เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อ ๑๐-๑๒ มกราคม ๒๕๖๘ ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่กรุงเทพฯ อยู่ ๒ รายการใหญ่ๆ ได้แก่ งานโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรม ทั้งแผ่นดิน น้องถวายเป็นพระราชกุศลฯ เมื่อ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๗.๐๐-๐๘.๓๐ น. ที่ลานธรรมด้านหน้าพระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม มี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และข้าราชการ ประชาชนจากทุกอำเภอเข้าร่วมงานดังกล่าว การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดียิ่ง เหมาะควรกับการสวดพุทธคุณและประกาศราชธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความสงบสุขของแผ่นดินไทย ด้วยอำนาจแห่งธรรม ที่ข้าราชการ ประชาชนทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันกระทำ โดยการนำของคณะสงฆ์ธรรมยุต และงานบูชาพระบาทมงคลธรรม.. ในวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๘.. ด้านหน้าโรงแรมเอเชีย ราชเทวีฯ ที่มีข้าราชการผู้ใหญ่.. ประชาชนมาร่วมกันมากมายเช่นเดียวกัน เช่น ท่านปิยกุล บุญเพิ่ม อดีตประธานศาลฎีกา.. ท่านชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกาในปัจจุบัน
สำหรับบรรยากาศงานโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ในวันดังกล่าวของยามเช้าที่อากาศกำลังเย็นสบาย สงบเงียบ ควรแก่การประกอบศาสนกิจเชิงปฏิบัติ ด้วยการส่งใจไปกับเสียงธรรมเพื่อบูชาพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ และอำนาจแห่งธรรมในบททศพิธราชธรรม ที่บรรยายน้อมนำให้ทุกดวงจิตได้ไหลรวมลงเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อร้อยดวงใจให้เป็นหนึ่งอำนาจธรรม จึงเกิดผลสัมฤทธิ์ดียิ่ง ด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีธรรมที่เกิดขึ้นอย่างน่ายินดี บนพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ เบื้องหน้า “พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติที่ศักดิ์สิทธิ์ ศิลปะสมัยสุโขทัย ประทับยืนหน้าพระวิหารทิศเหนือของ พระปฐมเจดีย์.. ซึ่งนามเดิมชื่อ “พระธมเจดีย์”
พระร่วงโรจนฤทธิ์ ดังกล่าว มีประวัติความเป็นมาที่น่าศึกษายิ่ง ด้วยเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างบูรณะขึ้นจากพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ชำรุดเสียหายมาก คงเหลือแต่ พระเศียร (ศีรษะ), พระหัตถ์ (มือ) ๑ ข้าง และพระบาท (เท้า) โดยทรงสันนิษฐานว่าเป็น พระพุทธรูปปางห้ามญาติ ซึ่งมีนัยจากปุคลาธิษฐานสู่ธรรมาธิษฐานที่สำคัญยิ่ง โดยทอดพระเนตรพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวที่ เมืองโบราณศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย จึงได้โปรดเกล้าให้เชิญพระพุทธรูปองค์นี้ลงมายังกรุงเทพมหานคร และให้ช่างปั้นฝีมือดีบูรณะให้เต็มองค์ พร้อมจัดพระราชพิธีสถาปนาพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวขึ้นเมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๕๖ ณ วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนฯ)
