ปี65ลุ้นศก.ไทยลืมตาจีดีพี4%ต้องไม่ใช่ความฝัน!

แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2565 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่าจีดีพีของไทยจะขยายตัวที่ระดับ 3.5-4.5% โดยมีค่ากลางที่ 4% นั้น ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม ใช้ได้ในช่วงของการฟื้นตัว โดยรัฐบาลยังมองว่าในปีหน้ามาตรการทางการคลังยังมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินของรัฐบาลผ่านงบประมาณต่างๆ ยังมีความสำคัญในการหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณ 2565 มีวงเงินรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท จะเข้าไปหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่สำคัญ

เศรษฐกิจประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาต้องเจอกับวิกฤตโรคระบาดอย่าง “โควิด-19” ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในทุกมิติ ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ที่ผ่านมาหดตัวที่ ติดลบ 6.1% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 22 ปีตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักกับภาคการท่องเที่ยว ที่ได้ชื่อว่าเป็น “พระเอก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการเข้มงวดอย่าง “ล็อกดาวน์” ในการป้องกันการแพร่ระบาด มาตรการดังกล่าวได้ผลดีในด้านสาธารณสุข ขณะที่ด้านเศรษฐกิจต้องยอมรับแบบไร้ข้อแก้ตัวว่า พังยับเยิน! โดยตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน รัฐบาลตัดสินใจใช้มาตรการล็อกดาวน์ 2 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงเดือน เม.ย. ปีที่ผ่านมา กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เรียกได้ว่าเจอกับภาวะ “ช็อก” ทุกอย่างหยุดนิ่งตามวัตถุประสงค์ของมาตรการ การดำเนินธุรกิจ การใช้ชีวิตประจำวันถูกจำกัด ผลกระทบที่เกิดจากมาตรการล็อกดาวน์ในครั้งนั้นสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

แม้ว่าหลังจากนั้นรัฐบาลจะทยอยประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ในจุดที่ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ผลพวงความเสียหายจากมาตรการล็อกดาวน์ดังกล่าวเรียกว่า สาหัส! หลายคนคงได้เห็นภาพของภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สายป่านสั้น ต้องปิดกิจการลงเพราะทนแบกรับต้นทุนไม่ไหว ผลกระทบเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ เมื่อมีการปิดกิจการ แน่นอนว่า ปัญหาการว่างงานก็ตามมาทันที

สถานการณ์ล่วงเลยมาจนถึงช่วงสิ้นปี 2563 หลายคนมั่นใจว่าช่วงสิ้นปีซึ่งถือเป็นไฮซีซั่นของการประกอบธุรกิจจะบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าได้ แต่ความฝันก็ต้องพังครืน! เมื่อประเทศไทยเจอการระบาดของโควิด-19 คลัสเตอร์ใหม่ รอบนี้ยาวจนกินเวลามาถึงช่วงกลางปี 2564 สถานการณ์การระบาดดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้น จากจำนวนผู้ติดเชื้อหลักร้อย ขยับเป็นหลักพัน และหลักหมื่นในที่สุด ด่านสุดท้ายของรัฐบาลคือ การงัด “มาตรการล็อกดาวน์” ออกมาสู้ แม้ว่าการล็อกดาวน์ในรอบนี้จะไม่เข้มข้นเท่ารอบแรก แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ บาดแผลของภาคธุรกิจจากมาตรการล็อกดาวน์ในรอบแรกยังไม่หายดีก็ต้องมาเจอกับความเจ็บปวดซ้ำสอง!!

ในฝั่งภาคธุรกิจที่ต้องแบกรับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์นั้น มุมของรัฐบาลก็ได้เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะในภาคการเงิน การเติมทุนเพื่อต่อลมหายใจเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ แต่ก็เหมือนความช่วยเหลือที่หยิบยื่นนี้จะมาไม่เต็มที่ เพราะหลายเสียงจากผู้ประกอบการที่เดือดร้อนยืนยันว่า เข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือที่มีให้!! ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็มีการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อนำมาช่วยเหลือในด้านการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในมิติต่างๆ ที่จำเป็น

การดำเนิน “มาตรการด้านสาธารณสุข” ถูกหยิบยกให้ทำคู่ขนานไปกับ “มาตรการด้านการคลัง” เพราะการดำเนินมาตรการใดมาตรการหนึ่งแบบสุดโต่งเกินไปคงไม่เป็นผลดี การสร้างสมดุลในการบริหารระหว่าง 2 ส่วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลเล็งเห็น จึงได้เริ่มทยอยคลายล็อกดาวน์ และเป็นที่มาของการตัดสินใจเดินหน้า นโยบายเปิดประเทศ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2564 หลังจากที่ทดลองนำร่องกับ 2 โครงการอย่าง ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และสมุยพลัสโมเดล

หลายส่วนยอมรับว่า หลังจากรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเดินหน้านโยบายเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วยทำให้บรรยากาศด้านเศรษฐกิจกลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น ขณะที่อีกหลายส่วนก็ยังเห็นว่าหลายๆ มาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการยังไม่ใช่ยาแรงเพียงพอ

ในมุมของกระทรวงการคลังก็มองว่า สถานการณ์และเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจหลายๆ อย่างเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2564 โดย “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.การคลัง ที่มองว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้อย่างน้อย 1% ถือเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผล จากไตรมาส 4/2564 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะมีสัญญาณการฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 0.3% นั่นเพราะ “ภาคการส่งออก” ที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีผลสัมฤทธิ์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะช่วยสนับสนุนอำนาจการซื้อและลดภาระความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ ผ่านโครงการสำคัญอย่าง คนละครึ่ง และยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน อย่าง มาตรการลดค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดมีการทำคู่ขนานไปกับ การเร่งฉีดวัคซีน ให้กับประชาชนในประเทศ ส่วนการเปิดประเทศเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2564

 “ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็น 12% ของจีดีพี ปีนี้การจะคาดหวังให้นักท่องเที่ยวต่างชาติโต 40 ล้านคนเหมือนปี 2562 คงไม่ได้ ส่วนวิกฤตโควิด-19 เข้าสู่ปีที่ 2 ก็คาดว่าใกล้จะจบ และทุกคนคงไม่ต้องการเห็นสถานการณ์เหมือนปี 2563-2564 ที่ต้องจำกัดตัวเอง จำกัดการออกจากบ้าน การทำธุรกิจ ทุกคนอยากมีรายได้ มีงานทำ มีอาชีพ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ ขณะที่เศรษฐกิจก็จำเป็นต้องเดินคู่ขนานไปกับการป้องกันการระบาดของโควิด-19 และเมื่อสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น มาตรการที่รัฐบาลเข้าไปช่วยในการเยียวยาหรือกระตุ้นการใช้จ่ายก็อาจจะลดน้อยลงไป แต่ในภาพรวมเป็นเรื่องที่ต้องดูในปี 2565”

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2565 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า จีดีพีของไทยจะขยายตัวที่ระดับ 3.5-4.5% โดยมีค่ากลางที่ 4% นั้น ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม ใช้ได้ในช่วงของการฟื้นตัว โดยรัฐบาลยังมองว่าในปีหน้ามาตรการทางการคลังยังมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินของรัฐบาลผ่านงบประมาณต่างๆ ยังมีความสำคัญในการหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณ 2565 มีวงเงินรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท จะเข้าไปหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่สำคัญ

รมว.การคลังย้ำว่า ปีหน้าการเติบโตภายใต้จีดีพีที่ 4% นั้น สิ่งที่ต้องการคือ การเติบโตที่ทั่วถึง กระจายในทุกหย่อมหญ้า ไม่ใช่เฉพาะโมเดิร์นเซ็กเตอร์อย่างอีอีซี หรือ 12 อุตสาหกรรมใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องคิดถึงเศรษฐกิจชุมชนที่จะเป็นตัวสร้างฐานรายได้ให้กับประเทศอย่างมั่นคงในอนาคต โดยการทำให้เศรษฐกิจเดินคู่กับโควิดได้ต้องอาศัยความร่วมมือ การ์ดตกไม่ได้ เชื่อว่าหากภาครัฐ เอกชนและประชาชนรวมพลังกัน เศรษฐกิจไทยจะยืนอยู่ได้ และเติบโตได้ จีดีพี 4% ไม่ไกลเกินเอื้อม!!.

อีโคโฟกัส

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.

บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล

“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..