หนี้ครัวเรือน - หนี้ที่ท้าทายให้ติดตาม

เป็นที่น่ายินดีรัฐบาลได้ นำเสนอกฎหมาย พระราชบัญญัติ.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ( กยศ ) (ฉบับที่ 2 ) ผ่านรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2566 สาระสำคัญคือการคิดดอกเบี้ยผู้กู้ยืมเพื่อการศึกษาใน อัตราเพียงไม่เกินร้อยละ 1 กรณีผิดนัดให้คิด เบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้ไม่เกินร้อยละ 0.5 (จากเดิมร้อยละ 7.5 ) ที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน

การออก พระราชบัญญัติ.ฉบับนี้เป็นการแก้ไข พระราชบัญญัติ.ฉบับเดิม ทำให้ปลดล็อก กับดักหนี้ กยศ.ได้ทั้งหมด ( ตามที่เคยได้เขียนบทความลงเสนอหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เรื่องกับดักหนี้ กยศ เมือเดือน กันยายน 2564 ) นับเป็นการช่วยเหลือประชาชนในเวลาที่เหมาะสม เป็นการแก้ไขหนี้ครัวเรือนที่สำคัญได้อีกแรงหนึ่ง

ประเด็นสำหรับหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่สูง ร้อยละ 88 ของ GDP สูงขึ้นจากระดับ 59.3 ของ GDP ในปี 2553 วิกฤตโรคอุบัติใหม่โควิด 19 มีบทบาทที่สำคัญในการเร่งอัตราส่วนดังกล่าวสูงเพิ่มขึ้น ระดับมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอยากเห็นตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงสุดอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 80

ตัวเลขที่เป็นหนี้เสียหรือ NPL ของหนี้ครัวเรือนจาก บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ( NCB ) 1.09 ล้านล้านบาท จำนวนลูกหนี้ทั้งหมด 5 ถึง 5.5 ล้านคน ณ . ไตรมาส 3 ของปี 2565 ภาครัฐและสถาบันการเงินได้ร่วมกันแก้ไขหนี้ตลอดระยะเวลา 2 ปีเศษ ของการเกิดวิกฤตโควิด 19 งานมหกรรมแก้ไขหนี้สินครัวเรือนรูปแบบสัญจร 5 ครั้งได้เสร็จสิ้นลงมีคนร่วมงาน 34000 ราย เป็นวงเงิน 24000 ล้านบาท

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำเสนอแนวทางในการปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้เราต้องตระหนักว่าปัญหานี้ยังไม่สรุปจบสมบูรณ์โดยอาจประทุกลับมาเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตได้อีกหรือไม่ หนี้ครัวเรือนจึงเป็นหนี้ที่ท้าทายให้ติดตาม

คนเป็นหนี้ต้องจ่าย นี่เป็นหลักสากล ของพลเมืองที่มีความรับผิดชอบชั่วดี และเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม

คนไทยจำนวน 14.59 ล้านคนไม่มีหนี้บัตรเครดิต แต่มีความสามารถหารายได้ต่ำ ไม่เกิน 100000 บาทต่อปี มีทรัพย์สินทางการเงินไม่เกิน 100000 บาท เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นเพื่อได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และจะได้รับความช่วยเหลือรวมเป็นมูลค่า ประมาณ 1500 บาทต่อเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 คนกลุ่มนี้มีโอกาสเช้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นไปได้ยาก นอกจากแหล่งเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง เคยได้ยินคนที่ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐไปกู้เงินนอกระบบจำนวน 1000 บาทภายในสิ้นเดือนต้องคืนเงิน 1200 บาท โอ้ดอกเบี้ย ร้อยละ 20 ต่อเดือนหรือ 240 % ต่อปี เธอว่าใช้มา 2 ครั้งยอมรับว่าดอกเบี้ยแพง แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเงินกู้นอกระบบก็เป็นแหล่งที่พึ่งพิงสุดท้าย เพื่อให้ชีวิตได้เดินต่อไป

