ครอบครัวที่เข้มแข็งไปได้ดีมีความสุขจะมีลักษณะคล้ายกันคือ มีความสามารถในการหารายได้ นำมาสู่ความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ประโยชน์จากรายได้มีการจัดสรรให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีไม่ขาดเเคลน ภายในครอบครัวก็สมานฉันท์อยู่กันด้วยความรักความเข้าใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ครอบครัวก็พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีมลภาวะ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและอากาศบริสุทธ์ ทําให้ชีวิตน่าอยู่ คนในครอบครัวมีชีวิตที่มีคุณภาพ นี่คือลักษณะของครอบครัวที่เติบโตด้วยความสุขและยั่งยืน
เศรษฐกิจของประเทศก็เช่นกัน เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนและคนในประเทศมีความสุข มีชีวิตที่มีคุณภาพ ก็ต้องมีลักษณะคล้ายครอบครัวที่ยั่งยืนเช่นกัน คือ มีความสามารถในการหารายได้ มีการแบ่งปันหรือมีการกระจายรายได้ที่ดี ไม่เหลื่อมลํ้ามาก ประชาชนในประเทศมีความสมานฉันท์ไม่แตกแยก และประเทศปลอดจากมลพิษและภัยทางธรรมชาติที่จะทําให้ประเทศไม่น่าอยู่หรืออยู่ไม่ได้ นี่คือสี่มิติของการเติบโตที่ยั่งยืนที่ทุกประเทศแสวงหา เพื่อให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในประเทศดีขึ้น ซึ่งก็คือเป้าของการบริหารประเทศและนโยบายเศรษฐกิจ
ดังนั้นถ้าเราอยากเห็นเศรษฐกิจประเทศเรามีการเติบโตที่ต่อเนื่องและยั่งยืน ต้องการเห็นมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในประเทศดีขึ้นและมีคุณภาพ เราก็ต้องทําให้สี่มิตินี้เกิดขึ้น ซึ่งสามารถทําได้ เพียงแต่นโยบายเศรษฐกิจต้องให้ความสําคัญกับมิติเหล่านี้อย่างจริงจัง เข้าใจความท้าทายและข้อจํากัดที่มีในบริบทของสังคมไทย และร่วมกันผลักดันเพื่อให้ทั้งสี่มิตินี้เกิดขึ้น นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
ในมิติความสามารถในการหารายได้ในระดับประเทศ สิ่งที่สําคัญสุดคือความสามารถในการเเข่งขัน ที่ประเทศสามารถผลิตสินค้าต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของคนในประเทศและตลาดโลก และสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีต่อเนื่องเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งปัจจัยตัดสินสําคัญคือคุณภาพของคนในประเทศ และระบบที่จะต่อยอดคุณภาพของคนไปสู่นวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีที่จะสร้างและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ
ในแง่นโยบาย ทั้งหมดนี้หมายถึง ประเทศมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ มีภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสร้างสรรค์ที่ต่อยอดความรู้จากการศึกษาไปสู่การพัฒนาทักษะแรงงานสมัยใหม่ให้กับภาคการผลิต ต่อยอดไปสู่การวิจัยและนวัตกรรมที่จะเพิ่มความสามารถในการผลิตและการแข่งขันให้กับประเทศ สําหรับประเทศเรา สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ลดลงต่อเนื่อง แม้ประเทศมีศักยภาพที่จะทําให้ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นก็ตาม นี่คือความท้าทาย
มิติที่สองคือ การกระจายรายได้ เศรษฐกิจแม้มีความสามารถในการหารายได้ แต่จะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ ถ้าความเหลื่อมลํ้าในประเทศมีมาก เพราะความเหลื่อมลํ้าจะสร้างแรงเสียดทานให้สังคมมีความเสี่ยง ที่ผ่านมาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า การกระจายรายได้จะดีขึ้นพร้อมการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะกลไกการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจจะให้โอกาสคนในประเทศได้ประโยชน์จากการเติบโต ทำให้ชนชั้นกลางในประเทศขยายตัวและความยากจนลดลง นอกจากนี้ระบบภาษีในอัตราก้าวหน้าก็จะช่วยลดความเหลื่อมลํ้า แต่ข้อเท็จจริงคือ ความเหลื่อมลํ้าแย่ลงพร้อมการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศเรามีความเหลื่อมลํ้าเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แสดงว่ากลไกการแข่งขันที่พูดถึงไม่ทํางาน ขณะที่การกระจายรายได้ก็ถูกทําให้แย่ลงมากขึ้นจากการใช้อํานาจที่ไม่ถูกต้อง เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน
การลดความเหลื่อมลํ้าจึงสําคัญต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจ ล่าสุดจีนก็ให้ความสําคัญเรื่องนี้ โดยมุ่งลดพฤติกรรมฟุ้งเฟื้อของคนรํ่ารวยเพื่อลดแรงเสียดทานในสังคม กรณีของเราก็ต้องลดความเหลื่อมลํ้าเช่นกัน โดยมาตรการที่จะทําให้การสร้างโอกาสที่มากับการเติบโตของเศรษฐกิจเกิดขึ้นจริงจัง คือ เศรษฐกิจมีการแข่งขัน กลไกตลาดมีความเสรีไม่ถูกแทรกแซงโดยภาครัฐ ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ งานที่ดี บริการสาธารณสุข เข้าถึงสินเชื่อ และระบบยุติธรรมที่เท่าเทียม สิ่งเหล่านี้สําคัญต่อการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และที่ต้องทํามากขึ้นคือระบบภาษี ให้ภาษีมีบทบาทที่จะช่วยลดความเหลื่อมลํ้าได้จริงจัง
มิติที่สามคือ ความสมานฉันท์ในสังคม เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ในสังคมที่แตกแยกวุ่นวายและมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งสาเหตุสําคัญของความไม่สมานฉันท์ก็คือความเหลื่อมลํ้าที่มีมาก ไม่เฉพาะในรายได้ แต่ในโอกาสและในการได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามกฎหมายในฐานะประชาชน ในทางเศรษฐศาสตร์ ความเหลื่อมลํ้าที่มีมากนําไปสู่แรงเสียดทานและความไม่ไว้วางใจระหว่างคนในสังคม เกิดเป็นความเปราะบางและความไม่แน่นอน กระทบความเชื่อมั่นการลงทุนและการเติบโตของเศรษฐกิจ และถ้าเศรษฐกิจไม่โต การจ้างงานมีน้อย ความเหลื่อมลํ้าก็จะยิ่งมากขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสมานฉันท์ขณะนี้เป็นความท้าทายสําคัญของบ้านเรา ซึ่งต้องแก้ทั้งในประเด็นการทําให้การกระจายรายได้ดีขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมลํ้า แก้เรื่องธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อลดการใช้อํานาจที่ไม่เป็นธรรม และสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นมากขึ้นระหว่างคนต่างรุ่นเพื่อให้เกิดการพูดคุยหารือด้วยเหตุและผล ในเรื่องนี้อยากให้ตระหนักว่าความแตกต่างของความคิดระหว่างคนต่างวัยนั้นเป็นปัญหาทั่วโลก ความท้าทายในแต่ละสังคมคือทําอย่างไรที่จะใช้ความแตกต่างนี้ให้เป็นประโยชน์ต่ออนาคตและความยั่งยืนของประเทศ
มิติที่สี่คือ ความยั่งยืนในแง่ผลกระทบที่การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติจะมีผลรุนแรงต่อความคงอยู่ของเศรษฐกิจและชีวิตของคนในประเทศ ลองนึกภาพถ้าประเทศไทยอากาศร้อนมากเหมือนอยู่กลางทะเลทรายทุกวัน ไม่มีนํ้าใช้ ปลูกอะไรไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศ นี่คือความสําคัญของปัญหาโลกร้อนที่ล่าสุดประเมินกันว่า ถ้าไม่ทําอะไร ถ้าทั่วโลกยังใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกจะ เพิ่มขึ้นในระดับที่จะเป็นภัยต่อมนุษยชาติในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ซึ่งไม่นานเลย ทําให้ภาวะโลกร้อนเป็นความเป็นความตายที่คนทั้งโลกต้องเร่งแก้ไข
ในเรื่องนี้สิ่งที่ประเทศเราทําได้คือการเป็นส่วนร่วมที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง แก้ไขโดยทําในบ้านเราให้เห็น คือเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจําวันที่จะมีผลต่อภาวะโลกร้อนโดยเฉพาะการใช้พลังงาน ทําทั้งในภาคราชการ ภาคธุรกิจ และประชาชน ทําทุกรูปแบบ เช่น ไม่ตัดไม้ทําลายป่า งดใช้พลาสติก แยกขยะ ประหยัดนํ้า ลดการใช้นํ้ามัน ทั้งหมดก็เพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนตํ่า ซึ่งสําคัญและจะมีความหมายมากต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจและประเทศในระยะยาว
นี่คือสี่มิติที่เป็นงานที่ต้องทําเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องผลักดัน เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคิดและทําจริงจัง
โดย ดร.บัณฑิต นิจถาวร กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้
พระอุโบสถเวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย อธิการกุศลในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ตรงกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่วนราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมเพรียงกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว.. ดังที่อาตมาได้รับนิมนต์จาก นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวาระดังกล่าว...
“สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธน้อมสำนึกฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..
ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ
ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง

