เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. อีกไม่กี่วันก็จะถึง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในปีนี้ตรงกับ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔.. ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดฤดูฝน.. ส่งต่อเข้าสู่ฤดูหนาวทางภาคเหนือ ก่อนจะเดินทางสืบส่งต่อไปบนสะพานแห่งกาลเวลา เพื่อเข้าสู่ฤดูร้อนและหนุนวนกลับมาสู่ฤดูฝนอีกครั้ง... เพื่อจบวงรอบหนึ่งปีในสามฤดูกาล.. นี่คือ วัฏฏะของธรรมชาติ.. ที่ต้องเป็นไปตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ...
วิถีแห่งการเคลื่อนไหวของจักรวาล ภพ โลก.. และสรรพสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ล้วนแล้วดำเนินไปตามความเป็นธรรมดา.. ดังแสดงให้เห็นสามขณะ ได้แก่ เกิดขึ้น.. ตั้งอยู่.. ดับไป.. เพื่อแสดงความเป็นสัจธรรมของธรรมชาติว่า... หาความเที่ยงแท้มิได้เลย!
พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสรุปธรรมทั้งปวงลงที่ความเป็นอนัตตา
สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ!
โดยประมวลพระธรรมคำสั่งสอนทั้งหมดรวมลงที่ “สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ”
แปลว่า..ธรรมทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่น...
ช่วงเวลานี้ได้ยินข่าววุ่นวายทั้งในอาณาจักรและในศาสนจักรในสมัยนี้.. ที่นับเป็นเรื่องธรรมดา หากสืบสาวสอบสวนสืบหาเหตุปัจจัย.. แห่งเรื่องราวนั้นๆ... ก็จะเข้าใจในความเป็นจริงของธรรม.. เป็นธรรมดาของโลกดังพระพุทธพจน์ที่ว่า...
ตถตา .. (ความเป็นจริงอย่างนั้น)
อวิตถตา .. (ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นๆ)
อนัญญถตา .. (ไม่เป็นไปโดยประการอื่น ว่าความเป็นจริงอย่างนั้น)
..ได้เห็นภาพข่าว มีการ แชร์บุญกฐินออนไลน์ ประกาศหาเจ้าภาพร่วมกองละ ๙๙ บาทบ้าง.. ๑๐๐ บาทบ้าง.. ก็ให้แปลกใจว่า ทำไมจึงวิบัติผิดเพี้ยน.. วิปลาสไปเช่นนี้...
การทอดหรือถวายผ้ากฐิน.. มิใช่ ถวายกฐิน .. จึงผิดเพี้ยนตั้งแต่ภาษา.. คำพูด สื่อไปจนถึงความหมาย.. โดยเฉพาะกฐินกองละเท่านั้น.. เท่านี้บาท.. กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง ไว้ขึงผ้าเพื่อตัดเย็บ...
เมื่อพระสงฆ์.. ที่อยู่จำพรรษาแรกครบ ๓ เดือน ไม่วิบัติจากพระวินัย.. มีสิทธิ์พึงจะรับผ้าอันศรัทธาญาติโยมน้อมถวายอย่างเจาะจงต่อคณะสงฆ์ในอาวาสนั้น ๆ... ที่มีความรู้ความสามารถ มีสติ ปัญญา มีคุณสมบัติครบตามพระธรรมวินัย อันมีสิทธิ์ที่พึงจะรับการถวายผ้า.. หรือสามารถแสวงหาผ้าที่เกิดขึ้นในเขตอาวาสที่อาศัย.. นับตั้งแต่วันปวารณาออกพรรษาไปหนึ่งเดือนเต็มได้.. ดังที่จะสิ้นสุดในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี..
การถวายผ้า.. จึงไม่ใช่การถวายเงินทอง
คำว่า “ผ้ากฐิน” .. คือ ผ้าขาวที่พึงควรถวายด้วยปริมาณที่เพียงพอต่อการนำไป ซัก กะ ตัด เนา เย็บ ย้อม และพินทุ ก่อนอธิษฐานเป็นผ้าครอง ที่เรียกว่า การกรานกฐินของพระสงฆ์...
เมื่อได้ผ้าขาว.. ที่ญาติโยมจัดหามาถวาย เพื่อขอให้พระสงฆ์ได้นำผ้าขาวสำรับนั้นไปกรานกฐิน.. คือ ตัดเย็บย้อมเป็นจีวรในผืนใดผืนหนึ่ง พระสงฆ์ก็จะประชุมกันเพื่อเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการกรานกฐิน.. ตามพระวินัยนิยมบรมพุทธานุญาต โดยจะต้องกระทำให้แล้วเสร็จก่อนรุ่งอรุณ.. นับตั้งแต่รับการถวายผ้ากฐินในวันนั้น.. เรียกว่า ให้เวลาไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมง ต้องเสร็จสมบูรณ์ตามแบบมาตรฐานของพระพุทธเจ้าที่ทรงบัญญัติไว้ยาวนานมามากกว่า ๒,๐๐๐ ปี นับเป็นศิลปะที่ยั่งยืน คงรูปมาอย่างมิเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สมกับความเป็น พระสัทธรรม ในความเป็นจีวร.. หรือผ้าครองทั้ง ๓ ผืน ที่เรียกว่า ไตรจีวร ในพระพุทธศาสนาที่เป็น อกาลิโก...
จึงขอญาติโยมอย่าได้สับสนอลเวง เรื่อง การถวายผ้ากฐิน.. กับการถวายปัจจัยไทยทาน บริวารของผ้ากฐินที่ออกจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันในปัจจุบัน.. ดังที่หลายแห่ง.. มิให้ความสนใจเรื่องการถวายผ้ากฐิน (กรานกฐิน) เลย... แต่กลับไปใส่ใจเรื่อง ยอดกระถิน ข้างรั้วแทน ว่า.. มียอดกระถินเท่าไหร่แล้ว.. ครบตามเป้าหมายหรือยัง.. หากไม่ครบก็จะประกาศขอให้ช่วยกันต่อยอด.. เพิ่มยอดกันจนญาติโยมกระเป๋าแห้งไปตามๆ กัน.. ด้วยโวหารวาที ลีลา.. ที่แหล่ไป พูดไป.. ตลกไป.. เพื่อแสวงหาปัจจัยเงินทองจากญาติโยม..
การประพฤติผิดแล้วผิดอีกเช่นนี้.. จนกลายเป็นความเคยชิน.. เป็น อาจิณณกรรม จึงทำให้หมู่ชนที่ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย หลงเชื่อว่าถูกต้อง.. ควรกระทำ.. น่ายินดี.. อธรรมวาที อวินัยวาที ที่ได้พรรคพวกมากมาย.. จึงเกิดขึ้น เติบโตแพร่กระจายไปทั่วศาสนจักร..
ความไม่ใส่ใจในระเบียบแบบแผนการกรานผ้ากฐิน.. ที่จะต้องดำเนินการด้วยความเคารพในพระธรรมวินัย.. จึงปรากฏแพร่หลายมากขึ้นดังข่าวสารในฤดูกาลถวายผ้ากฐิน ที่แปลงร่างเป็นการแสวงหายอดกระถิน (การหาเงินทอง) แทน.. ให้น่าสังเวชใจศรัทธาญาติโยมที่มีความรู้ความเข้าใจ...
ก็ควรแล้วที่จะเกิดสำนักพุทธพจน์.. สำนักพุทธวจนะขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้.. หากยังคงเป็นไปเช่นนี้.. โดยเฉพาะในยามที่องค์กรศาสนา.. สถาบันสงฆ์ขาดความเข้มแข็งในการปกป้องรักษาพระธรรมวินัย.. ด้วยจิตใจที่มั่นคงในอริยธรรม...
ในยามนี้ จึงให้หวนระลึกไปถึงคำกล่าวของ พระสารีบุตรเถรเจ้า ที่ตอบแก้ปัญหา พราหมณ์ชัมพุขาทกะ ที่ถามว่า.. อะไรคือสิ่งที่ทำได้ยากในพระพุทธศาสนี้!?
พระสารีบุตรตอบว่า.. “..การบรรพชาเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในธรรมวินัยนี้..”
พราหมณ์ชัมพุขาทกะถามต่อว่า “..ก็อะไรอันบุคคลผู้บวชแล้วทำได้โดยยาก”
พระสารีบุตรตอบ “..ความยินดียิ่งในการบวช ท่านผู้มีอายุ”
พราหมณ์ชัมพุขาทกะถามต่อว่า “..อะไรที่ผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้โดยยาก”
พระสารีบุตรตอบ “..การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม สิท่าน...”
พราหมณ์ชัมพุขาทกะถามต่อว่า “..ก็ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว จะถึงความเป็นอรหันต์ได้ในเวลาช้านานเพียงไร?”
พระสารีบุตรตอบ “..ไม่นานนัก”
เมื่อพิจารณาคำกล่าวของพระสารีบุตรเถรเจ้า.. ผู้ทรงปัญญาเหนือพระสาวกทั้งหลาย.. ผู้ทรงเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา.. ในพระผู้มีพระภาคเจ้า.. ย่อมเห็น สัจธรรม ที่ไม่ผันแปร.. แสดงความจริงแท้สืบเนื่องมาทุกกาลสมัย.. ถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะคำตอบที่ว่า..
สิ่งที่กระทำได้ยาก แม้ยินดีในการบวช.. คือ การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม!!..
ยิ่งในสมัยปัจจุบัน.. ยิ่งสะท้อนความเป็นจริงในข้อนี้ยิ่งนัก.. ด้วยผู้มีความศรัทธาจะบวช.. พอหาได้.. บวชเข้ามาแล้วยินดีในการบวช พอหาได้.. แต่ การแสวงหาการปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม กลับหายาก แม้จะยินดีในการบวช.. จึงเห็นผลลัพธ์จากปัญหาในข้อนี้.. คือ โลกขาดแคลนพระอริยเจ้า.. ในศาสนจักร พระอรหันต์แท้จริงโดยธรรม.. กลับน้อยลง.. จนเกือบจะไม่ปรากฏ.. และยิ่งน่าพิจารณามากๆ .. เมื่อยอดตัวเลขผู้เข้ามาบรรพชา-อุปสมบทในพระพุทธศาสนามีจำนวนมากมายหลายแสนรูปในประเทศ และรวมเป็นหลายล้านรูปจากสามสิบกว่าประเทศพุทธศาสนาทั่วโลก ซึ่งหากมีผู้ประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรม เพียงแค่ ๑ ใน ๔ ส่วน.. โลกนี้คงสว่างไสวไปด้วยแสงธรรมจากอริยจิต.. ของพระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนา ให้หมู่มนุษย์-เทวดา.. ได้อนุโมทนา.. สาธุการกันอย่างปราโมทย์ รื่นเริง บันเทิงใจ.. แต่บนความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่!?
ที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่ง จากความพรั่งพร้อมไพบูลย์ของตำรับตำราพระไตรปิฎก.. ครูบาอาจารย์ผู้สอนที่คลาคล่ำ ทั้งบรรพชิตและฆราวาสผู้ครองเรือน.. ที่มีการเปิดสำนักต่างๆ ขึ้นมาช่วยกันเผยแผ่ พระสัทธรรมแท้ กลับมีความไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ในการอรรถาธิบาย แปลความ เผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน... ดังที่มีการแตกตัวออกไปเป็นนิกาย.. เป็นกลุ่ม.. เป็นคณะต่างๆ... ที่ต่างก็โฆษณาแสดงภูมิ.. อวดความรู้ความเข้าใจของตนว่า ถูกต้อง.. แน่นอนแท้จริง...
ดังที่ได้เห็นความรกรุงรังของการสอนเทคนิคการปฏิบัติ.. ที่เรียกว่า การเจริญภาวนา.. มากไปด้วยวิธีการ.. ในสำนักปฏิบัติทั้งหลาย แม้จะอ้างว่า.. ตามแนวสติปัฏฐาน ๔...
ความโกลาหล.. ยิ่งเกิดมากขึ้น.. เมื่อมีการเผยแผ่ลัทธิ.. ทิฏฐิ.. ตามแนวติรัจฉานวิชาเข้ามาปะปนอยู่มากมายในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเติบโตของ พุทธพาณิชย์.. ที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง.. ไม่ว่าในสมัยใด...
จึงต้องอุทานตามคำที่พระสารีบุตรกล่าวว่า... การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม.. นี่ยากที่สุดจริงๆ ในพระพุทธศาสนา... ที่ยามนี้ขาดแคลนพระอริยเจ้า.. ครูบาอาจารย์ผู้เป็นพระสุปฏิปันโนแท้จริง...
จึงไม่แปลก.. หากเห็นการถวายผ้ากฐิน.. เป็นการถวายยอดกระถิน.. มีการโฆษณากันครึกโครมในยอดกระถิน.. ว่าได้เท่านั้นเท่านี้บาทในปีนี้.... มันจึงไม่เป็นเรื่องที่แปลกใจเลย ...เพราะมันเป็นเช่นนั้นๆ จริง... พ่อมหาจำเริญทั้งหลาย เอวัง!.
เจริญพร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้
พระอุโบสถเวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย อธิการกุศลในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ตรงกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่วนราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมเพรียงกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว.. ดังที่อาตมาได้รับนิมนต์จาก นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวาระดังกล่าว...
“สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธน้อมสำนึกฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..
ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ
ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง

