เข็น‘แลนด์บริดจ์’1ล้านล้าน ฝ่าเสียงค้าน‘โอกาส-ความเสี่ยง’

เริ่มปัดฝุ่นเดินเครื่องอย่างจริงจังแล้ว สำหรับเมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ “โครงการแลนด์บริดจ์” โครงการที่คนไทยได้ยินผ่านหูมายาวนาน วันนี้ได้ฤกษ์ในรัฐบาล "นายกฯ หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ประกาศเริ่มต้นศึกษาโครงการดังกล่าว

หลัง “แลนด์บริดจ์” ผุดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2562 ในแผนการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ได้มีการหยิบขึ้นมาอย่างจริงจัง แต่ทว่าปัจจุบันด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปหลายด้านจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือเรื่องแนวคิดจะเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา

ทำให้นายอนุทินตัดสินใจหยิบเมกะโปรเจกต์นี้ขึ้นมาเริ่มต้นทำในห้วงที่พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจเป็นผู้นำรัฐบาล เพื่อให้ไทยมีสิ่งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์และสามารถยืนได้บนลำแข้งของตัวเอง เหมือนที่นายอนุทินเคยพูดไว้ว่า “เราจะได้ไม่ต้องกินน้ำใต้ศอกใคร”

และวันนี้โครงการแลนด์บริดจ์เริ่มต้นศึกษาแล้ว โดยนายอนุทินลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133 /2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 โดยมอบให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เป็นประธาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน มีคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ

นอกจากนี้ยังมีประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรรมการ ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ผู้แทนภาคประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการ จำนวนไม่เกิน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ มีอำนาจหน้าที่ประเมินความเป็นไปได้ของการพัฒนาและผลกระทบในมิติต่างๆ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพิจารณา รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการได้ตามความจำเป็น รวมถึงเชิญผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ ผู้เชี่ยวชาญ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ เป็นต้น

โดยนายกฯ ขีดกรอบการศึกษาใน 90 วัน ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านถึงการเร่งรีบผลักดันโครงการดังกล่าวผิดปกติ ทั้งยังมองว่าขาดความคุ้มค่า เสี่ยงซ้ำรอยโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่ถูกทิ้งร้าง รวมถึงผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ยังมีเสียงคัดค้านโครงการดังกล่าว เพราะกลัวเรื่องการแย่งที่ดิน และจะถูกต่างชาติเช่าพื้นที่ระยะยาว 99 ปี

แถมล่าสุดยังมีประเด็นฝ่ายค้านออกมาแฉมีบริษัทนอมินีในชื่อ "อาม่า" กว้านซื้อที่ดินที่จังหวัดระนองกว่า 500 ไร่ ทั้งที่โครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่ทันเริ่ม จน นายกฯ อนุทิน ถึงกับบอกว่าอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ และโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพรุ่งนี้ บริบทมันเปลี่ยนไป การศึกษาที่เคยมีมาอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง

"ตอนนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้า ไม่ว่าภูมิภาคไหนมีความขัดแย้ง มีการสู้รบ หรือมีสงคราม ก็พยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนมีความมั่นคงปลอดภัยเป็นที่สนใจของนานาชาติ พยายามเสริมศักยภาพเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป"

นายอนุทิน ยังยืนยันโครงการยังไม่เริ่ม ต้องศึกษาปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาของนายเอกนิติมีผลออกมา ค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบัน ส่วนประเด็นการเช่าที่ดินนั้น ทุกอย่างอยู่บนผลการศึกษาเช่นกัน พร้อมยืนยันฟังเสียงประชาชน และให้มีประชาชนในคณะกรรมการด้วย

ซึ่งหลังเดินหน้ากรอบการศึกษาครบ 90 วันแล้ว ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีคำตอบที่ชัดเจนให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้อย่างไร ในเป้าหมายการยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพรครั้งนี้ ที่จะเชื่อมโยงฝั่งอันดามันและอ่าวไทยผ่านท่าเรือน้ำลึก มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่นั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือพื้นที่ระนองและชุมพรจะถูกทำลายด้วยคำว่าพัฒนา ที่บอกว่าลดต้นทุนการขนส่ง ร่นระยะเวลาการเดินทาง ข้อเท็จจริงเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน การลงทุนจากต่างชาติจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาลเหมือนที่โปรยยาหอมไว้หรือไม่ และหากเสียงส่วนใหญ่ของคนใต้ไม่เอาด้วย แผนสำรองต่อไปของรัฐบาลหนูจะเป็นอย่างไร

สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ในห้วงเวลา 1 เทอม หรือ 4 ปีของรัฐบาลนายอนุทิน แน่นอนว่ายังไม่สำเร็จแน่ ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน แต่เป็นความตั้งใจของนายกฯ ที่อยากให้เริ่มโครงการตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้ไทยมีศักยภาพท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก ส่วนข้อคิดเห็นต่างๆ นายอนุทินไม่ปัดทิ้ง พร้อมรับฟังทุกมิติ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเวลา 90 วันของการศึกษาจะได้คำตอบการเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ ว่าจะเข็นต่อในทิศทางใด เมื่อโอกาสต้องมาพร้อมความเสี่ยง หรือสุดท้ายอาจต้านแรงค้านไม่ไหว จนต้องพับไว้ก็เป็นได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

28ปี กกต.บนเส้นด้ายมรสุม "บัตรบาร์โค้ด" “เสี่ยงโมฆะ”พร้อมศึกในร้าวลึกเลื่อยขา"แสวง"

เสียงกลองรัวฉลองวันสถาปนาครบรอบ 28 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงเช้าวันที่ 9 มิ.ย.2569

'อนุทิน' โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิก วางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคง ดันแลนด์บริดจ์

เวลา 08.30 น. ณ โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าก

ทุบ"ชัชชาติ"ขยี้"ระบอบอากง" หมัดนี้ยังไม่น็อก แต่เสี่ยงแต้มหลุดเป้า

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ ก็จะถึงวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้

'ปกป้องอธิปไตย'ตัวช่วย'สีน้ำเงิน' 'ดีลใหม่'ที่ต้องข้ามพ้น'การเมือง'

องค์ประกอบทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลภายใต้แกนนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ยังมีเสถียรภาพ ไม่ใช่การตอบโจทย์ “พูดแล้วทำ” แต่ยังมีเรื่อง “ความชอบธรรม” ในการบริหารอำนาจรัฐเป็นตัวกำหนดด้วย

เกม“ชายแดน-ประนอมภาคบังคับ” ไทยต้องไปให้สุดอย่ากลัว“สะดุดตอ”

สถานการณ์ชายแดนยังมีความวุ่นวายเป็นจุดๆ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีถนนฝั่งกัมพูชาตัดเข้ามาถึงชายแดน เอื้อต่อการส่งกำลังเพิ่มเติมเข้ามาเผชิญหน้ากับแนววางกำลังของทหารไทยในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

“ทักษิณ”อิสรชนลุยหลังม่าน “ตัวแปร”เขย่า”กระดานการเมือง”

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569” ส่งผลให้ผู้ต้องราชทัณฑ์นับหมื่นรายทั่วประเทศได้รับอานิสงค์ หากแต่ในทางเมืองมันคือการปลดพันธนาการขั้นสุดท้ายของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือ ทักษิณ ชินวัตร