เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา วันเวลา.. เรื่องราวต่างๆ ในกระแสชีวิต ไหลผ่านไปอย่างปกติ แสดงสามัญลักษณะว่าเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดาในธรรมชาติ ที่ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยมาประชุมกัน ปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ และดับสูญสิ้นสลายไป ประกาศความจริงแท้ว่า... หาอัตตาตัวตนในวันเวลา เรื่องราวต่างๆ ในกระแสชีวิต มิได้เลย กล่าวโดยสรุปว่า.. อสาระกัฏเฐนะ ที่แปลแบบชาวบ้านเข้าใจไม่ยากว่า.. อย่าไปให้สาระสำคัญกับมันเลย!! อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน.. มันบ้าๆ บอๆ ของมันอย่างนั้น.. เหลวไหลไปวันๆ.. หาแก่นสารมิได้.. มีแต่โทษทุกข์ภัย ไร้ค่า ไร้ราคาค่างวด.. ขี้หมากองเดียวยังดีกว่า..
ความเข้าใจในความไม่เป็นสาระ.. ไร้ราคาค่างวด.. มีแต่ความสกปรก อสุจิปฏิกูล.. ไม่ควรแตะต้องแม้แค่นำมาคิด.. จึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะนำมาปรุงแต่ง.. ยุ่งเกี่ยวให้เสียจิต นับเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งในความไร้สาระของกระแสโลกที่ผ่านไปวันๆ.. อย่างไม่มีสาระจริงๆ...
ใครเข้าใจความไม่มีสาระของชีวิต ที่ไหลไปตามสายธารแห่งกิเสลอันเศร้าหมอง เร่าร้อนได้.. แสดงว่า บุคคลนั้นๆ เริ่มเข้าสู่ความมีสาระแห่งการเกิดมาได้ฐานะของสัตว์ประเสริฐ.. ด้วยความรู้..ความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง.. เพื่อเข้าสู่ความเป็น.. คือ การรู้จักปล่อยวางความยึดเหนี่ยวยึดถือในอสาระทั้งหลายว่าเป็นสาระ...
สาระในชีวิต.. จึงเริ่มต้นที่การมีสัมมาทิฏฐิ.. ได้แก่ ความเห็นชอบตรงธรรม.. เห็นความจริงในกฎธรรมชาติว่า.. ทุกอย่างต้องเป็นอย่างนี้.. เป็นเช่นนี้.. ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น.. ไม่ว่ากาลใด สมัยใด...
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงสะท้อนความเป็นจริงว่า.. ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ รวมถึงชีวิตของพวกเราทั้งหลาย มีแต่ความเสื่อมสิ้นไปไร้ราคาค่างวด.. (ขยัฏเฐนะ)..
มีแต่ โทษ ทุกข์ ภัย.. (ภยัฏเฐนะ)..
มีแต่ ความไม่มีแก่นสาร.. ไร้สาระ.. (อสาระกัฏเฐนะ)..
ความเข้าใจความจริงอันเป็นสามัญธรรมเช่นนี้.. ทำให้เราเลิกฟุ้งซ่านทะยานอยาก หวัง ตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาดวงดาว.. โดยธรรมในจินตนาการ...
การรู้จักหยุดยับยั้ง.. ชั่งอกชั่งใจ.. รู้จักคิดพิจารณาสืบสาวสอบสวนหาเหตุผลที่เป็นไปตามความเป็นจริง.. จึงเป็นการเริ่มต้นชีวิตที่มีคุณค่า.. “เมื่อรู้จักความไร้ค่า..ไร้สาระของชีวิต”
ความเข้าใจอันเกิดจากความรู้รอบ..รอบรู้ ทำให้เราทั้งหลาย ไม่เกลียดชังตนเอง.. ไม่ชังสังคมชุมชน.. ไม่ชังประเทศชาติ.. และไม่ชังใครๆ.. แม้คนที่เป็นศัตรูกัน
การมองดูโลกอย่างไม่มีอคติ.. ไม่ลำเอียงไปตามกระแสแห่งกิเลส.. ย่อมเกิดขึ้นตรงนี้.. ตรงที่ เมื่อเราหยุดจิตใจของเราไว้ที่ “ธรรม” ด้วยความเข้าใจ.. มีความเห็นชอบ.. รู้ตามความเป็นจริง.. ไม่ขัดแย้งธรรม!!
คนที่เข้าใจโลก ด้วยการรู้เห็นโลกตามความเป็นจริง จึงเข้าใจว่า.. โลกนี้เป็นกระแสของความทุกข์.. วนอยู่ในความเกิดความดับไม่จบไม่สิ้น.. ตราบที่ยังมีสภาพธรรมเป็นโลกอยู่.. จึงเรียกวิถีโลกว่า วัฏสงสาร .. อันแสดงความจริงของกระแสทุกข์ในวัฏฏะนี้ ที่ขับเคลื่อนไปด้วยอำนาจของกิเลส...
ความรู้ที่ชอบโดยธรรม.. นำไปสู่ความเห็นตามความเป็นจริงแห่งธรรม.. ที่จะนำไปสู่การดำริชอบตรงตามธรรม อันเกิดขึ้นได้ด้วยการพัฒนาจิตใจให้มีความรู้เท่าทันโลก.. มีความเพียรชอบในความรู้เท่าทันนั้น จนก่อเกิดความเห็นชอบ ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.. จึงเป็นธรรมโอสถในการแก้โรคจิต มิให้ใหลหลงมึนงงไปตามอำนาจของกิเลส.. จึงสัมฤทธิผลด้วยการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า เจริญสติปัฏฐานธรรม
การเจริญสติ.. จึงเป็นธรรมปฏิบัติ เพื่อขจัดทุกข์โทษภัย
การเจริญสติ.. จึงเป็นหนทางดำเนินชีวิตออกจากทุกข์โทษภัย
การเจริญสติ.. จึงเป็นไปเพื่อการบรรลุประโยชน์โดยธรรมในชีวิตหนึ่งที่เกิดมา..
แต่แปลกนักที่การศึกษาทางโลกในสังคมประเทศพุทธศาสนา กลับไร้การสั่งสอนใน การเจริญสติ..
แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะประกาศหลักสติปัฏฐานธรรม เป็นเอกธรรมแห่งธรรมปฏิบัติของพระพุทธศาสนา ที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประกาศไว้ว่า..
ทางสายนี้สายเดียวของบุคคล.. อันเป็นไปเพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย
เพื่อความก้าวล่วง ซึ่งความโศกและความร่ำไร
เพื่อความสิ้นไปแห่งความทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุญาณธรรม.. หรืออริยมรรค
เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง.. คือ ถึงซึ่งความดับทุกข์อย่างแท้จริง
หนทางนี้คือสติปัฏฐานธรรม คือ ธรรมอันเป็นที่ตั้งของสติ มี ๔ อย่าง (กาย-เวทนา-จิต-ธรรม ที่รวมเรียกว่า ชีวิต)
การไม่ปูพื้นฐานการศึกษาเพื่อชีวิตให้ถูกต้องตรงธรรม ด้วยการละเลยไม่ใส่ใจในการเล่าเรียน ศึกษา ปฏิบัติตาม การเจริญสติปัฏฐานธรรม .. จึงนำทุกชีวิตกลับคืนสู่วังวนของความไร้สาระ.. พบแต่ความหายนะจากภัยนานัปการ.. ในกระแสวัฏสงสารที่สัตว์ทั้งหลายยากจะหลีกเลี่ยงด้วยความรู้ ศิลปวิทยาการใดๆ ทางโลก...
เรื่องราวในชีวิตในทุกกาลสมัย.. ซึ่งไม่เคยแตกต่างกัน มีแต่ความรัก ความชัง ความหลง.. เสพแต่วัตถุแห่งอารมณ์ที่ชักนำชีวิตให้เพลิดเพลิน พร่ำเพ้อ.. ดื่มด่ำอยู่แต่เรื่องไร้สาระเหล่านั้น.. ดุจดังเป็นเรื่องมีสาระ...
การละเลยมองข้ามสาระ.. ไปสู่ความไร้สาระ จึงชักใจให้กำหนัด ชวนให้ใคร่ พาให้ใหลหลงมึนงงอยู่แต่เรื่องราวไร้สาระในโลก.. จึงยากต่อการหยุดเสพคบ...
