“ศาลโซเชียล” .. ภัยร้ายในกระบวนการยุติธรรม!?

Screenshot

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ปัจจยาการความสืบเนื่องแห่งเหตุปัจจัยของปัญหาการทุจริต ที่เชื่อมโยงส่งต่อกันอย่างเป็นลูกโซ่ในทุกมิติทางสังคม นับเป็นภัยร้ายอันใหญ่หลวงในสังคมมนุษยชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ที่ยากจะแก้ไขให้หมดสิ้นไป หากขาดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของ สัตว์มนุษย์ ที่ดำรงอยู่ใน กระแสแห่งกิเลส (ตัณหา) ตาม วิถีธรรม!

ตัณหา.. นำไปสู่การแสวงหา.. เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ..” นับเป็นสาระธรรมเบื้องต้นที่นำไปสู่การสร้างปัจจัยต่างๆ จนก่อเกิดวงจรอุบาทว์ ขึ้นในกระแสชีวิตภาคสังคม ซึ่งหากขาดความรู้ความเข้าใจในปัจจัยนั้นๆ.. ก็ยากจะแก้ไขหรือป้องกันปัญหาทุจริตในสังคมมนุษยชาติได้

เรื่องราว การทุจริตการสอบบรรจุเข้าเป็นพนักงานของรัฐหรือข้าราชการ ในส่วน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย.. จึงเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของกระแสทุจริตที่แพร่ระบาดในโครงสร้างของสังคม อันสะท้อนถึงความเป็นจริงของความบกพร่องในภูมิคุ้มกันขององค์กรและสังคม ดุจเดียวกับ มะเร็งร้าย ในกระแสเลือดหล่อเลี้ยงเรือนกายในภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง.. จนก่อเกิดเป็นมะเร็งร้ายในชีวิต..

“การแก้ไข.. ตามกระแส..” เพียงเพื่อหวังจะยุติอาการรุมเร้าทางสังคมที่ถาโถมใส่.. จึงมิใช่ วิธีการแก้ไขปัญหาอันชอบธรรม.. มิหนำซ้ำ หากขาดความใส่ใจพิจารณาละเอียดลงไปในปัจจัยต่างๆ ก็ย่อมแก้ไขอย่างไม่ตรงจุดเหตุแท้จริงของปัญหานั้นๆ เรียกว่า แก้ไขปัญหาอย่างไม่เข้าใจปัญหา..

จึงเห็นการขยายความต่อเติม ปัจจยาการ ความสืบเนื่องของเหตุปัจจัยไปสู่มิติต่างๆ ทั้งโดยความจงใจและไม่จงใจ.. โดยอาศัยปัจจัยด้านต่างๆ เป็นตัวชี้นำ โดยเฉพาะ ปัจจัยด้านกฎหมายและการบังคับใช้ (Legal Enforcement Factors) ไม่ว่าจะเป็น ช่องโหว่ทางกฎหมาย, ระบบการตรวจสอบที่อ่อนแอพะรุงพะรัง และความล่าช้าในกระบวนการ... อันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความยุติธรรม ที่เป็นไปอย่างยืดเยื้อ ไม่ทันกาล.. จนให้ความรู้สึกไม่น่าเกรงกลัวต่อการบังคับใช้กฎหมาย

จึงเกิดปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมปัจจุบัน ได้แก่ การเกิดปัญหาการพิพากษาทางสังคมดิจิทัลโดยสื่ออิสระต่างๆ.. ที่แพร่หลาย กับกระบวนการทางยุติธรรมของระบบราชการที่ไม่สัมพันธ์กัน.. อันเป็นปัญหาสำคัญยิ่งในยุคสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อสัตว์สังคมในปัจจุบัน ที่ทุกปัญหามักจะถูกหยิบยกขึ้น “ศาลของสังคม” ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วตามกระแสชี้นำสังคม.. จนสามารถผลักดันให้เกิด กระแสถูก-ผิด ไปในทิศทางนั้นๆ ได้

ปรากฏการณ์ “ศาลโซเชียล” จึงเกิดปรากฏบ่อยครั้งเมื่อมีปัญหาต่างๆ ทางสังคมเกิดขึ้น ไม่ว่าในกรณีการทุจริตการสอบบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น.. หรือ กรณีเด็กอายุ ๑๑ ปี ขับรถยนต์ชนพระภิกษุตายและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นต้น

ในขณะที่กระบวนการสอบสวนของทางราชการกำลังเป็นไป... แต่การตัดสินพิพากษาของ “ศาลโซเชียล” ได้ทำงานไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ด้วยความรวดเร็วในข้อมูลข่าวสารที่แพร่ระบาด แม้จะไม่ครบทุกส่วนของความเป็นจริง

ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ การใช้เจตนาส่วนตัวเข้าไปจับข้อมูล มาจัดรูปแบบใหม่ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายที่ประสงค์ ทั้งในทางบวกและทางลบต่อผู้อื่น.. ที่มีผลต่อภาคสังคมดิจิทัล ในการชี้นำการตัดสินใจของสาธารณชน ซึ่งมักจะเป็นไปในลักษณะตัดสินจากข้อมูลที่เผยแพร่ โดยมิได้ไต่สวนตรวจสอบว่า จริงหรือไม่.. จริงกี่ส่วน..

โดยเฉพาะ การตัดสิน ด้วยการใช้อารมณ์และความรู้สึก ที่ไหลไปตามสื่อกระแสหลักของภาคสังคมที่ทรงอิทธิพลต่อสังคมยุคใหม่ ด้วยการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมาก.. ดังเรื่องการพาดพิงถึง บุคคลระดับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หรือ ภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งแม้ต่อมาข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไป.. แต่ความเสียหายต่อทางจิตใจของภาคสังคมย่อมยังมีอยู่

การฟ้องร้องกัน เพื่อเอาผิดทางกฎหมาย จึงมักจะเป็นทางออกของปัญหาดังกล่าว เพื่อการชำระความบกพร่องในทุกด้าน โดยเฉพาะทางจิตใจ.. ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นไปตามกระบวนการพิพากษาทางกฎหมาย.. แม้จะเป็นกระบวนการที่ล่าช้า ไม่เท่าทัน “ศาลทางสังคมดิจิทัล” ที่มีสื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือ.. แต่ก็เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการนำมาบังคับใช้ให้สังคมเข้าสู่ความสงบ แม้จะต้องใช้เวลา ด้วยขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม

จึงได้เห็นการต่อสู้.. กับกระแสสังคมในหลากหลายรูปแบบ ทั้ง เพื่อความยุติธรรมและเพื่อความเท่าทันกระแส.. ที่ต้องระมัดระวังการเข้าไปเชื่อมโยง เพื่อขยายผลอย่างจงใจในอำนาจของกระแสไอที ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีเจตนา อันเป็นไปตามอำนาจของกลุ่มบุคคลผู้ใช้อิทธิพลของไอที มากำหนดกระแสเพื่อชี้นำสังคม..อย่างมีเงื่อนไข

ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งหลายตามที่กล่าว ล้วนเกิดมาจากรากเหง้าอันเดียวกัน ได้แก่ ความอยาก (ตัณหา) .. ที่เป็นปัจจัยไปสู่ การแสวงหา เพื่อการตอบสนองความต้องการหรือ ความอยาก (ตัณหา) นั้น..

การแก้ไขปัญหาตามกระบวนการด้วยวิธีการต่างๆ นานา จึงเป็นเรื่องปลายเหตุ.. มิได้ตรงเหตุแท้จริง.. ดังปัญหาการทุจริต.. การฉ้อโกง.. การเบียดเบียนทำลาย ที่ไม่เคยจบสิ้นไปตาม กระบวนการยุติธรรม หรือตามการพิพากษาของ ศาลทางสังคม ในยุคออนไลน์

ในทางกลับกัน ยิ่งได้เห็นการผลักดันของ ตัณหา ต่อกระบวนการยุติธรรม ที่ล่าช้าไม่ทันใจ ไปสู่การตั้ง ศาลทางสังคมออนไลน์ ขึ้นในทุกเรื่องราว ที่ช่วยกันตัดสินภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อสรุปหาคนผิด .. คนถูก ด้วยการอ้างอิงข้อมูลที่แพร่ในขณะนั้นบางส่วน ที่ ศาลโซเชียล (Trail by Social Media) นิยมดำเนินการด้วยการยึดหลัก อัตโนมติ คือ ความคิดกูเป็นใหญ่ อารมณ์.. ความรู้สึกกูเป็นธง.. เพื่อการตอบสนองได้ อย่างรวดเร็วทันใจ ต่อความต้องการ.. ตามหลักนิยมของสังคมดิจิทัล ที่ว่า..

“เมื่อถูกกล่าวหา.. ก็ให้ถูกมองว่าผิดไปก่อน”

จึงเป็นธรรมดาที่จะเกิดช่องว่างทางความรู้สึก.. ทางความเข้าใจในทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน สังคมดิจิทัล ระหว่าง..

“ความจริงในสายตาของสังคม..

กับ.. ความจริงตามกระบวนการยุติธรรม..”

การจะช่วยการหยุดยับยั้งภัยร้ายที่กำลังแพร่ระบาดในทุกองคาพยพของสังคม ประเทศชาติ อันเกิดจาก การทุจริต..

เหตุปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ได้แก่ การช่วยกันแนะนำ สั่งสอนให้ คนในสังคม มีสติ.. รู้จักการพิจารณาโดยแยบคาย ไม่ด่วนสรุปจากสิ่งที่ได้ยิน.. ได้เห็น เพียงผิวเผินบางส่วนตามกระแสโลกไอที..

..ควรกลับมาพิจารณาด้วยเหตุผลและผลของการปฏิบัติที่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แม้จะล่าช้าไม่ทันใจ.. แต่ปลอดภัยต่อการสรุปผลอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ซึ่งแตกต่างจาก ศาลโซเชียล ที่อ้างอิงกระแสสังคมดิจิทัล ทำให้เกิดการรับรู้รวดเร็ว แต่ขาดหลักประกันความถูกต้องชอบธรรม..

ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันสร้างสมดุลระหว่าง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับ หลักนิติธรรมและความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดขึ้นใน สังคมดิจิทัล เพื่อควบคุม ศาลโซเชียล ให้อยู่ในความถูกต้องชอบธรรม ไม่ไปพิพากษาสังคม จนกลายเป็น บทลงโทษที่ทรงอิทธิพล ในยุคไอที ที่เกิดขึ้นก่อนและหนักกว่าคำพิพากษาของศาล ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างครบถ้วน จนก่อให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้อื่นอย่างร้ายแรง แม้ภายหลังจะปรากฏว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่จริง ดุจดัง กรณี ภรรยาปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่ได้มีส่วนใดส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเลย.. ที่ยังไม่ได้รับการขอโทษแม้เพียงคำเดียวจากบุคคล.. กลุ่มคนที่ ตั้งใจทำลาย..!!.

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต" มีเนื้อหาดังนี้

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ​ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ​ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้

พระอุโบสถเวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย อธิการกุศลในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ตรงกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่วนราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมเพรียงกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว.. ดังที่อาตมาได้รับนิมนต์จาก นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวาระดังกล่าว...

“สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธน้อมสำนึกฯ

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..

ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.