เมื่อหล่อเสร็จ พระพุทธรูปองค์นี้มีความสูงตั้งแต่พระบาทถึงพระเกศา อยู่ที่ ๗.๔๒ เมตร โดยใน เดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่ทิศเหนือขององค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อเป็นมิ่งมงคลของแผ่นดิน.. เพื่อความสงบสุขของพสกนิกรชาวไทย.. และเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินที่เจริญก้าวหน้า.. ผ่านพ้นอุปสรรคภัยร้ายทั้งปวง ทั้งภายในและภายนอก และเพื่อความรักสามัคคี.. ไม่แตกแยก.. ไม่ทะเลาะวิวาทกันในทุกฝ่าย... สมดังพุทธนิมิตปางห้ามญาติ
การประกอบศาสนพิธีที่สมบูรณ์ด้วยอำนาจธรรม อันสัมฤทธิ์ผลด้วย พระสงฆ์ผู้ทรงศีล.. ที่ตั้งมั่นด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ พร้อมข้าราชการ ประชาชนทุกฝ่ายในจังหวัดนครปฐม ที่นำโดย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย.. นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ในวันนั้น.. จึงนับเป็นประวัติศาสตร์ของสวดประกาศบูชาราชธรรม.. เพื่อขออำนาจแห่งธรรมพึงประดิษฐานในจิตใจชาวไทยสืบตลอดไป
ด้วยความเป็นมาอันเป็นมงคลยิ่งของ จังหวัดนครปฐม.. ในอดีต ที่เคยเป็นเมืองขนาดใหญ่ระดับรัฐ นับถือพุทธศาสนา.. โดยเชื่อมั่นว่าเป็นเมือง ศูนย์กลางวัฒนธรรมทวารวดี-ศรีวิชัย มากที่สุดในสุวรรณภูมิ โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางเมืองประมาณ ๓ กิโลเมตร.. และจากการค้นพบหลักฐานทาง โบราณศิลปพุทธศาสนา จึงเชื่อมั่นว่า “นครปฐม” เป็นแผ่นดินที่รองรับพระพุทธศาสนาที่เผยแผ่มาจากชมพูทวีป.. สู่สุวรรณภูมิ โดยพระสมณทูตสายที่ ๘ ที่นำโดย พระโสณเถรเจ้าและพระอุตตรเถรเจ้า อันควรแก่การประกอบศาสนกิจ ร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ในครั้งนี้
ดังที่สมัย พ.ศ.๒๓๗๒ ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี.. ขณะนั้น รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ นาม “วชิรญาโณภิกขุ” ได้เสด็จธุดงค์ไปนมัสการสถูปเจดีย์ใหญ่ เมืองนครไชยศรี ดังมีหลักฐานที่ประทับ ซึ่งปัจจุบันได้สร้างขึ้นล้อมรั้วเล็กๆ ไว้พอเป็นหลักฐานให้คนปัจจุบันได้เห็นเป็นประจักษ์ในเขตพระปฐมเจดีย์ ซึ่งพระองค์ (รัชกาลที่ ๔) ทรงเชื่อว่า สถูปเจดีย์ดังกล่าวเป็นพระเจดีย์แห่งแรกของสยาม ดังทรงเรียกว่า “พระปฐมเจดีย์” และต่อมาได้ทรงดำริบูรณปฏิสังขรณ์พระสถูปเจดีย์ใหญ่ดังกล่าวที่ตั้งบนพื้นที่เดิม เรียก เมืองนครไชยศรี (ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองนครปฐม) โดยโปรดให้สร้างวัดขึ้นใหม่พร้อมกับพระราชวังที่ประทับ พระราชทานนามว่า “วังปฐมนคร”
การจัดงานโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรม ทั้งแผ่นดิน.. ในวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘.. จึงประกอบศาสนกิจสวดประกาศราชธรรมในเขตวังปฐมนครในอดีต พร้อมพระปฐมเจดีย์ ที่ถึงพร้อมด้วยอำนาจแห่งธรรมที่สมบูรณ์พร้อมอย่างสมเหตุสมผล.. นับเป็นมงคลธรรมอันยิ่งต่อแผ่นดินไทย เมื่อเสียงแห่งธรรมที่สวดสาธยายโดยคณะสงฆ์ ท่ามกลางมหาชนที่น้อมส่งใจถวายบูชา ได้แผ่กว้างอำนาจแห่งธรรมที่ประกอบไปด้วย พุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ.. ไปสู่ทุกมิติจิตวิญญาณของเทพยดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายในทุกภาวะ.. ทุกชาติภูมิ.. บนแผ่นดินพุทธศาสนา...
จึงได้เห็นรอยยิ้ม ความเบิกบาน จากใบหน้าของทุกๆ คนที่มาร่วมงาน แม้จะต้องตื่นมาตั้งแต่ก่อนเช้ามืด.. เพื่อให้ทันเข้าร่วมงานในเวลา ๐๗.๐๐ น. ที่เริ่มต้นด้วยการบิณฑบาต.. ก่อนจะรับศีล สวดมนต์ และฟังธรรม.. ซึ่งการสวดมนต์ในวันนั้น คณะสงฆ์ได้พร้อมใจกันสวดบูชาสักการธรรมด้วย “พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร” .. รัตนสูตร เป็นต้น ก่อนจะสาธยายประกาศราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการ อันเป็นธรรมของผู้ปกครองแผ่นดิน.. ผู้นำ.. ผู้บริหาร สังคมประเทศชาติ ที่ควรแก่การบูชาด้วยการศึกษาปฏิบัติ เพื่อกล่อมเกลาให้จิตใจของตนเองเข้าถึงคุณธรรมของความเป็น “ราชา” ที่แปลตามหลักพุทธศาสนาว่า ผู้ให้ความพึงใจกับผู้อื่น.. ดังบาลีที่ว่า
ธมฺเมน ปเรสํ รญฺเชติ
แปลว่า.. ผู้ที่ทำให้ผู้อื่นพึงพอใจโดยธรรม!!
ภายหลังเสร็จสิ้นการประกอบพิธีการสวดประกาศพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ และทศพิธราชธรรม แล้ว จึงได้เดินทางไปเยี่ยมชมพระราชวังสนามจันทร์ ที่สร้างขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บนบริเวณที่เชื่อว่าเป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์สมัยโบราณ ที่เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านพราหมณ์ในอดีต เรียกกันว่า เนินประสาท
ในวันนั้น โดยการนำของ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม.. จึงได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวของพระราชวังสนามจันทร์.. โดยเฉพาะการได้ทัศนา “พระที่นั่งพิมานปฐม” ที่ได้รับการดูแลอย่างดียิ่งจากกรมศิลปากร.. เพื่อส่งมอบให้กับกระทรวงมหาดไทยบริหารดูแล เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป...
จึงได้เห็นความเป็นสิริมงคล.. เมื่อออกจาก พระที่นั่งพิมานปฐม .. ไปสู่ พระปฐมเจดีย์ จากห้องพระชั้นบนในพระที่นั่งพิมานปฐม ซึ่งเป็นห้องไหว้พระสวดมนต์ในรัชกาลที่ ๖.. ที่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกัน โดยมี เทวาลัยคเณศร์ กั้นอยู่ตรงกลาง... นับเป็นภูมิธรรมที่สำคัญยิ่งของ พระราชาผู้ทรงธรรม.. ผู้ตั้งมั่นอยู่ในราชธรรม.. ดังปรากฏ ธรรมจักร ประดิษฐานติดบนเพดานเหนือพระเศียรใน ห้องพระ ที่ติดตั้งพระฉัตร.. เพื่อแสดงเป็นห้องประทับของพระมหากษัตริย์ ผู้เป็น ธรรมราชา...
ความสัมฤทธิผลของงานโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล จึงมาบรรจบกันตรงนี้เอง.. อย่างน่าอัศจรรย์ในความหมายแห่งธรรม.. ที่ไม่เคยคาดคิด.. ไม่เคยรู้เห็นมาก่อน... จึงได้ใช้โอกาสดังกล่าวยืนอธิษฐานจาก พระแกล ที่ยื่นออกมาด้านหน้าของพระที่นั่งพิมานปฐม ด้วยการ ผินหน้าสู่.. ทิศพระปฐมเจดีย์.. เพื่อขอความสำเร็จในอำนาจแห่งธรรม พึงบังเกิดขึ้น รักษา ปกป้อง คุ้มครอง แผ่นดินไทย สถาบันศาสนา.. และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติสืบตลอดไป....
“อะไรๆ.. ที่ไม่ดี.. ใครๆ ที่ไร้ธรรม
ขอพึงสูญสิ้นสลายไป... อย่าได้อาศัยร่มเงาของแผ่นดินธรรมนี้เลย... เอวัง!!”.
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"
สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.
บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..
เผชิญ .. วิกฤตการณ์ทับซ้อน .. ในสังคมปัจจุบัน!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า.. กระแสโลกไหลเลื่อนเข้าสู่ร่องเวลาที่มี วิกฤตการณ์
แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ
ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น
“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล
“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..