ที่พูดไม่ได้สนับสนุนให้มีเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมาก ขบวนการติดตามหนี้ที่รวดเร็วรุนแรงหลายครั้งมีการใช้กำลังในการตามหนี้ มีความพยายามจากหลายภาคส่วนเพื่อทำให้เงินกู้นอกระบบสูญหายไป และทดแทนด้วยการผ่อนปรนสินเชื่อในระบบดอกเบี้ยต่ำกว่าเพื่อให้ประชาชนฐานรากเข้าถึงสามารถกู้ยืมได้ หากดำเนินการเรื่องนี้อย่างมุ่งมั่นหวังความสำเร็จ ความเหลื่อมล้ำของสังคมในมุมการเข้าถึงสินเชื่อก็จะสัมฤทธิ์ผลถึงแม้ยังต้องใช้เวลา ควรแก่การคุ้มค่าในที่สุด

ปกติเมื่อกู้หนี้ ผู้กู้จะมีความสามารถในการชำระหนี้จากที่มาของรายได้ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนประจำ รายได้จากการประกอบธุรกิจ ช่วงเวลาหลายทศวรรษเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเกิดภาวะวิกฤตในบางโอกาส เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจยังคงเติบโตส่งผลดีต่อการธำรงไว้ซึ่งความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนโดยรวม

ความเสี่ยง เป็นหัวใจที่สำคัญระดับต้น ๆ ในการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากที่มาของรายได้ สถาบันการเงินมองความเสี่ยงต่ำสาหรับคนที่มีเงินเดือนประจำ ข้าราชการ ส่วนคนฐานรากที่ทำมาหากิน ไม่ว่าจะ online หรือ offline ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงกว่า ยุคสมัยเปลี่ยนคนรุ่นใหม่เริ่มหาอาชีพเป็นผู้ประกอบการทำมาค้าขายมากขึ้น ไม่ค่อยชอบทำงานประจำกินเงินเดือน

ความเสี่ยง ที่เกิดปัญหาในระบบสถาบันการเงินในต่างประเทศ ธนาคาร 3 แห่งในสหรัฐถูกปิดลง สาเหตุจากการด้อยค่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้นของธนาคารกลางสหรัฐ สถาบันการเงินขาดทุนจำนวนมาก มีการถอนเงินฝากจากประชาชนจำนวนมากเพราะความไม่มั่นใจในสถาบันการเงิน ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ธนาคารใหญ่อันดับหนึ่งซื้อกิจการธนาคารใหญ่อันดับสอง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบธนาคารในยุโรป ทั้งสองกรณียังคงส่งแรงกระเพื่อมต่อความเสี่ยงในระบบธนาคาร ตลาดทุน อย่างไรก็ตามปัญหาได้รับการจัดการแก้ไขอย่างรวดเร็วโดยรัฐบาลทั้งสองประเทศ

ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในวงกว้าง จากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน โลกกำลังถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มขั้วอำนาจ โลกตะวันตกนำโดยสหรัฐกลุ่มหนึ่งและ กลุ่มบริคซ์นำโดยประเทศจีน ส่งผลต่อการค้าขายระหว่างประเทศลดลง การบริโภคลดลง รวมถึงการใช้จ่ายท่องเที่ยวลดลง

ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูงตั้งแต่ 3.8 ของไทยในปัจจุบัน จนถึงที่เคยสูงสุดที่ 11.1 % ของประเทศอังกฤษ ต้นทุนสินค้า พลังงาน เพิ่มขึ้น ค่าครองชีพประชาชน สูงขึ้น เช่นเดียวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น จึงควรตระหนักความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคตของประชาชนที่ยังมีหนี้สินครัวเรือนและอยู่ในระหว่างการแก้ไขหนี้ จะได้รับผลกระทบในทางลบต่อความสามารถในการชำระหนี้

จากประสบการณ์ที่เป็นหมอหนี้ช่วยแก้หนี้ในช่วงวิกฤต โควิด 19 มีความชัดเจนว่าประชาชนหลายภาคส่วนโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับภาคบริการท่องเที่ยว ไม่มีรายได้จากการปิดเมืองปิดประเทศ การแก้ไขหนี้ครัวเรือนเป็นการประคองลูกหนี้ไม่ถูกเร่งรัดหนี้ มีความหวังร่วมกันรอเวลาเปิดเมือง นักท่องเที่ยวกลับเข้ามา ซึ่งได้เห็นภาพนี้แล้วตั้งแต่ปลายปี 2565
คนเริ่มมีรายได้ เริ่มมีกำลังจับจ่ายใช้สอย รวมถึงความสามารถชำระหนี้ก็ควรกลับมา ประเด็นก็คือจะต่อเนื่องหรือไม่ อัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้จะอยู่ในทิศทางที่เพิ่มมากขึ้น หรือเสี่ยงจะทำให้รายได้ลดลง ถดถอยตามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดา

เมื่อมองในมิติการแก้ไขหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานผลงานช่วยลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้ในช่วงวิกฤตโควิด 19 ทั้งลูกหนี้ครัวเรือนและลูกหนี้ธุรกิจรวม 3.95 ล้านบัญชี วงเงิน 2.98 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงขยายมาตรการแก้ไขหนี้ออกไปถึงสิ้นปี 2566

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีมุมมอง การแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน มีการแบ่งหนี้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ หนี้เสียที่มีอยู่ปัจจุบัน หนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรังยังไม่เป็นหนี้เสียแต่ปิดจบไม่ได้ ( เช่นกู้เยอะกู้นานหนี้ไม่ลดจ่ายแต่ดอกเบี้ย ) กลุ่มหนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเร็วและอาจเป็นหนี้เสียหรือเรื้อรังในอนาคต กลุ่มสุดท้ายหนี้ที่ยังไม่รวมในตัวเลขหนี้ครัวเรือนแต่มีปัญหา / อาจเกิดปัญหาในอนาคต

เราจึงมีการประเมินทิศทางการแก้ไขหนี้ครัวเรือนในระยะต่อไปยังคงมีการท้าทายทั้งจากรายได้ของลูกหนี้ยังมีความไม่แน่นอน ค่าใช้จ่ายในการยังชีพที่มีโอกาสปรับสูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อ และจากความเสี่ยงต่าง ๆ ที่กล่าวเป็นตัวอย่างข้างต้น หนี้ครัวเรือน จึงเป็นหนี้ที่ท้าทายให้ติดตาม และจะมีทิศทางอย่างไรในอนาคต จึงขออนุมานดังต่อไปนี้

1 ธนาคารพานิชยังคงประคองลูกหนี้ที่ประสบปัญหาได้จนถึงสิ้นปี 2566 ไม่เร่งรัดหนี้สินเกินความจำเป็น โดยการใช้มาตรการผ่อนปรน ชำระหนี้ขั้นต่ำเช่น ร้อยละ 5 ของบัตรเครดิต ยืดเวลาชำระหนี้ รวมหนี้ไว้ที่เดียว เป็นต้น ตามมาตรการสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างทางก็ประเมินปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อการหารายได้ของลูกหนี้และความสามารถในการชำระหนี้

2 One shot solution เมื่อลูกหนี้ไปต่อไม่ไหว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งเสริมให้ออกกฎหมายช่วยลูกหนี้รายย่อย เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู หรือ กระบวนการล้มละลาย เรื่องนี้ต้องใช้เวลาและศึกษาข้อดีข้อเสีย จำนวนลูกหนี้หลักล้าน ต้องรอบคอบ

3 ใช้แนวทางที่รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร “ พักฟื้นหนี้สิน รักษาที่ดินทำกินที่อยู่อาศัย “ แก้ไขหนี้ให้เกษตรกร 50000ราย หนี้สินวงเงิน 9282 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 มีนาคม. 2565

มาตรการช่วยเหลือ 1 พักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่งและดอกเบี้ยทั้งหมดไว้ก่อน

2 ผ่อนชำระเงินต้นที่เหลือครึ่งหนึ่งไม่เกิน 15 ปี

3 เมื่อชำระคืนเสร็จสิ้นแล้ว เงินต้นครึ่งหนึ่งและดอกเบี้ยที่พักไว้จะได้รับการยกให้ทั้งหมด โดยสถาบันเจ้าหนี้จะได้รับการชดเชยเงินต้นจากรัฐบาล

เงื่อนไข ลูกหนี้ที่เข้าโครงการจะต้องไม่ก่อหนี้เพิ่มกับสถาบันการเงินอื่นใด

หากการแก้ไขหนี้ครัวเรือนให้ประชาชนได้รับการสนับสนุน ตามแนวทางที่ช่วยเหลือแก้ไขหนี้ให้พี่น้องเกษตรกร ก็จะรับความชื่นชมเหมือนที่รัฐบาลและรัฐสภาได้ออก พระราชบัญญัติ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา2566 ( ฉบับที่สอง ) เป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างตรงไปตรงมาเพื่อสร้างคนสร้างอนาคตให้ประเทศไทย

อีกตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จประเทศซาอุดิอาระเบียดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นทะเลทราย ความมุ่งมั่นของผู้เกี่ยวข้องกำหนดนโยบาย ทำให้สิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ทำให้เป็นไปได้ โดยการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศให้เป็นผู้ส่งออกอาหารสินค้าเกษตรที่ปลูกขึ้นเองจากการพัฒนาท้องที่ทะเลทรายเป็นสวนไร่ นา การส่งเสริมให้คนเข้ามาทำการเกษตร สนับสนุนเงินกู้ระยะยาวไม่มีดอกเบี้ย ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์การเกษตร ส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี่การเกษตร ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จเป็นที่ชื่นชอบของนานาประเทศ

ความหวังของประชาชนหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเดือน พฤษภาคมนี้ จะได้มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีคุณธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อนำพาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน และให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข

สุดท้ายนายธนาคารผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ ธนาคารบริหารหนี้เสีย 40-57 % ใช้เวลา 7-20 ปี จึงสามารถได้เงินกลับมา “ ธนาคารจึงเลือกทางขายหนี้ออกไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ นี่อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญของธนาคารพานิชใช้จัดการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน 2566

วงศกร พิธุพันธ์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลลุยดับไฟหนี้ครัวเรือน! 2.7 หมื่นรายพ้นวิกฤต ลดภาระกว่า 3.5 พันล้าน

รัฐบาลเร่งช่วยประชาชนแก้ปัญหาหนี้สิน เปิดทางไกล่เกลี่ยหนี้สำเร็จแล้วกว่า 27,470 ราย ลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 3,530 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ามหกรรมแก้หนี้ฟ

SENA ดัน LivNex เช่าออมบ้านกระตุ้นกำลังซื้อ

SENA ชี้โจทย์ตลาดบ้านกำลังเปลี่ยนจาก ‘กู้ไม่ผ่าน’ เป็น’ไม่กล้ากู้’ หลังพบภาวะ Self-Rejection ลูกค้าปฏิเสธตัวเองก่อนโอน ถึง 50% ของยอดปฏิเสธการโอนทั้งหมด ดัน LivNex เช่าออมบ้าน กระตุ้นซื้อ

ปลื้มแก้หนี้ครัวเรือน 'รบ.' โชว์ 1 เดือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 1 พันราย ลดภาระปชช.กว่า 171 ล้านบาท

รัฐบาล เดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือนต่อเนื่อง มหกรรมแก้หนี้ฯ 1 เดือนที่ผ่านมา ไกล่เกลี่ยสำเร็จ กว่า1000 ราย ช่วยประชาชนลดภาระกว่า 171 ล้านบาท ปลดผู้ค้ำ กยศ. 947 ราย

‘สภาพัฒน์’เผยQ1/69ว่างงาน3.9แสนคน เตือน ‘AI-สงคราม-หนี้’กดดันแรงงานไทย

‘สภาพัฒน์’เผยภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2569 อัตราการว่างงาน 0.94% ผู้ว่างงาน 3.9 แสนคน ส่วนหนี้ครัวเรือนแตะ 16.44 ล้านล้านบาท ขณะ NPL ยังน่าห่วง จับตาผลกระทบ‘สงคราม-เงินเฟ้อ-AI’ มั่นใจ’ไทยช่วยไทย‘ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้

'นักเศรษฐศาสตร์' ชำแหละซื้อหนี้ NPLนโยบายประชานิยม เกิดวิกฤติสถาบันการเงิน หายนะในอนาคต

รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า นโยบายซื้อหนี้รายย่อยมองผิวเผินอาจเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่ความจริงแล้วจะนำมาซึ่งหายนะ