ก้าวไกล ทั้งแผ่นดิน รอวัน ชนะเด็ดขาด

ชัยชนะของ"พรรคก้าวไกล"ในการเลือกตั้งเมื่อ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้พรรคก้าวไกล กลายเป็นพรรคที่มีเสียงว่าที่ส.ส.มาอันดับหนึ่งและกำลังกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่หากจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จะทำให้"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล"ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

ทิศทางของพรรคก้าวไกลต่อจากนี้ จะเป็นอย่างไร หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเลือกตั้งครั้งนี้ "ธีรัจชัย พันธุมาศ ว่าที่ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล"ซึ่งเป็นส.ส.สมัยที่สอง หลังก่อนหน้านี้เคยเป็นส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในสมัยที่่แล้ว กล่าวถึงการเติบโตทางการเมืองของพรรคก้าวไกลต่อจากนี้ แต่ลำดับแรก เราถามถึงความสำเร็จของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งว่าเกิดจากอะไร ซึ่ง"ธีรัจชัย"สรุปให้เราฟังว่า ชัยชนะของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งเมื่อ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เพราะคนอยากเปลี่ยนแปลง ประชาชนเบื่อรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร เขาอยากเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่อยากให้ประเทศเป็นแบบเดิม เพราะเขาอยู่แบบจมปลักมาแปดปี และเป็นความต้องการของประชาชนที่้ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ที่ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศแล้วบริหารทำงานแบบรายประเด็น เช่นแก้ปัญหาปากท้องและเรื่องต่างๆ แต่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำทั้งสองอย่าง คือแก้ปัญหาประเทศในเชิงโครงสร้าง ทำให้การเมืองของประเทศเป็นประชาธิปไตย แก้ระบบทุนผูกขาด -เข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบการเกณฑ์ทหารของประเทศ -ต้องการรัฐบาลที่เข้าไปทำเรื่องรัฐสวัสดิการ คนต้องการสิ่งเหล่านี้ อันนี้คือสิ่งแรกที่เป็นเหตุผลของชัยชนะของพรรคก้าวไกล

จุดที่สอง ก็คือ เพราะพรรคก้าวไกลมีความชัดเจนที่มีความชัดเจนทางการเมืองค่อนข้างเยอะ ที่พรรคก้าวไกลประกาศเสมอว่า เราไม่เอา 3 ป.ที่ผ่านมาเราชัดเจนมาตลอด เมื่อพรรคก้าวไกลชัด แต่พรรคการเมืองใดไม่ชัด ประชาชนก็จะรู้สึกไม่มั่นใจว่าหลังเลือกตั้ง จะมีพรรคการเมืองไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับกลุ่ม 3 ป.อีกหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากพรรคก้าวไกลที่มีความชัดเจน

จุดที่สาม คือพรรคก้าวไกลมีความตรงไปตรงมา เช่นนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทที่พรรคก้าวไกลประกาศชัดเจนว่า หากเข้าไปเป็นรัฐบาลจะมีการปรับขึ้นให้ทันทีและจะปรับตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและอัตราเงินเฟ้อ แต่หากพรรคการเมืองอื่นไปบอกวิธีอื่น เหมือนกับทำให้ประชาชนไม่มั่นใจ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เช่นบอกว่าทำได้ แต่ก็มีเงื่อนไขรายละเอียดปลีกย่อยเข้ามาด้วย ผมว่าตรงนี้มีส่วนที่ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความตรงไปตรงมาของพรรคก้าวไกล

จุดที่สี่ คือผู้สมัครส.ส.ของพรรคก้าวไกล และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกลจะเข้าใจนโยบายของพรรคก้าวไกลเป็นอย่างดี เนื่องจากว่าพรรคก้าวไกลมีการเตรียมการเลือกตั้ง มีการอบรมผู้สมัครส.ส.และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก่อนเลือกตั้งร่วม 4-5 เดือน ทำให้ผู้สมัครส.ส.ระบบเขตของก้าวไกลทั้ง 400 เขตและผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกลมีความเข้าใจนโยบายของพรรคก้าวไกลในทุกนโยบาย ที่มีการสื่อสารที่ตรงชัดเจนและอธิบายเรื่องที่มาของแหล่งงบประมาณในการทำนโยบายของพรรคก้าวไกลได้เป็นอย่างดี และการเสนอแก้ไขกฎหมายอะไรต่างๆ ทำอย่างไร ที่ทำให้ผู้สมัครส.ส.ของพรรคเข้าใจได้เป็นอย่างดี

ทำให้ผู้สมัครส.ส.ของพรรคก้าวไกลทั้ง 400 เขต สามารถอธิบายได้หมด และสามารถสื่อสารได้ตรงกับประชาชนในเขตเลือกตั้ง รวมถึงแกนนำพรรคก้าวไกล ก็สามารถสื่อสารได้ดีในการดีเบต ในการพูดตามโอกาสต่างๆ โดยแกนนำพรรคและผู้สมัครส.ส.ของพรรคก้าวไกลทั้งหมด พูดตรงเหมือนกันหมดในการสื่อสาร ไม่มีที่ว่าคนหนึ่งในพรรคก้าวไกลพูดแบบหนึ่ง แต่อีกคนไปพูดอีกแบบหนึ่ง มันทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ

จุดที่ห้า คือเรื่องของ"กระแส"โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ประชาชนได้เห็นการหาเสียงของพรรค โดยเฉพาะการตั้งเวทีปราศรัยหาเสียงในโอกาสต่างๆ ที่พรรคก้าวไกลให้มีการไลฟ์สดทุกครั้ง และเมื่อถูกใจคน ก็จะมีการสื่อสารต่อไปยังกลุ่มคนต่างๆ เร็วมาก อย่างผมเอง ผมก็ไลฟ์สด เช้า สาย บ่าย เย็น เวลาไปลงพื้นที่ที่ไหน ก็ไลฟ์สด ที่มีคนติดตามเยอะมาก ทำให้ประชาชนเข้าใจนโยบายพรรค และเห็นภาพลักษณ์ของพรรคก้าวไกลและผู้สมัครส.ส.ของพรรคก้าวไกล ที่มีความมุ่งมั่น จริงจัง และจริงใจ และก้าวไกล ก็มีบุคลากรในพรรคที่สามารถไปพูดนโยบายพรรค ไปดีเบตได้หลายคน มีความหลากหลาย ไม่ใช่ส่งไปแต่คนเดิมๆ ซ้ำๆ และข้อมูลจะแน่น เพราะพรรคทำนโยบายอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจกับพรรคก้าวไกล

"ธีรัจชัย"ย้ำว่า จากสิ่งที่กล่าวข้างต้น ทั้งหมดมันทำให้ความชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ จนประชาชนมั่นใจว่าพรรคก้าวไกลจะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ รวมถึงที่สำคัญคือผลงานตลอดสี่ปีที่ผ่านมาของพรรคก้าวไกลตอนเป็นฝ่ายค้าน โดยมีทั้งการขับเคลื่อนรายประเด็นที่แต่ละคนทำเช่น เรื่องการสมรสเท่าเทียม เรื่องสุราก้าวหน้า การตรวจสอบทุจริต ซึ่งแม้จะดูเหมือนว่าแต่ละคนจะวิ่งกันคนละลู่ แต่ก็จะวิ่งไปพร้อมๆ กัน เมื่อคนในพรรควิ่งกันเยอะ ก็ทำให้เหมือนว่าภาพรวมของคุณภาพส.ส.ของพรรคก้าวไกล มีคุณภาพ ขนาดเป็นฝ่ายค้านยังทำได้ขนาดนี้ แล้วหากเข้าไปเป็นรัฐบาล มีอำนาจรัฐ ก้าวไกลก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ความหนักแน่นในอุดมการณ์เหล่านี้ ทำให้เมื่อนำพรรคการเมืองต่างๆ ที่แข่งขันกันมาเปรียบเทียบ คนก็จะเห็นว่าพรรคอื่นไม่ได้หนักแน่นแบบก้าวไกล เพราะบางฝ่ายก็มีแต่ภาพ หรือขายแต่อดีต แต่ไม่ขายปัจจุบันและอนาคต แต่พรรคก้าวไกล เราขายปัจจุบันและอนาคต คนรุ่นใหม่เขาก็ต้องการอนาคต เขาอยากเห็นอนาคต เขาก็ไปบอกพ่อแม่ ญาติพี่น้อง จนเขามาช่วยหาเสียงให้เรา เป็นหัวคะแนนธรรมชาติ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เห็นจากผลการเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่มีใครเชื่อว่า ก้าวไกลจะได้ส.ส.มาอันดับหนึ่ง

-การที่พรรคก้าวไกลได้ส.ส.มาอันดับหนึ่งและมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์สิบสี่กว่าล้านเสียงและตอนนี้ก็เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล 310 เสียง หากจะมีสว.ไม่ร่วมโหวตสนับสนุนให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี?

ก็อยู่ที่สว.จะกล้าโหวตสวนกระแสอำนาจประชาชนหรือไม่ หากเขากล้า หรือคิดจะทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตั้งนายกฯให้ได้ก่อน มันก็จะเกิดความเสื่อม ซึ่งหากเขากล้าปะทะตรงนี้ ความเสื่อมดังกล่าว จะเสื่อมไปถึงระดับเชิงโครงสร้าง คือโครงสร้างการเมืองแบบเดิม มันจะถูกทำลายความชอบธรรมไปหมด เขาก็จะเสี่ยง ที่ยืนเขาจะไม่มี ที่จะทำให้เป็นตัวเร่งให้เขาหมดสภาพโดยเร็ว

เพราะสภาพตอนนี้คือ ยืนอยู่ได้ แต่ยืนอยู่ในสภาพเหมือนถดถอย เพราะยึดอำนาจมา แล้วก็จัดวางอำนาจกันมา แต่ความชอบธรรมันไม่มี มันเหมือนกับว่ามีมีดแต่ไม่คม เหมือนลูกโป่ง คือมันไม่แข็งแรง มันไม่หนักแน่น ดังนั้น ถ้าเขาจะทำแบบนี้ เขาก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และจะทำให้ระบบโครงสร้างของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในประเทศไทย จะหมดที่ยืนเร็วขึ้น จะหมดสภาพเร็วขึ้น

-มีสว.บางส่วนอาจเหตุผลว่าก้าวไกลมีนโยบายแก้ 112 เลยจะงดออกเสียงตอนโหวตนายกฯ ?

หากเขาจะใช้วิธีงดออกเสียง ยังไง มันก็ทำให้ถดถอย ความชอบธรรมเขาก็จะหมดไปอีก แต่รายจ่ายมันจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ดีกรีที่เขาทำ ซึ่งก็คือเขาก็จะพยายามทำให้เราทำไม่ได้ (ตั้งรัฐบาล)จนเกิดปัญหาต่างๆ ก็จะกลายเป็นว่าเขาจะยิ่งทำลายฝ่ายอนุรักษ์นิยมลงไปเรื่อยๆ ในอดีตเขาอาจเคยมีต้นทุนอยู่บ้าง แต่ทุนของตัวเองก็จะเริ่มหดหาย จนจะล้มละลายไปในที่สุด

“พรรคก้าวไกลไม่ได้คิดว่าเราจะชนะเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งที่สอง โดยครั้งแรกคือตอนที่เป็นพรรคอนาคตใหม่ แต่เราคิดว่าจะชนะเด็ดขาดในสี่การเลือกตั้ง ครั้งนี้ยังแค่ครั้งที่สองเอง ถ้าสี่การเลือกตั้ง ก้าวไกลชนะเด็ดขาดแน่นอน เรามั่นใจ”

การเลือกตั้งครั้งนี้แค่ครั้งที่สอง อนาคตใหม่หนึ่งครั้ง ก้าวไกลหนึ่งครั้ง เรายังได้เสียงมาเยอะเลย ก้าวไกลไม่ได้ทำการเมืองระยะสั้น เราทำการเมืองระยะยาว ความชอบธรรมที่เราสะสม เราสะสมแบบจริงๆ เลือกตั้งรอบนี้ยังแค่ครั้งที่สอง เมื่อไปถึงการเลือกตั้งรอบที่สาม เราเชื่อว่าจะดีกว่านี้ และพอไปถึงครั้งที่สี่ ก็น่าจะมีโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งแบบเด็ดขาด เพราะพรรคเราทำเป็นระบบ ให้ผูกไว้กับตัวพรรค ไม่ได้ผูกไว้กับตัวส.ส.หรือตัวบุคคล เมื่อก้าวไกลสื่อสารชัดๆ แบบนี้ มีคนเข้าใจเราเยอะ ผลก็เลยออกมาแบบนี้

ส่วนแนวทางเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็คือ สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รศ.118 รัชกาลที่ 5 ตอนนั้น 112 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี แต่หลังรัฐประหารปี 2519 ฝ่ายรัฐประหารต้องการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม เลยอาศัยเงื่อนไขตรงนี้ มาเพิ่มโทษเป็น 3-15 ปี และใช้เป็นเครื่องมือโดยให้ใครก็ได้มาแจ้งความแล้วใช้เป็นเครื่องมือขจัดฝ่ายตรงข้ามด้วยการดำเนินคดีให้หยุด โดยอาศัยมาตรา  112

กรณีแบบนี้เราเห็นว่า เราต้องการให้สถาบันฯ อยู่นอกเหนือการเมือง อยู่ใต้รัฐธรรมนูญตามหลักสากล ประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น ก็ประมาณนี้

โดยหลักก็คือ ไม่ให้ใครก็ได้ ดึงสถาบันฯ มาปะทะกับประชาชนที่มีความเห็นต่าง เพราะหากปล่อยให้ใครก็ได้ ไปแจ้งความ ผู้มีอำนาจก็อาจใช้คนอื่นไปแจ้งความ แล้วสถาบันฯ ก็ต้องมาปะทะกับคนที่เห็นต่าง ถามว่าจะทำให้สถาบันฯ อยู่มั่นคงถาวรหรือว่าจะปล่อยให้มาปะทะแบบนี้ เราต้องการให้สถาบันฯอยู่เหนือการเมือง แต่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และไม่ต้องการให้ใครก็ได้มาแจ้งความ โดยการแก้ไขให้ว่าการแจ้งความ ต้องให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กลั่นกรอง จะทำให้ใครก็ได้จะไปดึงสถาบันฯมาปะทะ กับคนที่เห็นต่าง ซึ่งผมมองว่าไม่เป็นผลดีกับสถาบันฯโดยรวม

นอกจากนี้ก็แก้ไขในส่วนของบทลงโทษนั้น หลักก็คือ ต้องมีการคุ้มครองประมุขของรัฐ คือพระมหากษัตริย์ และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน สองหลักนี้ต้องเหมือนกัน การคุ้มครองก็คือว่าประมุขของรัฐ หากมีใครมาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ต้องมีโทษที่สูงกว่าคนธรรมดา และบทลงโทษต้องไม่มีโทษขั้นต่ำ โดยเปิดโอกาสให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจได้

รวมถึงเสนอให้แก้ไขโดยย้ายมาตรา 112 ออกจากหมวดเดิม ซึ่งอยู่ในหมวดความมั่นคง ก็ให้ย้ายมาอยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพ เพราะหมวดความมั่นคง เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ ทำให้พอมีการแจ้งความแล้ว จะยอมความไม่ได้ ทำให้เกิดความตึงเครียด ระหว่างสถาบันฯกับประชาชน โดยที่คนอื่นมาแจ้งความ ไม่ใช่สถาบันฯไปทำเอง และไม่ได้มีการกลั่นกรองอะไร

และหากคดีใดไม่ใช่คดีที่ร้ายแรงอะไร สถาบันฯ ก็อาจให้มีการยอมความกัน ที่จะทำให้สถาบันไม่ต้องปะทะกับคนที่เห็นต่าง จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ มั่นคงสถาพร  อยู่คู่แผ่นดินไทยได้นาน ที่จะเป็นการส่งเสริม แต่อีกฝ่ายกลับมาบอกว่าแตะสถาบันไม่ได้เลย ถ้าแตะคือต้องการจะดึงลงมา อันไหนทำลายมากกว่า ผมเชื่อว่าอันหลังทำลายมากกว่า เพราะเป็นความคิดแบบเดิมๆ แบบเก่าๆ และต้องการใช้ประโยชน์เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่หากทำแบบที่ก้าวไกลเสนอ เราอาจมาเริ่มด้วยการจัดวางพระราชอำนาจแบบประณีต มาใช้เวทีรัฐสภาในการที่จะมาหาทางออกร่วมกันว่าเราอยากจัดวางพระราชอำนาจแบบไหนที่ทำให้สถาบันฯ อยู่เหนือการเมือง ก็คือไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง การบริหารอะไร เป็นประมุขของประเทศ แล้วมาจัดวางกันอย่างประณีต

ผมเชื่อว่าเป็นวิธีนี้เท่านั้นในโลกสมัยใหม่ ที่่มีการสื่อสารสูงและมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดสูง จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา อยู่มั่นคงสถาพร คู่แผ่นดินนี้มากกว่า เราใช้เวทีคุยแบบมีวุฒิภาวะในสภาฯ ผมเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีและช่วยกันถกเถียงในแง่มุมต่างๆ ไม่ใช่มาโจมตีอะไรกัน หรือมาบอกว่า 112 แก้ไม่ได้

-แต่สภาฯสมัยที่แล้ว ส.ส.ก้าวไกล ก็เคยเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ฝ่ายกฎหมายของสภาฯ มีความเห็นว่าเสนอไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วเปิดสภาฯมา จะไปเสนอแก้ 112 ในสภาฯได้อีกหรือ จะมีวิธีการอย่างไร?

ก็คงต้องมาหารือกันในพรรคก้าวไกลว่าจะทำอย่างไร หลังจากเคยมีตรงนี้มาแล้ว ต้องมาหารือกันว่า จะมีวิธีการเช่นจะปรับเนื้อหาหรือว่าจะยังคงเดิม เพื่อให้มันเดินไปได้ มานั่งคุยกันอีกที  แต่ว่าพรรคก้าวไกลก็มีตัวร่างที่จะเสนอแก้ไข 112 ไว้แล้ว เนื้อหาก็อย่างที่บอกข้างต้น ที่ผมว่าเป็นประโยชน์และทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่มั่นคงสถาพร คู่แผ่นดินไทยแน่นอน

-หากสุดท้ายจะมีความพยายามสกัดพรรคก้าวไกล สกัดพิธา ไม่ให้เป็นนายกฯจะเป็นอย่างไรหรือไม่?

มันอยู่ที่ว่าสกัดแบบไหน ถ้าสกัดแบบที่ว่าไร้ความชอบธรรมเลย มันก็อาจเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นมาก็ได้ แต่หากว่าสกัดแบบจะทำแบบเนียนๆ ก็ว่ากันมา แต่เชื่อว่าเราจะต้องไป เพราะการเมืองถ้าเป็นประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดต้องอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่อำนาจสูงสุดอยู่ที่แค่คนที่คุมอำนาจบางส่วน แล้วก็มาเล่นเกมการเมืองเพื่อสกัดไม่ให้อำนาจสูงสุดที่คืออำนาจประชาชนออกมาเปล่งประกาย ที่ประชาชนได้เลือกมาแล้วไปใช้ไปทำอะไร ซึ่งคนที่คิดจะทำแบบนี้ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายจารีตนิยมที่คิดจะทำแบบนี้ ก็จะเสียต้นทุนมาก จะจบเร็วขึ้น แต่ว่าตอนนี้ที่ยืน มันก็ถดถอยไปเรื่อยๆ แล้ว จะมาใช้อำนาจปืนยึด ใช้กฎหมายยึด ใช้กลไกรัฐ ที่จัดตั้งคนไว้มาทำลาย แบบนี้เป็นเรื่องที่โบราณ คนเขารู้กันแล้ว ถ้ายังใช้ซ้ำใช้ซาก มันก็จะทำให้คนเหล่านี้หมดเร็ว เหมือนกับแบตที่เขาใช้ พลังที่เขามีมันจะถดถอยไป ยิ่งใช้มาก ก็ยิ่งเปลือง ก็ขอให้คิดดีๆ คนที่คิดจะทำ