การยากหยุดยับยั้งการเสพคบกับอารมณ์ใดๆ ในโลก ที่เกิดจากการเข้าไปรับรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างขาดสติ.. จึงเป็นสาระสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิตของสังคมวัตถุนิยมปัจจุบันที่รุนแรง ร้อนแรงด้วยกามคุณ.. ที่ยากจะหยุดยับยั้งชีวิตอยู่ที่ความสงบอย่างมีปัญญา..
..ซึ่งการจะหยุดยับยั้ง.. อยู่ที่คำว่า สงบ ตั้งมั่น ได้นั้น.. ก็ต้องอาศัยสติ.. กำหนด จดจ่อ ต่อเนื่อง จนแน่วแน่ และรู้เท่าทันตามความเป็นจริงในอารมณ์หรือเรื่องราวนั้นๆ ไม่ว่าจะมาจากวัตถุใด.. ภายในหรือภายนอก...
ที่สำคัญยิ่งคือ การฝึกฝนจนเชี่ยวชาญในการเจริญสติ.. สามารถกำหนดให้จิตรู้เท่าทันได้ทุกขณะ.. เพื่อรู้เท่าทันปัจจุบันขณะนั้นๆ ตามความเป็นจริง..
ทุกชีวิต.. จะจบปัญหา.. หมดสิ้นโทษทุกข์ภัย เพราะรู้เท่าทันตามความเป็นจริง..
หากยังรู้ผิดไปจากความเป็นจริง.. ปัญหาต่างๆ ก็ย่อมยากจะแก้ไข.. มิหนำซ้ำยังเพิ่มพูนปัญหานั้นๆ ให้มากยิ่งขึ้น.. ดุจกองขยะที่ถูกทับถมด้วยขยะมากมายในแต่ละวัน.. จนยากจะกำจัดให้สิ้นไป..
ขยะชีวิตก็เหมือนกัน.. ยิ่งขวนขวายแต่การสร้างปัญหา.. ประกอบชีวิตอยู่แต่เรื่องไร้สาระ.. ขยะชีวิตจึงยิ่งมากวันทวี.. จนทับถมชีวิตให้จมอยู่ในกองขยะอันเน่าเหม็น ที่สืบต่อมามากภพ.. มากชาติ
ลำพังขยะชีวิต.. แค่ชาติเดียว ก็หนักหนามากเอาการอยู่แล้ว...
เมื่อมาบรรจบกับหลายภพ.. หลายชาติ.. ของชีวิต จึงแปรรูปเป็นของเน่าเหม็นหมักหมม ที่เรียกว่า อาสวะ
อาสวะ จึงเป็นปุ๋ยอันดีของชีวิต ให้เติบโตไปในวิถีกิเลส.. ที่ประกอบให้ชีวิตนั้นกลายเป็น ต้นอวิชชา
เมื่อชีวิต.. คือ อวิชชา.. ก็ยากที่จะพูดคุยให้เข้าใจได้ว่า.. ชีวิตคืออสาระ..
สังคมในโลกนี้จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แย่งชิง ทุบตี ทำร้ายทำลายกัน อย่างไร้ ความเมตตากรุณา ด้วยทุกชีวิตบูชาความรัก-ความชังเป็นเทพเจ้าแท้จริง
จึงต้องเห็นความไร้สาระของทุกชีวิตต่อไปอย่างน่าสังเวช.. โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบัน!!.
เจริญพร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "บ้านเมืองเราในรอบ 94 ปี : ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งเหมือนเดิม" มีเนื้อหาดังนี้
พระอุโบสถเวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย อธิการกุศลในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ตรงกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ส่วนราชการทุกจังหวัดทั่วประเทศพร้อมเพรียงกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลดังกล่าว.. ดังที่อาตมาได้รับนิมนต์จาก นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวาระดังกล่าว...
“สมเด็จเจ้าฟ้าแห่งประเทศพระพุทธศาสนา” ที่ชาวพุทธน้อมสำนึกฯ
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับความจริง อย่างเข้าใจจริง.. ในความเป็นจริง.. ที่มีอยู่จริง ในปัจจุบันขณะนั้น... จึงจะถูกต้องตรงตามหลักธรรมที่ว่า..
ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ
ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง

