ทฤษฎีและโครงสร้างการคอร์รัปชั่นของรัฐ: บทเรียนที่ยากจะถอด

ประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ดูเหมือนว่าจะเป็นเสือลำบากของเอเซียทัดเทียมกับพม่าและกัมพูชาไปเสียแล้ว

บทเรียนบทแล้วบทเล่าที่ว่าจะถอด ได้กลับมาหลอกหลอนคนไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก

ถึงกับมีผู้สันทัดกรณีหลายท่านให้คำแนะนำว่า ควรจะเลิกพูดคำเก๋ๆ ที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ (เท่าที่สังเกตุใช้มากในประเทศแคนาดา) ว่า Lesson(s) Learned หรือถอดบทเรียน เพราะประเทศคงไม่มีเวลาเหลือให้กับการถอดบทเรียน อย่างเดียว แต่ไม่เคยลงมือทำการบ้านส่งครูเลย

อะไรคือกับดักและวงจรอุบาทว์สำคัญที่เราไม่เคยเรียนรู้ และกำลังเกิดวิกฤติแล้ววิกฤติเล่าซ้ำซากกับประเทศของเราเข้าออกไอซียูเป็นว่าเล่นจนมีคนพูดว่าเราน่าจะเข้าข่ายเป็น “รัฐล้มเหลว” ซึ่งถ้าไม่ผ่าตัดใหญ่ก็คงต้องเข้าห้องดับจิตและฌาปนกิจกันเลยทีเดียว

ทำไมผมถึงคิดว่าจุดจบของการเป็นรัฐของไทยใกล้เข้ามา ก็เพราะ “ รัฐกำลังทำลายตัวเอง ” ภูมิคุ้มกันของเรากำลังเป็นศัตรูตัวร้ายอันดับหนึ่งของประเทศ และความเป็นผู้นำของประเทศในโลกเสรีของไทยกำลังถูกเซาะกร่อนบ่อนทำลายทีละน้อย เหมือนค่อยๆต้มกบ ชึ่งภายในเวลาไม่นาน จะพาคนไทยและประเทศไทยไปสู่วิบัติกรรม

ความเป็นรัฐของประเทศบัดนี้กำลังถูกท้าทายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยเหตุผลสำคัญ 5 ประการ

1. ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและเชื่อถือเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่ระดับสูงสุด ถึง ต่ำสุด ในทุกๆกระทรวงทบวงกรมองค์กรอิสระรัฐวิสาหกิจหน่วยงานท้องถิ่น พรรคการเมือง ตลอดจนสถาบันการเลือกตั้งที่คิดว่าเป็นเสาหลักแห่งประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลของรัฐ

2. ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ที่แม้กระทั่งคำพิพากษาของศาลสถิตย์ยุติธรรมก็ถูกทำให้สูญเสียความศักดิ์สิทธิ์แห่งกฎหมายและอำนาจตุลาการกลับถูกด้อยค่าและลดทอนโดยเจ้าหน้าที่ข้าราชการฝ่ายบริหารที่ออกเพียงคำสั่งและกฎระเบียบปฏิบัติที่ดูจะมีอิทธิพลเหนือความศักดิ์สิทธิ์ของ คำพิพากษาและกระบวนการยุติธรรมตลอดจนหลักแห่งกฎหมาย (Rules of Law) ที่สูงสุด

3. การใช้อำนาจโดยมิชอบ ในระบอบ “รัฐราชการ” นี้จะนำมาซึ่งระบอบที่เรียกว่า “เผด็จการทางรัฐราชการ”(Authoritarianism)” ซึ่งหากเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบจะเกิดการผูกขาดและคอร์รัปชั่นทางรัฐสภาซึ่งเรียกว่า “เผด็จการทางรัฐสภา ( Parliamentary Dictatorship )” กลายเป็นระบอบการปกครองแบบผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จโดยพรรคการเมืองอันจะเป็นต้นแบบปรัชญารัฐศาสตร์ที่อันตรายที่สุดที่เรียกว่า ลัทธิเผด็จการแบบฟาสชิสต์ ( Fascism ) และนำไปสู่การไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างร้ายแรงและสิ้นเชิง อันเรียกว่า “ อนาธิปไตย  ( Anarchism) ” ในอนาคต

4. ประชาชนเบื่อหน่ายและขาดความเชื่อถือและเชื่อมั่นต่อค่านิยมทางสังคม และวัฒนธรรมทางการเมืองไทยอันประกอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม จรรยาบรรณ และธรรมาภิบาลของนักการเมืองข้าราชการการเมืองตลอดจนสถาบันทางการเมืองไทย และประการสุดท้าย

5. ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและเชื่อถือตลอดจนดูแคลนความสามารถของรัฐในการปกป้องพิทักษ์รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินดังปรากฏในหลายๆประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอภิมหาอำนาจบางประเทศที่กำลังเป็นต้นฉบับของพฤติกรรมนี้

การแก้ไขปัญหานี้ มักจะมาหยุดอยู่ที่จะแก้ที่คนคือนักการเมืองและข้าราชการ หรือจะแก้ที่ระบบการเมืองและระบบพรรคการเมือง รวมทั้งระบบการเข้าสู่อำนาจของพวกเขาเหล่านั้น

และในที่สุดแล้ว ใครจะเป็นผู้ที่มี  “รัฐาธิปัตย์” และความกล้าหาญและเป็นผู้นำในการแก้ไขวิกฤติชาติต่างๆรวมทั้งสถานการณ์การคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆดังเป็นที่ประจักษ์และปรากฏให้เห็นชัดเจนในช่วงที่กล่าวมาข้างต้นโดยให้เป็นไปตามระบอบการปกครองปัจจุบันที่มีรัฐธรรมนูญอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตามขนบธรรมเนียมราชประเพณีนิยมอันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

และแน่นอนที่สุดการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จย่อมต้องใช้เวลา แต่ถึงกระนั้นต้องเกิดขึ้นทันทีและใช้มาตรการเข้มข้น (Bold Measures) ในการคัดคนดีเข้าสู่ระบบ ดังจะได้ขออัญเขิญพระบรมราโชวาทใส่เกล้าใส่กระหม่อมที่ได้เคยพระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยไว้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2515 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี  ว่า

“ …บ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน การสร้างความสงบสุขจึงอยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้มีอำนาจปกครอง พร้อมควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้ก่อความเดือดร้อน”

กฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์

อดีต เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และ รองประธานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ( กขค )

บทความ​คอลัมน์​เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ​ วันพุธ​ที่​19 สิงหาคม 2569

กลุ่มนโยบายสาธารณะ​เพื่อสังคมและธรรมาภิบาล​

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โอลิมปิคส์กับนโยบายเศรษฐศาสตร์การเมืองของมาครง

ผมนั่งเชียร์กีฬาโอลิมปิคส์อยู่ที่บ้านแล้วอดที่จะคิดถึงมิติการเมืองระหว่างประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าประธานาธิบดีมาครงไม่ได้

นายกฯ แนะนำหนังสือ 'ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21' อ่านแล้วได้ประโยชน์ ประยุกต์ใช้ได้จริง

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แนะนำหนังสือ”ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21