เชื่อตั้งรัฐบาลก้าวไกลสำเร็จ

เดินหน้าปักหมุดแก้ 112

"พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล"กล่าวถึงท่าทีของสมาชิกวุฒิสภาต่อการโหวตเห็นชอบให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้ยังมีสว.บางส่วนยังไม่บอกชัดเจนว่าจะสนับสนุนหรือไม่ ตรงนี้จะเป็นการฝืนกระแสประชาชนหรือไม่ โดยให้ความเห็นว่า การที่สว.ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว ก็เป็นสิทธิของสว.เพราะรัฐธรรมนูญเขียนให้อำนาจสว.ไว้แบบนั้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากที่ไหน ประชาชนก็รู้กันอยู่แล้ว มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนโดยแท้ ก็เป็นสิทธิ์ของสว.  แต่หากไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนหรือประเทศชาติ ที่เขาเคยอ้างหนักหนาว่าจะทำเพื่อประเทศชาติ แต่กลับไม่ทำให้เกิดความเจริญหรือการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ก็เป็นสิทธิของเขา แต่เชื่อว่าเขาคงไม่กล้าฝ่า

เรายังเชื่อว่า เราจะสามารถโน้มน้าวให้เขาเห็น การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เราไม่ใช่ผู้ทำลาย เราเป็นผู้สร้าง ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสังคม และตอบสนองให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ และคนทั้งประเทศ ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ให้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง หากถ้าตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็เป็นเรื่องของการประชุมร่วมรัฐสภาในวันนั้น ก็จะมีวิธีการตามกฎหมายตามขั้นตอนอีกหลากหลาย

"เชื่อว่า นายพิธา หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะนำพารัฐนาวาลำนี้ ฝ่ามรสุมสว.ที่เป็นหมากเกมส์อันสุดท้ายนี้ จนจัดตั้งรัฐบาลได้ ด้วยภาวะ หรือฉันทามติที่ประชาชนได้ลงคะแนนเสียงมาให้ 14 ล้านเสียง และบวกกับพรรคการเมืองที่มาร่วมรัฐบาลเช่นเพื่อไทย อีก 10 ล้านเสียง ซึ่งเท่ากับรวมแล้วก็ 24 ล้านเสียง ที่มากกว่า 16 ล้านเสียงเดิม ตอนลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถ้ายังไม่พออีก ก็ลองกระทำ ผมไม่ได้ท้าทาย แต่สังคมจะลงโทษคนกลุ่มนี้เอง แต่ผมยังเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มว่าเราจะสามารถดำเนินการตั้งรัฐบาลได้ และเราจะดำเนินการอย่างประนีประนอม อะไรถอยได้ก็จะถอย แต่อะไรที่รับปากประชาชน พรรคก็ต้องทำ"รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุ

เมื่อถามถึงกรณีสว.หลายคนติดใจนโยบายแก้ไขมาตรา 112  จนอาจไม่สนับสนันนายพิธา เป็นนายกฯ ตรงนี้ พรรคก้าวไกลอาจต้องยอมลดเพดานเรื่อง 112 ลงจากที่ตอนหาเสียงไว้หรือไม่ "พล.ต.ต.สุพิศาล"กล่าวตอบว่า ในประเด็นนี้ก็ต้องรอฟังมติกรรมการบริหารพรรคอีกสักระยะหนึ่ง แต่หากมีอะไรเคลื่อนไหวเพิ่มเติม ก็จะแจ้ง แต่เราก็ยังยืนยันว่าเรายังมีจุดหมายเดียวกัน ตามที่ได้ร่วมเดินทางมาด้วยกัน แต่มันก็เป็นเหตุผลเดียวที่ฝ่ายเขาพยายามจะนำมาอ้างว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวาย เกิดความเสียหาย แต่ข้อเท็จจริงแล้วในตัวบทมันสามารถแก้ไขได้ กฎหมายทุกฉบับแก้ไขได้ และเราแก้ไปในทางที่ดี ไม่ได้แก้ในทางที่ร้าย เรายกระดับให้เป็นสากล เราทำให้เกิดมุมมองที่ดีต่อผู้คนที่ร่วมเดินทางในปัจจุบัน เราคงไม่มองถึงคนในอดีตที่เป็นคนรุ่นใหญ่ที่เห็นภาพโน้นภาพนี้มาตลอด วันนี้สังคมมันเปลี่ยนไปพอสมควรแล้ว คิดว่านายพิธา จะนำพาเรื่องนี้ไปได้อย่างเรียบร้อยดี คงไม่มีปัญหา ก็เป็นแนวคิดของสว.เขาเอง ที่นำมาเป็นข้ออ้าง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Wind of Change : สายลมแห่งการเปลี่ยนผ่าน-เปลี่ยนแปลง

กว่า 80 ปีของการเมืองไทยที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงปรับสภาพตามกาลเวลา สถานการณ์ และการปรับตัวของผู้คน-สังคมการเมืองไทย ที่มีผลต่อชีวิตในสังคมเศรษฐกิจและการปรับบริบทของการเมืองแต่ละช่วงยุคสมัย!

จากน้ำดื่มพัชรธรรม .. สู่ปัญหาพระธาตุแท้หรือปลอม!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. นับเป็นวาระมงคลพิเศษของบ้านเมืองที่ได้เฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลกไปอย่างสมบูรณ์ สมกับเป็นประเทศพระพุทธศาสนาไปเรียบร้อย เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ และนับเป็นกาลมงคลยิ่งเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

ฟลิ้น ณัฐพงษ์-ว่าที่ส.ส.สมุทรสาคร ยังบลัด พรรคก้าวไกล ชูธง ปลดล็อกท้องถิ่น-กระจายอำนาจ

ชัยชนะในการเลือกตั้งของ"พรรคก้าวไกล"หนึ่งในบริบทการเมืองที่หลายคนพูดถึงกันก็คือการที่มีพรรคก้าวไกลมีว่าที่ส.ส.-นักการเมือง รุ่นใหม่ เข้ามาหลายคน และหนึ่งในว่าที่ส.ส.-คนรุ่นใหม่ทางการเมืองที่น่าสนใจของพรรคก้าวไกล

ความเป็นธรรมดาของโลก .. ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ปีนี้ (พ.ศ.๒๕๖๖) ตรงกับปีเถาะ อธิกมาส ปกติวาร ปกติสุรทิน จ.ศ.๑๓๘๕ โดยอธิกมาสมาเดือน ๑๐ ในวัสสานฤดู เริ่ม ๓ กรกฎาคม ถึง ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

สภาสูง กับการโหวตนายกฯ เสียงเตือนถึง 'ด้อมส้ม' ระวังถูกมองเป็น เรดการ์ด!

เส้นทางการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล หลัง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลแถลงการทำ MOU กันไปเมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงตอนนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า พิธาจะได้เสียงโหวตเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 376 เสียงหรือไม่

เขตพัฒนาพิเศษ-การลงทุนกับผู้คน ท้องถิ่นและการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อส่องดูความเคลื่อนไหวในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่เป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ของประเทศ