากความเป็นอย่างนั้นไปได้เลย!

หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ.. พระมหาเถระผู้เป็นบูรพาจารย์ในสายพระป่าหรือสายวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งในวาระสุดท้าย ได้เลือกวางสังขารไว้บนแผ่นดินจังหวัดสกลนครแห่งนี้.. ได้ฝากคำสอนที่เรียบง่าย ลุ่มลึก อนุวัตตามพระพุทธพจน์ดังกล่าวว่า...

“จุดที่ยอดเยี่ยมของโลก คือ ใจ”

ด้วยเพราะชีวิตทั้งหมดเริ่มต้นที่จิต

.. จิตคิดอย่างไร ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น....

สมดังหลักธรรมที่กล่าวไปแล้วว่า.. จิตเป็นใหญ่.. เป็นประธาน เป็นหัวหน้าของธรรมทั้งหลาย..

การเกิด-การตาย.. ที่รวมความเป็นความทุกข์ จึงมิได้เกิดขึ้นลอยๆ.. มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากเหตุปัจจัยในจิตใจ ที่แสดงสัจธรรมว่า.. เมื่อเหตุมี ทุกข์มี.. เมื่อเหตุดับ ทุกข์ดับ..

หลวงปู่มั่น จึงสอนให้กลับมา ดูจิต.. ดูใจของตน มิใช่มัวเพ่งโทษผู้อื่น.. หรือมัวแต่ส่งจิตออกไปภายนอก.. เพื่อเป็นผู้มีสติ.. อยู่กับปัจจุบัน.. จะได้เกิดปัญญา.. เห็นความเกิด-ดับของสภาวธรรมทั้งปวง ที่เป็นไปตาม กฎอิทัปปัจจยตา

และเมื่อเห็นความเกิดดับบ่อยๆ ย่อมเข้าถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น ระลึกถึงความไม่เที่ยง.. ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท.. ระลึกถึงความตาย.. เร่งสร้างคุณงามความดี

จากที่กล่าวมาโดยย่อ จึงเห็นได้ว่า.. การบำเพ็ญกุศล ตามแนวทางพระพุทธศาสนานั้น จึงมิใช่เพียงแค่การประกอบพิธีกรรมตามประเพณี หากเป็นโอกาสให้ทุกคนได้ฟังธรรมและน้อมนำเข้ามา พิจารณาชีวิตตนเอง.. เห็นวิถีจิตตามความเป็นจริง.. เห็นวิถีชีวิตตามเหตุปัจจัย..

ดุจดัง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา.. ที่ทรงใช้โอกาส.. เวลา ให้เป็นไปเพื่อการบำเพ็ญกุศล.. ด้วยการ เจริญสติ สมาธิ ปัญญา อันเป็นหนทางแห่งความดับทุกข์ในพระพุทธศาสนา.. ดังปรากฏการรับกรรมฐาน ปฏิบัติธรรม.. และการปฏิบัติเนกขัมมวิสัย (บวชเนกขัมมะ) ที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ฯ จ.ลำพูน..

ด้วยพระศรัทธาที่มั่นคงในคุณของพระรัตนตรัย.. จึงได้มีโอกาสกระทำ อธิการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ ที่ไม่เป็นไปในบุคคลทั่วไป เมื่อได้เสด็จเวฬุวันมหาวิหาร.. วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา เพื่อเป็นองค์ประธานใน พิธีการสวดประกาศเขตอุโบสถ เวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ.. /รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ปัจจุบัน โดยมี พระดำรัสอาราธนาพระสงฆ์ในที่ประชุมอยู่บนลานพระโอวาทปาติโมกข์ ใจกลางสวนป่าเวฬุวัน ได้พึงถึงซึ่งความพร้อมเพรียงกัน เพื่อกระทำสังฆกรรมตามพระธรรมวินัยในการสวดประกาศเขตอุโบสถ.. โดยมีพระดำรัสสำคัญโดยย่อ ดังนี้

“บัดนี้ เมื่อความพร้อมเพรียงแห่งคณะสงฆ์สมบูรณ์ดีแล้ว ข้าพเจ้าขอกราบอาราธนานิมนต์พระสงฆ์ ได้พึงประกอบศาสนกิจอันถูกต้อง ตรงตามพระธรรมวินัย เพื่อแสดง เขตอุโบสถโอวาทปาติโมกข์ แห่งเวฬุวันมหาวิหารดังกล่าวนี้เถิด เพื่อความเหมาะควรแก่การกระทำสังฆกรรมของพระสงฆ์.. ตามพระพุทธประสงค์ ที่คณะสงฆ์จะได้ดำเนินศาสนกิจอันเป็นไปตามพระพุทธานุญาต..”

พระพรหมวชิรากร กรรมการมหาเถรสมาคม.. เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม (ในขณะดำรงสมณฐานะที่ พระธรรมปาโมกข์) จึงได้นำพระสงฆ์ที่ประชุมในที่นั้น โดยมี พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา/หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล (ในขณะดำรงสมณฐานะที่ พระเทพโพธิวิเทศ) .. ร่วมกระทำสังฆกรรมตาม พระดำรัสอาราธนานิมนต์ของ สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา (ในขณะดำรงพระอิสริยยศที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) .. ด้วยการตั้ง ญัตติทุติยกรรม ขึ้น เพื่อประกาศขอความเห็นชอบในท่ามกลางสงฆ์.. อันเป็นไปตามพระธรรมวินัย ท่ามกลางประชาชน.. เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอินเดีย ที่มาถวายการต้อนรับ.. ในยามอากาศร้อนจัดยามเที่ยงวันของวันมาฆบูชา ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙..” โดยเมื่อสิ้นเสียงประกาศ.. ได้มีเสียงสาธุการ.. ของคณะสงฆ์ดังกึกก้อง!!” อย่างน่าปีติยินดียิ่ง.. เพื่อการรับรองมติ.. การประกาศเขตอุโบสถแห่งเวฬุวันมหาวิหาร.. ให้เกิดขึ้นกลับคืนมาอีกครั้ง.. โดยคณะสงฆ์ไทย... ต่อเนื่องด้วยการวางมงคลฤกษ์ในเบื้องต้น.. ด้วยการทรงเจิมและทรงพระสุหร่าย โดย สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ท่ามกลางพระสงฆ์.. ที่พร้อมเพรียงกัน.. เพื่อการประกอบสังฆกรรมผูกพัทธสีมา.. ประกาศเขตอุโบสถ.. ซึ่งต่อมาได้มี การสวดถอน.. ทักนิมิต และสวดสมมติสีมา โดยคณะสงฆ์ไทย จำนวน ๔๖ รูป ในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑.. ตรงกับ “วันวิสาขบูชาโลก” ที่นำไปสู่การเกิด “พระอุโบสถ เวฬุวันมหาวิหาร” อีกครั้ง นับเนื่องจากสมัยพุทธกาลมาจนถึงวาระพุทธศาสนาสูญหายไปจากชมพูทวีป โดยหน่วยงานรัฐบาลอินเดียและชาวฮินดู ร่วมกันเป็นพยานรับรองเชิงประจักษ์ มิได้มีการคัดค้านใดๆ.. ต่อการกระทำสังฆกรรมที่เป็นไปอย่างเปิดเผยในท่ามกลางสาธารณชน.. ที่นำไปสู่ความภาคภูมิใจยิ่งของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก.. ซึ่งอธิการกุศลดังกล่าว  สำเร็จได้ด้วยพระบารมีใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา... ที่ให้การสนับสนุนนับแต่ในวาระเริ่มแรก อันควรยิ่งต่อการน้อมระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์.. สืบตลอดไป!!.

 

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธน้อมสำนึกฯ

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..

ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ

ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง

ภัยร้าย .. ต่อศาสนา ปัญหา .. เสพติดเทคโนโลยี!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ จึงได้เห็น ความเปลี่ยนแปลงในความดำรงอยู่.. อันดำเนินไปตามเหตุปัจจัย.. ที่สะท้อนความเป็นจริงว่า.. ทุกอย่างเป็น.. ธรรม ธรรม.. เป็นไปตามเหตุปัจจัย..

“เมื่อโลกล้ำ.. ธรรมล้น..” ... กาลโกลาหลจึงบังเกิด!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... นับว่า วิถีโลก เข้าสู่กาลโกลาหลเต็มตัว เมื่ออำนาจเทคโนโลยียุคไอทีผลักดันสังคมเข้าสู่กระแสดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ.. จึงได้เห็น กาลโกลาหลในกระแสสังคมดิจิทัล ที่แม้แต่ ศาสนจักร ยากจะปฏิเสธ